ผลการศึกษาชิ้นใหม่ชี้ว่า สูตรคุมอาหารแบบ “5:2” ที่ให้กินปกติ 5 วัน และคุมแคลอรีเข้มข้น 2 วัน (แบบไม่ติดกัน) ในหนึ่งสัปดาห์ อาจเป็นทางเลือกที่ทำง่ายและได้ผลดีที่สุดในการลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนและป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 งานวิจัยชิ้นนี้ถูกนำเสนอในที่ประชุมวิชาการสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา ENDO 2025 ณ เมืองซานฟรานซิสโก โดยเปรียบเทียบการคุมอาหาร 3 รูปแบบหลัก และพบว่าแม้ทุกวิธีจะได้ผลดี แต่สูตร 5:2 มีความโดดเด่นในแง่ของความยืดหยุ่น ซึ่งอาจตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการควบคุมเบาหวานและลดน้ำหนักได้ดีกว่า

เบาหวานชนิดที่ 2: วิกฤตสุขภาพระดับโลกที่คุกคามคนไทย

เบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งกำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพที่ขยายวงกว้างทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ข้อมูลจากทั้งกระทรวงสาธารณสุขไทยและองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลก 1 ใน 10 คนอาจป่วยเป็นโรคเบาหวาน ขณะที่สถานการณ์ในไทยก็น่ากังวลไม่แพ้กัน โดยมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในเขตเมืองและชนบท ภาวะอ้วนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด และการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนก็ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกว่าสามารถช่วยควบคุมอาการของโรค หรืออาจทำให้โรคสงบลงได้ (remission) (อ่านงานวิจัยจาก CDC)

ผลวิจัยชี้ชัด: เทียบ 3 สูตรดัง 5:2, TRE และ CER

ทีมนักวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจิ้งโจวในจีน ได้ทำการศึกษาในผู้ใหญ่ 90 คนที่มีภาวะอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแบบสุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่คุมอาหารแบบ 5:2 หรือ Intermittent Energy Restriction (IER), กลุ่มที่จำกัดช่วงเวลากินอาหาร (Time-Restricted Eating: TRE) และกลุ่มที่จำกัดแคลอรีต่อเนื่องทุกวัน (Continuous Energy Restriction: CER) โดยแต่ละกลุ่มได้รับคำแนะนำด้านแคลอรีที่ชัดเจนตลอดระยะเวลา 16 สัปดาห์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการทดลองจนครบ 63 คน ผลการศึกษาพบว่าทุกกลุ่มสามารถลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งสามกลุ่มมีน้ำหนักลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 7.5 กิโลกรัม และระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงมากกว่า 1% ที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ทำสูตร 5:2 (IER) มีแนวโน้มลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting glucose), ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้ดีกว่ากลุ่มอื่นเล็กน้อย นอกจากนี้ กลุ่มนี้ยังมีอัตราการทำตามแผนได้สำเร็จสูงถึง 85% ซึ่งสูงกว่าอีกสองกลุ่ม

ทำไมสูตร 5:2 อาจตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทย?

หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว อธิบายว่า “ทั้งสามวิธี ไม่ว่าจะเป็น IER, TRE หรือ CER ต่างให้ผลลัพธ์ที่ดีเพราะหัวใจสำคัญคือการลดปริมาณแคลอรีโดยรวม ซึ่งเป็นกุญแจหลักในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมและน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะอ้วน เมื่อแคลอรีลดลง ภาวะดื้อต่ออินซูลินและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก็จะดีขึ้น” แต่จุดเด่นของสูตร 5:2 คือความยืดหยุ่น “การที่สามารถกินได้ตามปกติถึง 5 วัน และต้องคุมเข้มแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าทำตามได้ง่ายและต่อเนื่องกว่าการต้องจำกัดอาหารทุกวัน หรือต้องเคร่งครัดกับช่วงเวลากิน”

สำหรับรายละเอียดของสูตร 5:2 ในงานวิจัยนี้ คือการจำกัดแคลอรีให้เหลือเพียง 500–600 แคลอรีใน 2 วันที่กำหนด ส่วนอีก 5 วันสามารถกินได้ตามปกติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศและเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุขภาพชาวไทย ส่วนกลุ่ม TRE ถูกจำกัดให้กินอาหารได้ภายใน 10 ชั่วโมงต่อวัน เช่น ตั้งแต่เวลา 6.00–8.00 น. ไปจนถึง 16.00–18.00 น. ขณะที่กลุ่ม CER ต้องลดปริมาณแคลอรีในปริมาณเท่ากันทุกวันโดยไม่มีการจำกัดเวลา (อ่านเพิ่มเติมที่ Medical News Today)

ทุกสูตรได้ผลจริง แต่หัวใจสำคัญคือ “ความต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม แพทย์จากศูนย์สุขภาพ Providence Saint John’s Health Center ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ให้ความเห็นว่า “แม้จะมีความแตกต่างทางสถิติ แต่ตัวเลขก็ไม่ได้ห่างกันมากพอที่จะชี้ชัดว่าวิธีใดดีกว่าวิธีอื่นอย่างเด็ดขาด เพราะทุกสูตรต่างก็ช่วยลดน้ำหนักและควบคุมเบาหวานได้ผลจริง” นอกจากนี้ การที่ผู้เข้าร่วมทำตามแผนได้สำเร็จเพียง 63 คนจากทั้งหมด 90 คน ยังสะท้อนความท้าทายที่สำคัญ นั่นคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ซึ่งเป็นปัญหาที่คนไทยจำนวนมากก็เผชิญอยู่เช่นกัน

ข้อควรพิจารณาสำหรับคนไทยที่สนใจปรับการกิน

ข้อควรคำนึงคือ งานวิจัยนี้ทำในกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุเฉลี่ย 36.8 ปี) ที่เพิ่งป่วยเป็นเบาหวานได้ไม่นาน (เฉลี่ยประมาณ 1.5 ปี) ซึ่งอาจแตกต่างจากผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่ในไทยที่มักมีอายุมากกว่า อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของงานวิจัยที่ว่า ‘ไม่ว่าจะใช้สูตรไหน หากลดแคลอรีได้อย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ย่อมดีขึ้น’ ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานและโภชนาการในไทยเห็นตรงกัน (อ่านแนวทางของโรงพยาบาลบำราศนราดูร)

สูตร 5:2 อาจเข้ากับวิถีชีวิตของคนไทยได้ดีเป็นพิเศษ เพราะวัฒนธรรมการกินอาหารร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูงยังคงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน นักโภชนาการจากหลายสถาบันในไทยมักให้ความเห็นว่า สูตรที่ต้องคุมเข้มทุกวันมักไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว เพราะขัดกับวัฒนธรรมการสังสรรค์และเทศกาลต่างๆ ดังนั้น การเลือกวิธีที่ยังมี ‘วันปกติ’ ให้กินได้เหมือนเดิม อาจช่วยลดความรู้สึกกดดันและทำให้ทำต่อเนื่องได้ง่ายกว่า

แม้ว่างานวิจัยนี้จะชี้ว่าสูตร 5:2 มีอัตราความสำเร็จสูง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ย้ำเสมอว่าไม่มีสูตรสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวที่เหมาะกับทุกคน “ทางที่ดีที่สุดคือการเลือกวิธีที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ ความชอบส่วนตัว และทำได้จริงในระยะยาว” หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวกับ Medical News Today พร้อมเสริมว่าควรวางแผนการกินร่วมกับนักกำหนดอาหารมืออาชีพเสมอ

ข้อมูลจากหลายงานวิจัยทั่วโลกสรุปตรงกันว่า ‘ความสม่ำเสมอ’ ในการปฏิบัติตามแผนนั้นสำคัญกว่าตัวรูปแบบของแผนการกินเสียอีก (อ่าน JAMA Network OnDiet study) ไม่ว่าจะเป็นแนวทางใดก็ตาม หากสามารถลดปริมาณแคลอรีที่บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมมีส่วนช่วยควบคุมเบาหวาน หรืออาจทำให้โรคเข้าสู่ภาวะสงบได้

บริบทไทย: โจทย์ท้าทายที่ต้องการแนวทางที่ยืดหยุ่น

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน การใช้ชีวิตในเมืองที่เร่งรีบ การเข้าถึงอาหารแปรรูปแคลอรีสูงได้ง่าย และการมีกิจกรรมทางกายน้อยลง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมสถานการณ์ ดังนั้น แนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริงและเข้ากับสังคมไทยจึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง

ในอีกมุมหนึ่ง วัฒนธรรมไทยมีความคุ้นเคยกับการอดอาหารเป็นช่วงๆ เช่น การถือศีลในช่วงเข้าพรรษาหรือวันพระ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อฝึกฝนจิตใจและดูแลร่างกาย ดังนั้น การทำ IF ในรูปแบบสมัยใหม่อาจสอดคล้องกับแนวคิดดั้งเดิมนี้ และทำให้คนไทยรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำเตือนว่าผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรปรับเปลี่ยนการกินหรือเริ่มอดอาหารด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ยาและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรุนแรงได้

ทางออกที่ดีที่สุด: เลือกสูตรที่ใช่ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ในอนาคต ทั้งทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญอิสระต่างเห็นพ้องว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในระยะยาว เพื่อดูผลกระทบด้านจิตใจและความยั่งยืนในกลุ่มประชากรที่หลากหลายขึ้น พร้อมย้ำว่าการดูแลผู้ป่วยเบาหวานต้องพิจารณาปัจจัยเฉพาะบุคคล ทั้งอายุ ระยะเวลาที่เป็นโรค ยาที่ใช้ และบริบททางวัฒนธรรม

สำหรับคนไทยที่กำลังวางแผนปรับการกิน ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในประเทศล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “สูตรที่ดีที่สุด คือสูตรที่เราทำได้จริง” ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อร่วมกันเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสูตร 5:2, การจำกัดเวลากิน หรือการลดแคลอรีรายวัน ขณะที่หลักการพื้นฐานอย่างการลดอาหารแปรรูป เพิ่มผักผลไม้ และเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เคล็ดลับสำหรับคนที่สนใจลองสูตร 5:2

สำหรับผู้ที่สนใจลองทำตามสูตร 5:2 นักโภชนาการมีคำแนะนำให้เตรียมตัวล่วงหน้า ดังนี้

  • กำหนดวันที่จะคุมอาหารให้ชัดเจน บอกคนในครอบครัวหรือเพื่อนเพื่อขอการสนับสนุน
  • วางแผนเมนูสำหรับวันที่ต้องจำกัดแคลอรี โดยเลือกอาหารที่อิ่มนานแต่แคลอรีต่ำ เช่น น้ำพริกผักสด แกงจืด หรือสลัดอกไก่
  • ที่สำคัญคือต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยารักษาเบาหวาน
  • การเข้าร่วมกลุ่มหรือกิจกรรมกับศูนย์สุขภาพใกล้บ้านก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสร้างกำลังใจและทำให้ทำได้อย่างต่อเนื่อง

โดยสรุป แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับทุกคน แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ได้ตอกย้ำว่า การควบคุมแคลอรีไม่ว่ารูปแบบใด โดยเฉพาะแนวทางที่ยืดหยุ่นอย่างสูตร 5:2 สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควบคุมอาการและลดน้ำหนักได้ หัวใจสำคัญคือการเริ่มต้นลงมือทำ โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งเรื่องสุขภาพและวัฒนธรรมการกินของไทยคอยให้คำปรึกษา

ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลเบาหวาน สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย (เว็บไซต์ TADE) หรือสอบถามได้จากโรงพยาบาลใกล้บ้าน