น่าเสียดายหากลดภาระงานแล้ว แต่ยังต้องทำรายงานสนองเจ้านาย ที่ไม่เกี่ยวกับการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน ก็คงต้องติดตามตอนต่อไป

          เสียดาย

        ย้อนหลังกลับไปเกือบๆ ๒๐ ปี มีนักวิชาการที่เป็นวิชาการจริงๆ ไม่ใช่มีแค่คำนำหน้าว่า ศาสตราจารย์หรือด๊อกเตอร์ก็เรียกว่านักวิชาการกันเหมือนปัจจุบัน

          เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก แบบสั้นๆง่ายๆแต่ได้ใจความ..

          เขาบอกว่า ควรเร่งรัดจัดการกับการอ่านออกเขียนได้ก่อน ผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมและคุณธรรมจริยธรรมเข้าไป แบบบูรณาการ อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรจะต้องไปกังวล

          หมายถึงถ้าทำได้ คุณภาพจะเกิดตามมาอย่างไม่ยากเย็น

          ผมฟังดูก็ทะแม่งๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ด้วยคนมีน้อย ก็เลยต้องทำตามคำแนะนำดังกล่าว แบบตกกระไดพลอยโจน แต่แล้วพอลงมือทำแบบต่อเนื่อง ก็เลยมีสิ่งดีงามเข้ามา โรงเรียนจึงพัฒนาถูกที่ถูกทาง พัฒนาการอาจไม่พุ่งพรวด แต่จำนวนเด็กเพิ่มขึ้น คุณภาพทางวิชาการค่อยๆดีขึ้น

          เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของความสุขที่เป็นภาพจำมากกว่าการยึดติดก็คือ มีคนมาดูงานมากมาย มีศิลปินดาราและนักร้องมาเยี่ยมเยือน และทีวีหลายช่องเข้ามาติดตามถ่ายทำและถามไถ่ความเป็นอยู่

          ขอบคุณความเป็นตัวของตัวเองในตอนนั้น ที่ไม่ได้หยิ่งผยองลำพองใจว่าดีเด่นดังกว่าคนอื่น ในทางกลับกันกลับเก็บตัวมากขึ้น เพื่อใช้เวลาหมดไปกับการทำบ้านเล็กในป่าใหญ่ให้ทรงพลังในชุมชน

          ไม่ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมการศึกษา ขณะเดียวกันก็ไม่เคยต่อรองร้องขอให้ใครมาช่วย

          โชคดีเหลือเกินที่มีนวัตกรรมพระราชทาน (DLTV) ในโครงการพระราชดำริมาช่วยส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอน ผ่อนหนักให้เป็นเบา งานโครงการจากต้นสังกัดก็มิได้มากเหมือนปัจจุบัน

          ต่อมา งานธุรการรายงานเอกสารเริ่มก่อตัวแบบมืดฟ้ามัวดิน แนวคิดทางการศึกษาเปลี่ยนไปพร้อมโครงสร้างงานบริหารบุคคลและเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้า ถาโถมงานกระดาษเข้ามาอย่างหนักหน่วง

          การอยู่โรงเรียนขนาดเล็กในตอนนั้น จึงไม่เพียงตั้งรับและลงมือทำ แต่ต้องแยกแยะว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ อะไรเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง ต้องทำหรือแค่มองแล้วโยนทิ้งไป

          วันนั้นยอมรับว่ากล้าหาญมาก ทั้งที่ไม่ต้องการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ก็แค่รู้สึกว่าทำไม่ไหวก็ต้องวาง ยิ่งคิดว่าต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ต้องเข้าใจหัวอกครูด้วยกัน แค่นี้ก็ช่วยให้ปล่อยวางได้

          ยุคสมัยเปลี่ยนไปแต่รูปแบบวิธีคิดของนักการศึกษาย่ำอยู่กับที่ คือแทนที่งาน/โครงการบางอย่างไม่ต้องแยกออกมาจากการเรียนการสอนในห้องเรียน ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อหรือแตกแยกย่อย

          เพราะมันเรื่องเดียวกันและอยู่ในหลักสูตรอยู่แล้ว

          ถ้าแยกงานแยกโครงการสารพัด จะเอาคนที่ไหนทำ จะเอาเงินที่ไหนมาใช้ จะเอาเวลาที่ไหนสอนหนังสือ สุดท้าย “คุณภาพ”ก็เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เต็มบ้านเต็มเมือง

          ผมเสียดายความเป็นผู้บริหารระดับสูงของสพฐ.  เขารอให้รัฐมนตรีสั่งก่อนว่า ต้องลดงานนั้นงานนี้ ทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่เต็มอกอยู่แล้วว่า ปัญหาที่หมักหมมมาหลายปีมันอยู่ตรงไหนกันแน่

          เมื่อไหร่ที่ผู้นำสพฐ.จะคิดเองได้ว่า ผอ.เขตพื้นที่ฯเขามีความรู้ความสามารถ กว่าจะสอบได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ ปล่อยให้เขาทำงานแก้ปัญหาของพื้นที่ สพฐ.แค่ติดตามและจัดสรรงบประมาณก็พอ

          น่าเสียดายหากลดภาระงานแล้ว แต่ยังต้องทำรายงานสนองเจ้านาย ที่ไม่เกี่ยวกับการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน ก็คงต้องติดตามตอนต่อไป

          โดยส่วนตัวรู้สึกเสียดายอีกเหมือนกัน ที่ก่อนเกษียณไปเสียเวลากับจดหมายข่าว งานประชาสัมพันธ์โรงเรียน ลงเฟสเล่นไลน์ รายงานวิธีปฏิบัติที่ดีและอุตริไปประชันขันแข่งกับใครไม่รู้

          ไม่เช่นนั้นเด็กนักเรียนของผมน่าจะเก่งกล้าสามารถและฉลาดกว่านี้เยอะ

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๕  กรกฎาคม  ๒๕๖๘