ในยุคที่เทรนด์สุขภาพมาแรงและการกินโปรตีนสูงกลายเป็นเรื่องปกติของคนไทย ทั้งในกลุ่มผู้ออกกำลังกายและคนรักสุขภาพทั่วไป ล่าสุดมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Times of India สื่อใหญ่ของอินเดีย ชี้ให้เห็นว่าการบริโภคโปรตีนผิดวิธีหรือการเลือกโปรตีนที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นตัวการเงียบที่ซ้ำเติมสถานการณ์โรคไตเรื้อรัง (CKD) ให้น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว
แม้หลายคนจะยกให้โปรตีนเป็น “สารอาหารพระเอก” ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก แต่กลับมองข้ามบทบาทสำคัญของ “ไต” ที่ต้องทำงานหนักเพื่อกรองโปรตีนส่วนเกินออกจากร่างกาย สถานการณ์ในไทยจึงน่ากังวลเป็นพิเศษ เมื่อสถิติจากวารสาร Nature (๒๐๒๒) พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังสูงถึง ๑๗.๕% โดยมีอัตราแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ (Nature, ๒๐๒๒) ที่สำคัญคือคนไทยจำนวนมากอาจไม่เคยรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ เพราะในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงหลักอย่างความดันโลหิตสูงและเบาหวานก็เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในสังคมไทย (รายละเอียดเชิงพื้นที่ของโรคไตเรื้อรัง)
๕ ความเข้าใจผิดยอดฮิตที่ทำร้ายไต
รายงานของ Times of India ได้สรุป ๕ พฤติกรรมการบริโภคโปรตีนที่อาจเป็นภัยต่อไตไว้ดังนี้
๑. เน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเกินไป โดยเฉพาะเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าโปรตีนกลุ่มนี้ทำให้ไตต้องทำงานหนัก เกิดภาวะที่เรียกว่า “การกรองเกิน” (Hyperfiltration) ซึ่งเร่งให้หน่วยไตเสื่อมสภาพเร็วขึ้น การศึกษาชิ้นสำคัญชี้ว่า ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์กลุ่มนี้ในปริมาณมากมีความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังสูงกว่าคนที่กินโปรตีนจากพืชถึง ๒ เท่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็เคยเตือนว่าแม้โปรตีนจะจำเป็น แต่การกินโปรตีนจากสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดงมากเกินไป ก็สัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิด (WHO, รายงานการป้องกันโรคเรื้อรัง) ประเด็นนี้น่าจับตาอย่างยิ่งในสังคมไทยที่เมนูเนื้อหมูเนื้อวัวยังเป็นอาหารจานหลัก และการกินเนื้อสัตว์ยังถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์
๒. พึ่งพาเวย์โปรตีนและอาหารเสริมโดยไม่ตรวจสอบ กระแสนิยมเวย์โปรตีนและอาหารเสริมโปรตีนชนิดผงที่หาซื้อง่ายตามยิม ร้านสะดวกซื้อ หรือช่องทางออนไลน์ กลับยังขาดมาตรฐานการควบคุมที่รัดกุม ผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้ออาจปนเปื้อนสารเติมแต่งที่ไม่จำเป็น รวมถึงโลหะหนักอย่างตะกั่วและแคดเมียม ซึ่งแม้จะได้รับในปริมาณน้อยแต่หากสะสมเป็นเวลานาน ก็จะค่อยๆ ทำลายเนื้อไต ตามคำเตือนของสถาบันไตแห่งชาติสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมแฝงอยู่
๓. ละเลยการตรวจสุขภาพไตประจำปี เพราะไตเป็นอวัยวะที่เสื่อมลงตามวัย ข้อมูลจากประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่า ผู้ที่อายุเกิน ๖๕ ปี เกือบ ๓๔% มีภาวะไตเสื่อมในระดับใดระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวจากการไม่ได้ตรวจสุขภาพ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินแก้เมื่อไตทำงานลดลงอย่างน่าใจหาย สถาบันไตแห่งชาติสหรัฐฯ แนะนำให้ผู้ที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อเช็กสุขภาพไตเป็นประจำทุกปี (kidney.org)
๔. มองข้ามพลังของโปรตีนจากพืช งานวิจัยชี้ชัดว่าการหันมาพึ่งพาโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ เทมเป้ และถั่วเปลือกแข็ง สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังได้ถึง ๗๐% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นหลักนาน ๖ ปี (PubMed, ๒๐๒๓) ข้อดีของโปรตีนจากพืชคือมีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และฟอสเฟตต่ำกว่า ทำให้ไตไม่ต้องทำงานหนัก ทั้งยังช่วยควบคุมความดันโลหิตและเบาหวานซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคไตได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งนับเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่มีเมนูอาหารจากพืชผัก เต้าหู้ และถั่วต่างๆ เป็นทุนเดิมในวัฒนธรรมอาหารอยู่แล้ว
๕. ไม่ปรับปริมาณโปรตีนให้เหมาะกับตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงการบริโภค “โปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง” โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความสามารถในการจัดการโปรตีนไม่เท่ากัน และประสิทธิภาพของไตก็ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นหรือเมื่อมีโรคประจำตัว งานวิจัยพบว่าการกินโปรตีนสูงเกินความจำเป็นจะยิ่งเร่งให้โรคไตที่เป็นอยู่แล้วทรุดลงเร็วขึ้น ในบริบทที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยและเผชิญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากขึ้น แนวคิดการปรับอาหารให้เหมาะกับรายบุคคลจึงยิ่งทวีความสำคัญ
กินโปรตีนอย่างไรให้ไตไม่พัง? กุญแจอยู่ที่ “ความหลากหลาย”
หน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกต่างสนับสนุนหลักการ “โปรตีนที่หลากหลาย” คือการหมุนเวียนแหล่งโปรตีนให้ครบถ้วน ทั้งจากอาหารทะเล ไข่ สัตว์ปีก ถั่วเมล็ดแห้ง และธัญพืช โดยให้ความสำคัญกับโปรตีนจากพืชเป็นหลัก แทนที่จะยึดติดกับเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพียงอย่างเดียว (Kidney Fund) สำหรับประเทศไทย เราสามารถนำหลักการนี้ไปปรับใช้ได้ง่ายๆ เช่น การเพิ่มเมนูเต้าหู้หรือถั่วในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน หรือการรณรงค์ส่งเสริมภูมิปัญญาอาหารไทยดั้งเดิมที่เน้นพืชผักสมุนไพร
สำหรับคนไทยทุกคน การป้องกันเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้าน แม้สุขภาพไตจะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่การตรวจสุขภาพประจำปี การอ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียด (โดยเฉพาะบนผลิตภัณฑ์โปรตีนผงและเนื้อสัตว์แปรรูป) และการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชในมื้ออาหาร ล้วนเป็นวิธีป้องกันโรคไตที่ทำได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือต้องจำไว้เสมอว่า “โปรตีนสูง” ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดีและความหลากหลาย
ปัจจุบัน กระแส Plant-based กำลังมาแรงทั่วโลก รวมถึงในร้านอาหารและคาเฟ่สุขภาพทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน งานวิจัยจากสถาบันในไทยจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้สากลมาปรับใช้ให้เข้ากับพันธุกรรม วัฒนธรรม และวิถีการกินของคนไทย ควบคู่ไปกับการที่ภาครัฐอาจต้องเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลฉลากอาหารเสริมโปรตีนให้เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
หัวใจสำคัญสำหรับคนไทยคือ บริโภคโปรตีนอย่างมีสติ ไม่หลงไปกับกระแสจนลืมพื้นฐานวัฒนธรรมการกินที่ดีงามของตัวเอง การตรวจสุขภาพประจำปี การกินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ และเลือกกินโปรตีนจากแหล่งที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง จะช่วยถนอมไตให้อยู่กับเราไปนานๆ
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือตรวจสอบสถานพยาบาลที่ให้บริการตรวจคัดกรองโรคไต สามารถดูรายชื่อได้ที่เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข หรือปรึกษานักกำหนดอาหารในโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อวางแผนการกินที่เหมาะสมกับคุณ
แหล่งข้อมูล: Times of India Article, Nature, 2022, WHO TRS 916, PubMed 2023, Kidney Fund, Geospatial Health