วงการแพทย์ทั่วโลกกำลังจับตาแนวทางปฏิบัติใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่ในงานประชุมสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศอาร์เจนตินา (SADI) ปี ๒๕๖๘ ซึ่งอาจเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการซักประวัติสุขภาพทางเพศของแพทย์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย แนวทางดังกล่าวเป็นผลงานของคณะกรรมาธิการด้านเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อชั้นนำ โดยมีหัวใจสำคัญคือการกำหนด “๗ ประเด็นหลัก” ที่จำเป็นต่อการพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างรอบด้าน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลให้ครอบคลุม เคารพในศักดิ์ศรี และตอบโจทย์ผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเสนอแนวคิดที่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในไทยควรนำไปปรับใช้อย่างยิ่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เรื่องเพศ” ยังคงเป็นประเด็นที่พูดคุยกันอย่างเปิดเผยได้ยากในสังคมไทย แนวทางใหม่นี้จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญระดับสากล ที่จะช่วยทลายอคติและเปิดช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศให้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น ข้อมูลจากรายงาน Global AIDS Update โดย UNAIDS และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ชี้ให้เห็นว่าช่องว่างในการคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) รวมถึงความไว้วางใจระหว่างแพทย์และผู้รับบริการยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกอึดอัดหรือไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพูดคุยเรื่องส่วนตัว (UNAIDS, สธ.ไทย) แนวทางจากอาร์เจนตินานี้นำเสนอข้อเสนอที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขไทยสามารถสร้างบรรยากาศที่เห็นอกเห็นใจและเป็นความลับ โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

ข้อแนะนำชุดใหม่นี้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญในงานด้านสุขภาพทางเพศ นั่นคือความยากลำบากในการเปิดใจพูดคุยระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ประธานผู้เขียนแนวทางซึ่งเป็นแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยนอกประจำโรงพยาบาลโรคติดเชื้อ F.J. Muñiz และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย ISALUD กล่าวว่า “เราไม่สามารถดึงดันเข้าเรื่องเพศได้เลย หากยังไม่ได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ป่วยเสียก่อน ความไม่เข้าใจและความไม่เห็นอกเห็นใจคืออุปสรรคด่านแรกที่ทำให้การดูแลล่าช้าหรือไม่ตรงจุด” แนวทางนี้จึงมุ่งเน้นการเคารพความเป็นส่วนตัว การเปิดรับความหลากหลาย และการสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจ เพื่อให้การวินิจฉัยและป้องกันโรคทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

หัวใจของแนวทางนี้อยู่ที่ ๗ ประเด็นหลัก ที่ควรนำมาใช้ในการซักประวัติสุขภาพทางเพศ ได้แก่

๑. เหตุผลที่เข้ามารับบริการ

เริ่มต้นด้วยการถามถึงแรงจูงใจหรืออาการที่ผู้ป่วยกังวล เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจร่างกายและวางแผนการวินิจฉัยที่เหมาะสม

๒. ประวัติการป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เน้นการพูดคุยถึงประวัติการติดเชื้อในอดีต หรือผลการตรวจเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ เพื่อประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มักถูกมองข้ามหากบรรยากาศการพูดคุยน่าอึดอัด

๓. ประวัติเกี่ยวกับคู่เพศสัมพันธ์

ขอให้แพทย์สอบถามจำนวนและเพศของคู่นอน ช่วงเวลาตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยความระมัดระวัง โดยปราศจากการตัดสิน

๔. พฤติกรรมและรูปแบบกิจกรรมทางเพศ

เนื่องจากความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบและสถานการณ์ แนวทางนี้จึงแนะนำให้สอบถามถึงรูปแบบกิจกรรมทางเพศ เช่น การมีเพศสัมพันธ์หมู่ การแลกเปลี่ยนคู่ การใช้อุปกรณ์ทางเพศ หรือการใช้สารเสพติดร่วมด้วย

๕. การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สอบถามความถี่ในการใช้ถุงยางอนามัย และประวัติการฉีดวัคซีนที่จำเป็น (เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ บี และเอชพีวี) เพื่อประเมินแนวทางการป้องกันและให้คำแนะนำเพิ่มเติม

๖. การป้องกันการตั้งครรภ์และอนามัยการเจริญพันธุ์

ส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอกและไม่ตัดสินเกี่ยวกับการคุมกำเนิด ความตั้งใจที่จะมีบุตร หรือการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทั้งในอาร์เจนตินาและสังคมไทย

๗. ประเด็นสุขภาพทางเพศด้านอื่น ๆ

ตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับความพึงพอใจทางเพศ สมรรถภาพทางเพศ ปัญหาสุขภาพจิต หรือประสบการณ์ความรุนแรงทางเพศ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างรอบด้านและครบถ้วน

จุดเด่นที่น่าสนใจของแนวทางนี้ คือการให้ความสำคัญกับ “การพบกันครั้งแรก” (First Interaction) ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการทักทาย การสบตา และการแสดงท่าทีที่เป็นมิตร จะช่วยลดความประหม่าและสร้างความไว้วางใจได้ ทั้งยังควรใช้ภาษาที่เรียบง่าย ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามหรือแสดงความรู้สึกได้ตลอดเวลาหากไม่สบายใจ

สมาชิกคณะทำงานของแนวทางนี้ ซึ่งเป็นแพทย์ด้านโรคติดเชื้อประจำโรงพยาบาล Clínicas José de San Martín และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส ให้ข้อมูลกับ Medscape ว่า “นอกจากการรับเอาคำแนะนำสากลมาใช้ เรายังปรับวิธีการให้เข้ากับข้อมูลทางระบาดวิทยา การวินิจฉัย และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้อย่างลงตัว เนื่องจากการระบาดของโรคและการเข้าถึงบริการสุขภาพในไทยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากชาติตะวันตก การปรับใช้แนวทางให้เข้ากับบริบทของประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง (Medscape)

แนวทางนี้ยังเน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นและความเข้าใจเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบางและมีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มคนข้ามเพศ ผู้ให้บริการทางเพศ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เด็กและเยาวชน ผู้ต้องขัง ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด และผู้อพยพ ซึ่งในประเทศไทย กลุ่มคนเหล่านี้ยังคงเผชิญกับการตีตราและอุปสรรคมากมายจากอคติทางสังคม ดังที่ระบุในรายงานยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ฉบับล่าสุด (ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย, WHO ประเทศไทย) ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือการขยายเวลาทำการของคลินิกเพื่อรองรับผู้ที่เลิกงานดึก การหลีกเลี่ยงการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์หรือรสนิยมทางเพศ และการใช้ภาษากลางที่ไม่ระบุเพศ

ทีมผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ความรับผิดชอบนี้ไม่ได้อยู่ที่แพทย์เพียงคนเดียว แต่ครอบคลุมบุคลากรทางการแพทย์ทุกภาคส่วนในทีมสหวิชาชีพ ทุกคนควรได้รับการอบรมเพื่อลดอคติส่วนตัว ไม่ว่าจะเกิดจากวัฒนธรรมหรือความเชื่อทางศาสนา เพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่ธุรการก็มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มารับบริการได้

แม้ว่าในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่จะมีความก้าวหน้าในการให้ความรู้เรื่องสุขภาพทางเพศมากขึ้น แต่ในพื้นที่ชนบทยังคงขาดเครื่องมือหรือความมั่นใจในการพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดเผย แนวคิด ๗ คำถามนี้สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับภาษา บริบท และระบบบริการของไทยได้อย่างยืดหยุ่น เช่น บุคลากรไทยอาจใช้บทสนทนาตัวอย่างหรือคู่มือช่วยสื่อสารเพื่อลดกำแพงทางความรู้สึก และร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่เพื่อเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่อาจรู้สึกแปลกแยกจากหน่วยงานของรัฐ (บางกอกโพสต์)

อีกหนึ่งข้อแนะนำที่สำคัญและสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยคือ ไม่ควรตรวจร่างกายเฉพาะส่วนโดยไม่มีเหตุจำเป็น และควรเลื่อนการตรวจออกไปก่อนจนกว่าผู้รับบริการจะรู้สึกไว้วางใจ ซึ่งสะท้อนการให้เกียรติในเรื่องความสุภาพและความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังสนับสนุนการให้บริการนอกเวลาราชการหรือในหน่วยบริการเคลื่อนที่ ซึ่งเริ่มมีการนำร่องในไทยแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงานและผู้ให้บริการทางเพศที่ไม่สะดวกเดินทางมาโรงพยาบาลในเวลากลางวัน (ILO ประเทศไทย)

โดยสรุปแล้ว แนวทางปฏิบัตินี้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของทั้ง UNAIDS องค์การอนามัยโลก และกลุ่มรณรงค์ด้านสุขภาพทางเพศ การสร้างกระบวนการพูดคุยที่ปราศจากอคติและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง คือมาตรฐานใหม่ที่จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจในระบบสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มองไปในอนาคต เทคโนโลยีและบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันให้คำปรึกษาออนไลน์ ชุดตรวจโรคด้วยตนเอง หรือเครื่องมือช่วยวินิจฉัยด้วย AI ซึ่งเริ่มมีโครงการนำร่องแล้วในกรุงเทพฯ และอีกหลายเมืองใหญ่ (WHO Telemedicine Guidelines)

หัวใจสำคัญที่คนไทยทุกคนควรตระหนักคือ การดูแลสุขภาพทางเพศที่มีคุณภาพต้องเริ่มต้นจากการเปิดใจพูดคุยอย่างให้เกียรติ ไม่ด่วนตัดสิน และตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับ ผู้รับบริการทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการดูแลที่ละเอียดอ่อนและเป็นกลาง โดยไม่ถูกเหมารวมหรือเผชิญกับอคติ ขณะเดียวกัน บุคลากรสาธารณสุขก็ควรหมั่นแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ และศึกษาแนวทางล่าสุดที่ไม่ได้เน้นแค่ทักษะทางเทคนิค แต่ยังรวมถึง “หัวใจของความเป็นมนุษย์” ด้วย

ในยุคที่ระบบสาธารณสุขไทยก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานควรพิจารณานำแนวทาง ๗ ข้อนี้มาปรับใช้กับบริบทของไทย เพื่อสร้างวัฒนธรรมการพูดคุยเรื่องเพศอย่างสร้างสรรค์ ลดปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบของการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในระดับภูมิภาค

สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ทำได้คือการตระหนักถึงสิทธิของตนเองในการพูดคุยและตรวจสุขภาพทางเพศ การเลือกใช้บริการจากคลินิกที่มีบุคลากรที่ผ่านการอบรม และชวนคนใกล้ชิดไปตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ ส่วนบุคลากรสาธารณสุขควรพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ใช้เครื่องมือที่เข้ากับวัฒนธรรม และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในชุมชนเพื่อขยายผลของแนวทางใหม่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บทความต้นฉบับจาก Medscape, กระทรวงสาธารณสุขไทย และ UNAIDS ประเทศไทย