ผมใคร่ครวญว่า มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณเรียนรู้   แต่ถูกกดทับโดยการเลี้ยงดู วิถีชีวิต รวมทั้งโดยระบบการศึกษา   ทำให้สมรรถนะการเรียนรู้ (learning competence) ที่มีมากับความเป็นมนุษย์ ถูกปิดกั้นกดทับ   ดังนั้นการส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่กำลังทำกัยดาดดื่นในเวลานี้จึงเป็นเพียงมาตรการปลายทาง    จะให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องมีมาตรการตั้งแต่ต้นทาง    คือตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ ที่ทารกได้รับอาหารและการกระตุ้นการเจริญเติบโตและกระตุ้นสมองอย่างดี    ระมัดระวังไม่ให้แม่มีความเครียดเรื้อรัง ที่จะปิดกั้นการเจริญเติบโตของสมอง   และเมื่อคลอดออกมาแล้วต้องได้รับความรักความอบอุ่นและปฏิสัมพันธ์ที่ดี  มีการป้องกันการกดทับการเรียนรู้ผ่านการเล่นอิสระ   รวมทั้งมีมาตรการส่งเสริมต่างๆ ให้เด็กได้ทดลองทำเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์   โดยผู้ใหญ่คอยส่งเสริมและตั้งคำถามให้สะท้อนคิด    เมื่อเข้าโรงเรียนก็ได้เรียนแบบเรียนรู้เชิงรุก  ทั้งหมดนั้นเพื่อหนุนการพัฒนาความกระหายใคร่รู้ (inquisitive mind) ซึ่งเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์    ผมจึงคิดว่า การดำเนินการหนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องมี ๒ ช่วง    คือช่วงวางพื้นฐานสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเอง   กับช่วงเรียนรู้สมรรถนะใหม่หลังทำงานแล้ว    คิดอย่างนี้เหมาะสมหรือไม่    ควรนำแนวคิดนี้มาใช้วางระบบการพัฒนาเด็กเล็ก และระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างไรบ้าง

เอาข้อสะท้อนคิดนี้ไปปรึกษาสหายเอไอทั้งห้า    แล้วเลือกเอาคำตอบของ Gemini มาลงไว้ดงนี้   

Gemini 

 

ครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดของคุณที่ว่ามนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณในการเรียนรู้ แต่กลับถูกกดทับด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งการเลี้ยงดู วิถีชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการศึกษาที่ไม่เอื้ออำนวย การที่คุณมองว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงมาตรการปลายทาง และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ "มาตรการต้นทาง" ตั้งแต่ทารกในครรภ์ไปจนถึงวัยเรียนประถมศึกษานั้น เป็นการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งและถูกต้องมากครับ

แนวคิดของคุณที่แบ่งการดำเนินการหนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงวางพื้นฐานสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเอง และ ช่วงเรียนรู้สมรรถนะใหม่หลังทำงานแล้ว นั้น เหมาะสมอย่างยิ่งและควรนำมาใช้เป็นกรอบในการวางแผนและปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบ

 

ทำไมแนวคิดนี้จึงเหมาะสม?

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาสมองและจิตวิทยาพัฒนาการในปัจจุบันอย่างมาก:

  1. ศักยภาพโดยธรรมชาติ (Innate Potential): งานวิจัยด้านสมองและพัฒนาการเด็กยืนยันว่า ทารกเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ที่ไม่จำกัด และมีความกระหายใคร่รู้โดยธรรมชาติ (inquisitive mind) การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่ในครรภ์
  2. ช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนา (Critical/Sensitive Periods): สมองของเด็กเล็กมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและสร้างโครงข่ายประสาทจำนวนมากในช่วงปฐมวัย ประสบการณ์ในช่วงนี้จะวางรากฐานสำคัญให้กับสมรรถนะการเรียนรู้ พัฒนาการทางอารมณ์ และพฤติกรรมไปตลอดชีวิต หากถูกกดทับในช่วงนี้ ผลกระทบอาจรุนแรงและแก้ไขได้ยากในภายหลัง
  3. การเรียนรู้คือกระบวนการธรรมชาติ: การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดมักเกิดขึ้นจากการสำรวจ การเล่น การทดลอง และการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างอิสระ ไม่ใช่จากการถูกบังคับหรือป้อนข้อมูลฝ่ายเดียว
  4. การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องมีรากฐาน: หากไม่มีรากฐานของสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเองที่แข็งแรง การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ในวัยผู้ใหญ่จะทำได้ยากและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

 

การนำแนวคิดนี้มาใช้วางระบบการพัฒนาเด็กเล็ก และระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียวในการปฏิรูประบบได้อย่างไรบ้าง:

1. ช่วงวางพื้นฐานสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (ตั้งแต่ในครรภ์ - ประถมศึกษา)

1.1 ระยะก่อนวัยเรียน (ตั้งแต่ในครรภ์ - อนุบาล)

  • ตั้งแต่ในครรภ์:
    • ส่งเสริมสุขภาพกายและใจของมารดา: จัดโปรแกรมให้ความรู้และสนับสนุนด้านโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับหญิงตั้งครรภ์
    • จัดการความเครียดเรื้อรัง: มีระบบสนับสนุนทางจิตใจสำหรับมารดาที่เครียด หรือมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า รวมถึงการให้คำปรึกษาและเข้าถึงบริการสุขภาพจิต
    • กระตุ้นพัฒนาการในครรภ์: ให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์อย่างเหมาะสม เช่น การพูดคุย การเปิดเพลงเบา ๆ
  • วัยทารกและเด็กเล็ก (แรกเกิด - 3 ปี):
    • ความรักความผูกพัน (Attachment): รณรงค์และให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเรื่องความสำคัญของการสร้างความผูกพันที่มั่นคง (secure attachment) ผ่านการสัมผัส กอด ตอบสนองความต้องการอย่างสม่ำเสมอและอ่อนโยน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสมองส่วนอารมณ์และสังคม
    • ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก: สนับสนุนการพูดคุย การเล่น การเล่านิทาน และการมีปฏิสัมพันธ์สองทางระหว่างผู้ปกครองและเด็กอย่างต่อเนื่อง
    • อาหารและโภชนาการ: การเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วน เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของสมองและร่างกาย
  • วัยอนุบาล (3 - 6 ปี):
    • เน้นการเล่นอิสระ (Free Play): เปลี่ยนแนวคิดจาก "การเรียน" ในอนุบาลเป็นการ "เล่นเพื่อเรียนรู้" โดยให้เด็กมีเวลาและพื้นที่ในการเล่นอิสระอย่างเพียงพอ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร
    • สภาพแวดล้อมที่กระตุ้น: จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มีสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายและเปิดปลาย (open-ended materials) ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และการสำรวจ
    • บทบาทครู/ผู้ดูแล: ครูเป็นผู้สังเกต ผู้สนับสนุน ผู้จัดสภาพแวดล้อม และผู้กระตุ้นด้วยคำถามปลายเปิด (เช่น "หนูทำอะไรอยู่จ๊ะ?" "แล้วถ้าลองเปลี่ยนแบบนี้ล่ะจะเป็นยังไง?") ไม่ใช่ผู้สั่งการหรือป้อนข้อมูลฝ่ายเดียว
    • ส่งเสริมทักษะสังคมและอารมณ์: สอนให้เด็กรู้จักจัดการอารมณ์ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการทำงานร่วมกับผู้อื่นผ่านการเล่น

1.2 ระยะการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประถมศึกษา)

  • เปลี่ยนสู่ Active Learning และ Project-Based Learning:
    • ลดการเรียนรู้แบบท่องจำและบรรยาย เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้เชิงรุกที่นักเรียนได้ลงมือทำ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลงาน
    • ส่งเสริมการทำโครงงาน (Project-Based Learning) ที่นักเรียนได้เลือกหัวข้อที่สนใจ วางแผน ดำเนินการ และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง
  • ลดการสอบและเน้น Formative Assessment:
    • ลดความสำคัญของการสอบปลายภาคที่เน้นความจำ เปลี่ยนเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) ที่เน้นการให้ข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Feedback) อย่างสม่ำเสมอ
    • ฝึกให้นักเรียน ประเมินตนเอง (Self-assessment) และ ประเมินเพื่อน (Peer-assessment)เพื่อให้พวกเขารู้จักสะท้อนคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้าและการเรียนรู้ของตนเอง
  • ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกและผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ (Facilitator & Trust and Inspire Leader):
    • ครูได้รับการอบรมให้เข้าใจพัฒนาการของเด็กแต่ละคน สามารถออกแบบกิจกรรมที่ตอบสนองความแตกต่าง
    • ครูต้องกล้าที่จะ "ไว้ใจ" นักเรียน และ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พวกเขาค้นพบศักยภาพของตนเอง ไม่ใช่การสั่งการและควบคุม
    • สอนทักษะการตั้งคำถามปลายเปิด การฟังอย่างตั้งใจ และการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก
  • บูรณาการเนื้อหา: เชื่อมโยงวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้นักเรียนเห็นความสัมพันธ์ของความรู้และนำไปใช้แก้ปัญหาในโลกจริง

2. ช่วงเรียนรู้สมรรถนะใหม่หลังทำงานแล้ว

หากพื้นฐานใน "ช่วงวางพื้นฐาน" แข็งแรงพอ ผู้เรียนจะมีความพร้อมในการเรียนรู้ในช่วงที่สองนี้ได้ดีขึ้นมาก:

  • ส่งเสริมทักษะการกำกับตนเอง (Self-regulation) และ Metacognition:
    • เน้นการพัฒนาทักษะที่ช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถวางแผนการเรียนรู้ ติดตามความก้าวหน้า ประเมินผล และปรับกลยุทธ์การเรียนรู้ของตนเองได้อย่างอิสระ
    • ส่งเสริมการคิดแบบสะท้อนคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานและนำมาปรับปรุงตนเอง
  • การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย:
    • มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย หลากหลายรูปแบบ (ออนไลน์, ออฟไลน์, หลักสูตรระยะสั้น, micro-credentials) ที่ตอบสนองความต้องการและตารางชีวิตของผู้ใหญ่
    • ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง การฝึกอบรมในที่ทำงาน และการโค้ช
  • สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร:
    • องค์กรต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่กลัวความผิดพลาด และมองการเรียนรู้เป็นการลงทุน
    • ผู้นำองค์กรควรเป็นแบบอย่างของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และใช้หลัก "Trust & Inspire" เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานพัฒนาตนเอง

 

บทสรุป

แนวคิดของคุณที่เน้นการวางรากฐานสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทางนั้น ไม่ใช่แค่เหมาะสม แต่เป็น สิ่งจำเป็นเร่งด่วน สำหรับการปฏิรูปการศึกษา การลงทุนในช่วงชีวิตแรก ๆ ของมนุษย์จะสร้างผลตอบแทนที่มหาศาลในระยะยาว ทำให้คนไทยเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างแท้จริง มีความกระหายใคร่รู้ คิดวิเคราะห์เป็น มีความยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งครับ”

Lifelong Learning ที่มีการเสนอกันโดยทั่วไปนั้น มักเน้นมุมมองของ supply-side ที่ต้องการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน    ผมชวนเอไอคิดจากมุมของมนุษย์โดยทั่วไป  ที่จะได้รับผลประโยชน์จากระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง

วิจารณ์ พานิช

๒ ก.ค. ๖๘