งานวิจัยหลายชิ้นล่าสุดกำลังท้าทายความเชื่อที่ว่า สหรัฐอเมริกาเคยมี “ยุคทองแห่งสุขภาพ” แนวคิดนี้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งโดยฝ่ายการเมือง เช่น แคมเปญ “Make America Healthy Again” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ ที่เชื่อว่าคนอเมริกันในอดีตนั้นแข็งแรงกว่าคนยุคนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ กลับพบว่าภาพจำดังกล่าวอาจเป็นเพียงมายาคติที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง (Bloomberg; New York Times)
แนวคิดที่ว่า “ครั้งหนึ่งคนอเมริกันเคยแข็งแรงกว่านี้” ฟังดูจับใจ โดยเฉพาะในยามที่สังคมกำลังวิตกกับโรคเรื้อรัง อาหารแปรรูป และวิกฤตสาธารณสุข กระแสการเมืองจำนวนไม่น้อยจึงหยิบยกความโหยหาอดีตมาใช้ชูประเด็นว่า วิถีการกินอยู่แบบเก่าก่อนยุคอุตสาหกรรมอาหารนั้นดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลในประวัติศาสตร์ กลับพบว่าปัญหาโภชนาการในอดีตนั้นหนักหนาสาหัสไม่แพ้ปัจจุบัน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แพทย์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำให้กินเนื้อสัตว์หนักๆ วันละ 3 มื้อ ขณะที่กลุ่มรักสุขภาพและผู้บุกเบิกการกินมังสวิรัติเพิ่งเริ่มเสนอแนวทางการกินที่เน้นพืชผักและอาหารเบาๆ เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ปัญหาการขาดสารอาหาร ภาวะโภชนาการเกิน โรคติดเชื้อ และการแพทย์ที่ยังไร้ประสิทธิภาพ ก็ยังคงเป็นเรื่องปกติในสังคม
“สมัยก่อนอเมริกันสุขภาพดีกว่า” — วาทกรรมที่ต้องตั้งคำถาม
สโลแกน “Make America Healthy Again” สะท้อนความโหยหาอดีตที่เชื่อกันว่าอาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของสังคมอเมริกันนั้นดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสโตนีบรูกและเยลชี้ว่า ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ คนอเมริกันต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพและภาวะโภชนาการที่ไม่สมบูรณ์มาโดยตลอด ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวอเมริกันบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง ขาดแคลนผักและผลไม้สด ทั้งยังถูกคุกคามจากภาวะขาดสารอาหาร จนถึงช่วงทศวรรษ 1930 อาหารหลักของผู้คนยังคงเป็นของแห้งที่จำเจ ส่วนผักผลไม้สดก็มีให้กินแค่ตามฤดูกาลและขนส่งได้ยาก
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัด: สุขภาพในอดีตไม่ได้ดีอย่างที่คิด
ผลกระทบต่อสุขภาพในอดีตนั้นรุนแรงกว่าที่คาดคิด ข้อมูลจากเวชระเบียนของทหารผ่านศึกในสงครามกลางเมืองอเมริกาเผยให้เห็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ซับซ้อน เช่น โรคไส้เลื่อนและโรคลิ้นหัวใจ ซึ่งพบได้บ่อยกว่าคนในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ นักเศรษฐศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์พบว่า ทหารผ่านศึกเหล่านี้ถึงร้อยละ 19 เป็นโรคลิ้นหัวใจรุนแรงเมื่ออายุแตะ 60 ปี (เทียบกับคนวัยเดียวกันในปัจจุบันที่พบเพียงร้อยละ 8.5) อายุขัยเฉลี่ยก็สั้นกว่ามาก ในปี พ.ศ. 2393 ชายอเมริกันอายุ 20 ปี มีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 61 ปี ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในปัจจุบันหลายปี
แล้วสุขภาพดีขึ้นได้อย่างไร?
ระบบสาธารณสุขของอเมริกาเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในศตวรรษที่ 20 จากการเข้าถึงน้ำสะอาด การรณรงค์ฉีดวัคซีน และองค์ความรู้ด้านโภชนาการที่ดีขึ้น แต่ช่วงทศวรรษแรกๆ นั้นห่างไกลจากคำว่ายุคทองแห่งสุขภาพโดยสิ้นเชิง การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 1918 คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปกว่า 675,000 ราย ในยุคที่วงการแพทย์ยังไม่เข้าใจโรคจากไวรัสอย่างถ่องแท้ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เป็นเรื่องแพร่หลาย ผู้คนต้องเผชิญทั้งโรคระบาดร้ายแรงและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอุบัติใหม่ไปพร้อมกัน
ความจริงเบื้องหลังยุค 1950-60
ยุค 50-60 ที่มักถูกยกให้เป็น “ยุคทองด้านสุขภาพ” กลับมีสถิติที่น่าตกใจซ่อนอยู่ แม้จะมีการค้นพบยาปฏิชีวนะ วัคซีน และยารักษาโรคใหม่ๆ แต่อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดกลับพุ่งสูงถึงร้อยละ 33 ในปี พ.ศ. 2503 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงลิ่ว นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียอธิบายว่า การสูบบุหรี่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในทุกวงการ ตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่โรคมะเร็งก็แทบไม่มีหนทางรักษาที่มีประสิทธิภาพก่อนที่เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามา
ความก้าวหน้าทางสุขภาพเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง
อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจของชาวอเมริกันลดลงมากกว่าครึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประชากรสูบบุหรี่น้อยลง ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ตลอดจนยาและเทคโนโลยีการรักษาแบบใหม่ๆ แต่ความก้าวหน้านี้กลับกระจุกตัวและไม่เท่าเทียม ช่องว่างในการเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ การรักษาพยาบาล และผลลัพธ์ทางสุขภาพยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ (New York Times)
มายาคติเรื่องอดีต: บทเรียนสำหรับสังคมไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ตั้งข้อสังเกตว่า คนอเมริกันมีแนวโน้มที่จะ “มองอดีตสวยงามเกินจริง” ทั้งที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ชัดว่า สุขภาพของสังคมดีขึ้นได้เพราะความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะอดีตเคยดีกว่าปัจจุบัน งานวิจัยเหล่านี้สะท้อนว่า ความสำเร็จด้านสาธารณสุขเกิดจากนโยบายแบบบูรณาการ ตั้งแต่การแพทย์ สุขาภิบาล ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงการส่งเสริมความรู้เพื่อการใช้ชีวิตที่ดี
บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย
บริบทของสหรัฐฯ ให้บทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า “Nutrition Transition” จากวิถีการกินแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบอาหารแปรรูปและให้พลังงานสูง ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐและนักวิชาการไทยต่างแสดงความกังวลในประเด็นที่คล้ายคลึงกับที่สหรัฐฯ เคยเผชิญมา (PMC)
ประเทศไทยซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหารในเด็ก กำลังเผชิญกับ “ปัญหาสุขภาพซ้อนสองทาง” นั่นคือ โรคอ้วนและเบาหวานที่พุ่งสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการที่กลุ่มเปราะบางยังคงเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ผลวิจัยชี้ว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยสูงขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่อัตราโรคอ้วนก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2553 ผู้หญิงไทยวัยผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 40 มีภาวะอ้วน ความเหลื่อมล้ำทางโภชนาการจึงขยายวงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน (PubMed) การขยายตัวของเมืองและซูเปอร์มาร์เก็ตช่วยให้คนเข้าถึงอาหารสมัยใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อวิถีการกินแบบดั้งเดิมที่ดีต่อสุขภาพ
บทเรียนจากอเมริกา: แนวทางสำหรับประเทศไทย
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิจัยไทยต่างเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการที่รวดเร็วเกินไปโดยขาดการบริหารจัดการที่ดี จะสร้างปัญหาสุขภาพเรื้อรังเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยเผชิญ หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การหวนคืนสู่อาหารยุคโบราณซึ่งเคยมีปัญหาโรคติดเชื้อและการขาดสารอาหาร แต่คือการใช้ประโยชน์จากวิทยาการด้านโภชนาการและระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมให้คนทุกกลุ่มในสังคมไทยสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น การรักษาเอกลักษณ์ของอาหารไทย เช่น การใช้ผักสด ข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ และการปรุงอาหารที่ไม่หวานจัด ควบคู่กับการเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ ถือเป็นสูตรสำเร็จที่สำคัญ
นโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของไทย ได้แก่ การให้ความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้อง การกำกับดูแลฉลากอาหารให้ชัดเจน การส่งเสริมตลาดสดและอาหารท้องถิ่น หรือการสนับสนุนอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อย ล้วนเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ
มองปัจจุบันตามจริง แก้ปัญหาด้วยข้อมูล
ตำนานเรื่องอดีตที่ทุกคนมีสุขภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ความก้าวหน้าเกิดขึ้นได้เพราะการเผชิญหน้ากับความจริงและลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยนโยบายและข้อมูลที่ผ่านการวิจัย สำหรับผู้อ่านในไทย จึงควรเท่าทันวาทกรรม “คืนสู่ยุคทองแห่งสุขภาพ” ที่มักมาจากนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด มากกว่าจะมาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ สังคมควรมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการด้วยนโยบายที่เท่าทันโลก ไม่ยึดติดกับภาพจำเก่าๆ พร้อมเปิดรับแนวทางใหม่ๆ ลงทุนในระบบสุขภาพ และเรียนรู้จากบทเรียนของนานาชาติ
อ่านเพิ่มเติม
- บทวิเคราะห์จาก Bloomberg
- ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์โดย New York Times
- มุมมองด้านโภชนาการของไทยในวารสาร PMC และ PubMed