เรื่องราวจากชีวิตจริงและข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกละเลย กำลังถูกนำมาตีแผ่ให้เห็นถึงช่องว่างมหาศาลในองค์ความรู้และการดูแลสุขภาพของผู้หญิง กระแสนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อข้อมูลที่ทำให้หลายคนต้องอุทานว่า “จริงหรือนี่?” แพร่สะพัดในโลกโซเชียล ตัวอย่างเช่น แคมเปญของถุงยางอนามัยสตรีชนิดไร้ฮอร์โมนที่จุดประกายให้ผู้คนหันมาตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำในการวิจัย ความเสี่ยงที่ไม่มีใครพูดถึง และอคติที่แฝงอยู่ในระบบสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้กำลังผลักดันให้สังคมโลกหันมาทบทวนปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน (BuzzFeed)
ภาพใหญ่ของปัญหา: เมื่อข้อมูลและการดูแลสุขภาพมีช่องว่าง
ผู้หญิงไทยจำนวนมากอาจไม่เคยตระหนักว่า โรคภัยไข้เจ็บหลายอย่างที่เกิดกับผู้หญิงโดยเฉพาะยังขาดการศึกษาวิจัยที่ลึกซึ้ง หรือแม้แต่สาเหตุที่แพทย์มักวินิจฉัยอาการของผู้หญิงได้ล่าช้ากว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในต่างประเทศ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยนับล้านคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ช่องว่างทางสุขภาพระหว่างเพศ” ที่เป็นปัญหาระดับโลกและในประเทศไทย
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงมักถูกกีดกันออกจากการวิจัยทางการแพทย์ ส่งผลให้มิติทางสุขภาพของพวกเธอถูกเพิกเฉย การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2536 เมื่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำทางการแพทย์ของโลก ได้ออกกฎหมายรับรองสิทธิ์ของผู้หญิงในการเข้าร่วมการทดลองทางคลินิก ก่อนหน้านั้น องค์ความรู้และคำแนะนำทางการแพทย์เกือบทั้งหมดล้วนอิงจากผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชาย จนเกิดเป็น “อคติทางเพศในงานวิจัย” (sex bias) (TIME) ซึ่งนำไปสู่การกำหนดแนวทางการรักษาและขนาดยาที่อาจไม่เหมาะสมกับสรีระของผู้หญิง ประเด็นนี้เริ่มเป็นที่ถกเถียงในแวดวงการแพทย์และสถาบันการศึกษาของไทยมากขึ้นตามกระแสสากล
ช่องว่างที่สร้างปัญหาจริงในชีวิตผู้หญิง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญในผนังมดลูก (adenomyosis) ซึ่งทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงและประจำเดือนมามากผิดปกติ แต่ผู้หญิงจำนวนมากต้องทนทุกข์อยู่หลายปีกว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ภาวะนี้มักถูกเข้าใจสับสนหรือพบร่วมกับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ซึ่งเป็นอีกโรคที่จัดการได้ยากแต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง (Wikipedia: Adenomyosis) กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะผู้หญิงไทยในพื้นที่ห่างไกลมักได้รับการวินิจฉัยล่าช้าเนื่องจากขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ขาดแม้กระทั่งความรู้พื้นฐานในการดูแลตนเอง
หนึ่งในข้อเท็จจริงที่กลายเป็นไวรัลคือ คำแนะนำให้ผู้หญิงสวมกางเกงในผ้าฝ้ายในตอนกลางวัน และไม่สวมกางเกงในขณะนอนหลับ เพื่อให้จุดซ่อนเร้นได้ “ระบายอากาศ” และลดความเสี่ยงการติดเชื้อรา ทว่าคำแนะนำง่าย ๆ เช่นนี้กลับไม่เคยถูกสื่อสารในการตรวจสุขภาพประจำปีโดยทั่วไป (BuzzFeed) นอกจากนี้ เมื่อผู้ป่วยถูกแพทย์เมินเฉยต่ออาการหรือมองว่าเป็นเรื่องคิดไปเอง การกล้าขอความเห็นที่สอง (second opinion) จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในต่างประเทศเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “medical gaslighting” (การปั่นหัวทางการแพทย์) ซึ่งหน่วยงานรณรงค์ในไทยเองก็สนับสนุนให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตนเอง
ขณะเดียวกัน งานวิจัยยังชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าตกใจว่า ผู้หญิงที่มีประวัติถูกทำร้ายร่างกายหรือมีภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune diseases) เช่น โรคเอสแอลอี (SLE) หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มากกว่าคนทั่วไป (PubMed SLE comorbidities) แต่ความจริงข้อนี้กลับไม่ค่อยถูกสื่อสารในวงกว้าง จนกระทั่งโรงพยาบาลบางแห่งในไทยเริ่มนำโปรแกรมคัดกรองสุขภาพจิตมาใช้ควบคู่กับการรักษาโรคเรื้อรัง
อคติเรื่องรูปร่างที่สร้างอุปสรรคอย่างเงียบเชียบ
ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ ตั้งแต่ทัศนคติเชิงลบของบุคลากรทางการแพทย์ ไปจนถึงการตีตราตัวเอง ทำให้ไม่กล้าไปพบแพทย์ กระแสการรณรงค์ในไทยจึงพยายามส่งเสริมแนวคิด “รักในรูปร่างของตนเอง” (body positivity) เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะเข้ารับการตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ (Rolling Out)
เบื้องหลังประวัติศาสตร์การแพทย์ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
หนึ่งในจุดกำเนิดอันน่าสลดใจของวงการนรีเวชวิทยาคือ เรื่องราวของ “บิดาแห่งนรีเวชวิทยาสมัยใหม่” ชาวอเมริกัน ที่ใช้ทาสหญิงผิวดำเป็นหนูทดลองในการผ่าตัดโดยไม่ใช้ยาสลบ เรื่องราวนี้ได้จุดประกายให้เกิดการเรียกร้องความเป็นธรรมและจริยธรรมทางการแพทย์ไปทั่วโลก จนแวดวงการศึกษาของไทยต้องหันมาทบทวนเนื้อหาและประวัติศาสตร์ที่สอนกันในหลักสูตรแพทย์และพยาบาล (Wikipedia: J Marion Sims)
ความเชื่อผิด ๆ และอคติที่ฝังรากลึก
ในอดีตเคยมีความเชื่อว่ามดลูกสามารถ “เคลื่อนที่” ไปทั่วร่างกายและก่อให้เกิดโรคประหลาดต่าง ๆ ได้ ซึ่งนำไปสู่การรักษาที่ไร้เหตุผล แม้จะฟังดูเป็นเรื่องโบราณ แต่ความเชื่อลักษณะนี้ยังคงแฝงอยู่ในภูมิปัญญาชาวบ้านของไทยบางแขนง ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกนำมาตรวจสอบใหม่โดยใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาพิจารณา
ภาวะกระดูกพรุนที่มาเร็วกว่าที่คิด
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าภาวะกระดูกพรุนเป็นเรื่องของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเท่านั้น แต่ความจริงคือ ผู้หญิงเริ่มสูญเสียมวลกระดูกตั้งแต่อายุยี่สิบปลาย ๆ และความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นทุกปี (Wikipedia: Osteoporosis) ด้วยเหตุนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในไทยจึงแนะนำให้ผู้หญิงออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) ตั้งแต่วัยรุ่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จากผลสำรวจระดับชาติพบว่าผู้หญิงไทยวัยหลังหมดประจำเดือนมีความเสี่ยงกระดูกหักสูงมาก
สุขภาพระดับยีนที่ส่งผลข้ามรุ่น
วิทยาการด้านพันธุศาสตร์สมัยใหม่เผยว่า ความเครียดหรือภาวะขาดสารอาหารของหญิงตั้งครรภ์ สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกหลานในรุ่นถัดไปได้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีน (epigenetics) ปัจจุบันมีงานวิจัยในไทยที่เริ่มศึกษาลงลึกว่า ภาวะโภชนาการและความเครียดของแม่ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทยในภาพรวมได้อย่างไร
สุขภาพองค์รวม: เรื่องเล็ก ๆ ที่ส่งผลใหญ่หลวง
ตัวอย่างเช่น การเพิ่มปริมาณใยอาหารในแต่ละวัน มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิดและปรับสมดุลของร่างกายโดยรวมได้เป็นอย่างดี หน่วยงานส่งเสริมสุขภาพในไทยจึงเริ่มผลักดันให้เนื้อหาเหล่านี้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนและกิจกรรมในชุมชนมากขึ้น
ความเจ็บปวดที่ถูกมองข้าม
ผู้หญิงจำนวนมากที่เคยใส่ห่วงอนามัย (IUD) ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ขั้นตอนนี้เจ็บปวดกว่าที่คิดไว้มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครื่องมือที่ใช้จับปากมดลูกยังคงเป็นแบบโบราณที่แทบไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับทัศนคติที่ไม่ให้ความสำคัญกับความเจ็บปวดของผู้ป่วย (BuzzFeed) ปัจจุบัน ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยเริ่มรณรงค์ให้แพทย์สื่อสารเรื่องความเจ็บปวดอย่างโปร่งใส และเสนอทางเลือกในการใช้ยาชาให้กับผู้ป่วย
โรคสมาธิสั้นในผู้หญิง: อาการซ่อนเร้นที่แตกต่าง
เด็กผู้หญิงหรือวัยรุ่นหญิงที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) มักมีอาการในรูปแบบเหม่อลอยหรือขาดสมาธิ มากกว่าอาการซนอยู่ไม่นิ่งเหมือนเด็กผู้ชาย ทำให้มักไม่ถูกวินิจฉัยจนกระทั่งอาการแสดงออกชัดเจนขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงเริ่มมีการปรับปรุงเกณฑ์การวินิจฉัยและพัฒนาแนวทางการคัดกรองสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ (PubMed ADHD Presentation)
โรคหัวใจ: ฆาตกรเงียบของผู้หญิงไทย
สถิติชี้ชัดว่าโรคหัวใจคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย แต่สัญญาณเตือนที่พบบ่อยอย่างอาการเจ็บหน้าอกกลับพบได้น้อยในผู้หญิง โดยมักมาในรูปแบบอื่น เช่น เจ็บกราม คลื่นไส้ หรือเหนื่อยผิดปกติ ทำให้ไปพบแพทย์ช้าและเกิดความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น (BuzzFeed) มูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จึงกำลังเร่งให้ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนของโรคหัวใจในผู้หญิงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ข้อมูลใหม่: แพทย์หญิงอาจให้ผลการรักษาที่ดีกว่า
งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ผู้ป่วยที่รักษากับศัลยแพทย์หญิงหรืออายุรแพทย์หญิงมักมีผลการรักษาที่ดีกว่า อาจเป็นเพราะการสื่อสารที่ดีกว่าหรือความเข้าอกเข้าใจผู้ป่วยที่มากกว่า ปัจจุบัน โรงพยาบาลในไทยจึงเริ่มส่งเสริมให้แพทย์หญิงมีบทบาทในระดับบริหารขององค์กรมากขึ้น (PubMed Feasibility Trial)
ประจำเดือนผิดปกติ: สัญญาณเตือนที่ห้ามละเลย
การมีประจำเดือนมามากหรือนานผิดปกติไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ เช่น เนื้องอกในมดลูก ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือถุงน้ำในรังไข่ ผู้เชี่ยวชาญในไทยย้ำเตือนว่า หากมีอาการผิดปกติซ้ำ ๆ หรือรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด หรือขอความเห็นจากแพทย์เฉพาะทางท่านอื่นเพื่อความมั่นใจ (Wikipedia: Endometritis)
การเปลี่ยนแปลงที่ต้องเริ่มในสังคมไทย
การค้นพบเหล่านี้ได้จุดกระแสให้เกิดการรณรงค์ทั้งในระดับโลกและในไทย เพื่อเรียกร้องให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทางการวิจัยทางการแพทย์ให้ครอบคลุมผู้หญิงและกลุ่มคนหลากหลาย พัฒนาองค์ความรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศภาวะ ส่งเสริมให้ผู้หญิงรู้จักสังเกตและกล้าพูดถึงอาการของตนเอง ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนวิธีสื่อสารด้านสาธารณสุขให้กล้าพูดถึงเรื่องที่เคยเป็น “เรื่องต้องห้าม” ทั้งในโรงเรียนและสถานพยาบาล โดยนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่ายและสอดคล้องกับบริบทของคนไทย
สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ข้อความสำคัญที่สุดคือ อย่าเพิกเฉยต่อความผิดปกติในร่างกายของตนเอง จงเชื่อในสัญชาตญาณ และกล้าที่จะทวงถามคำตอบจากแพทย์ หากรู้สึกว่ายังไม่ได้รับความใส่ใจ ควรหาความเห็นที่สอง เพราะสุขภาพของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุด ดังที่สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มักย้ำกับผู้ป่วยเสมอว่า “ร่างกายเป็นของคุณ คุณคือคนที่รู้ดีที่สุด เมื่อคุณพูด เราต้องฟัง”
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BuzzFeed, TIME, Columbus Dispatch, Wikipedia: Adenomyosis, และ Wikipedia: J Marion Sims