ผมค้นไปพบเรื่อง Systems Leadership  ที่เมื่อเข้าไปอ่านก็พบลิ้งค์ไปยังหนังสือ  Buddhist and Taoist Systems Thinking : The Natural Path to Sustainable Transformation  เขียนโดย Josep M. Coll   และนำสู่การตั้งคำถาม   ที่คำตอบอยู่ในบันทึกที่แล้ว

ซึ่งเมื่อใคร่ครวญสะท้อนคิดต่อ ก็พบว่า ทั้งในบันทึกที่แล้ว และใน (๑)  เกิดจากการตั้งคำถามเชิงหินยาน   คือเน้นที่ปัจเจก    หากตั้งคำถามแนวมหายาน  คือเน้นที่ผลในวงกว้าง คือทั้งโลกหรือทั้งจักวาล    ก็จะได้คำตอบอีกแนวหนึ่ง    ผมจึงได้สติ ว่า คำถามสะท้อนแนวคิด และความต้องการลึกๆ ของผู้ถาม    ผมจึงลองสนทนากับ ห้า Generative AI    ด้วยคำถามใหม่ ดังข้างล่าง   และเลือกคำตอบของ ChatGPT มาลงไว้   

วิจารณ์ :    บทความ Systems Leadership   และหนังสือ  Buddhist and Taoist Systems Thinking : The Natural Path to Sustainable Transformation  เขียนโดย Josep M. Coll    เสนอการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน (transformation) ของเป้าหมายการพัฒนาว่าอย่างไร เพื่อยุติหายนะจากยุค Anthropocene   ที่จะนำสู่การลูญพันธุ์ของมนุษย์เอง   ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยเป้าหมายของการพัฒนาอย่างไร   ต้องเลิก ดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจ   จีดีพี การจัดอันดับมหาเศรษฐีของโลกและของประเทศ หรือไม่   หาดัชนีที่วัดสิ่งอื่นมาทดแทนอย่างไร       

ChatGPT :   หนังสือ Buddhist and Taoist Systems Thinking และบทความ Systems Leadership ของ Josep M. Coll เสนอว่าการแก้วิกฤต Anthropocene ซึ่งกำลังผลักดันโลกเข้าสู่ภาวะหายนะและอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์   จำเป็นต้องเริ่มจาก การเปลี่ยน “เป้าหมายของการพัฒนา” ในระดับรากฐาน ดังนี้:

 

1. เปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift)

  • จาก ego-system  → eco-system: จากมุมมองที่มุ่งเน้นการเติบโตของบุคคลหรือองค์กร มาเป็นระบบนิเวศทั้งหมด รวมมนุษย์-ธรรมชาติ-สังคม เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน (buddhistandtaoistsystemsthinking.com)
  • ส่งเสริมให้ระบบทั้งหมด “รู้ตระหนัก” (consciousness) ผ่านการฝึกสติและ reflexive practices เพื่อเข้าสู่การ “เป็นอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล” 

 

2. การปฏิเสธการวัดผลที่ยึด GDP เปรียบเทียบ “เก็บของ” อย่างเดียว

  • GDP ล้มเหลวในการประเมินผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเหลื่อมล้ำ การทำลายธรรมชาติ ฯลฯ
  • เสนอให้ใช้ ดัชนีที่วัดความสุขและความยั่งยืนของมนุษย์ภายในขอบเขตของโลกจริง เช่น:

 

3. ยกเลิกดัชนีการจัดอันดับ “ผู้มั่งคั่งที่สุด”

  • การชูผู้รวยที่สุดเป็น “ความสำเร็จ” หรือ “สัญลักษณ์การเติบโต” ตอกย้ำโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม และไม่สะท้อนคุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อมหรือความเท่าเทียม
  • ต้องหันมามอง ความสุขชาวบ้าน ความยั่งยืนของชุมชน และวัตถุประสงค์ร่วมของสังคม มากกว่าการยก “รายได้ของคนรวยๆ”

 

4. ดัชนีทางเลือกเพื่อทดแทน GDP และความมั่งคั่งอย่างลายสาย

ดัชนี/โมเดล จุดเด่น
Green GDP / GNP หักผลกระทบสิ่งแวดล้อมออกจาก  GDP (en.wikipedia.org)
Genuine Progress Indicator (GPI) / ISEW รวมต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม  
OECD Better Life Index วัดคุณภาพชีวิตจริง: สุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม 
Doughnut Economics ให้ “ความต้องการมนุษย์” อยู่ในขอบเขต “พลังโลก” 
Gross National Happiness (Bhutan) มองความสุขแบบองค์รวมระดับชาติ

 

5. แนวทางการปฏิบัติระดับระบบ

  1. ปรับเป้าหมายการพัฒนา จาก “เติบโตทางเศรษฐกิจ” เป็น “ความสุขภายใน ● ความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ● ความสมดุลของระบบโลก”
  2. นำปัญญาพุทธ–เต๋า (เช่น wuwei, interbeing, impermanence) มาเป็นฐานในการออกแบบนโยบายและโครงสร้างองค์กร
  3. พัฒนาผู้นำระบบ (Systems Leadership) ให้มีสติ สำนึกระบบ และสามารถจัดการ feedback loops อย่างยั่งยืน (medium.com)
  4. ติดตามดัชนีใหม่ๆ ไม่ใช่ GDP อย่างเดียว แต่มีตัววัดที่ครอบคลุมสุขภาวะ โลก และสังคม

 

🧭 สรุป

  • เปลี่ยนเป้าหมายจาก "GDP สูงสุด" → "ความอยู่ดีมีสุขของคนและโลก"
  • ละทิ้งดัชนีเดิมที่เน้นเศรษฐศาสตร์บริสุทธิ์ เพื่อหาทดแทนด้วยดัชนีที่สร้างความสมดุล
  • ผู้นำต้องพัฒนา “สำนึกระบบและสติ” ในการขับเคลื่อนองค์กรและสังคม

แนวทางเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็น การเปลี่ยนวิธีคิดหลัก (metanoia) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการหลีกเลี่ยงวิกฤต Anthropocene และส่งมนุษยชาติไปสู่อนาคตที่เป็นธรรมและยั่งยืน

หากคุณต้องการโมเดลเชิงปฏิบัติหรือกรณีศึกษาระบบใดเพื่อปรับใช้ในบริบทไทย ผมช่วยวางรายละเอียดเพิ่มเติมได้ครับ 😊

 

วิจารณ์  :  “reflexive practices คืออะไร  ทำอย่างไร   เกิดประโยชน์อย่างไร” 

ChatGPT  :   “reflexive practices คืออะไร
“Reflexive practices” หรือ “การปฏิบัติแบบไตร่ตรองสะท้อนตน” คือกระบวนการที่ผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติพยายามมองย้อนกลับมาที่ตัวเองอย่างมีสติและใคร่ครวญ เพื่อเข้าใจว่า “สิ่งที่เราคิด ทำ หรือรู้สึก” ได้รับอิทธิพลจากอะไรบ้าง เช่น ประสบการณ์เดิม อคติ ระบบอำนาจ หรือวัฒนธรรมที่เราอยู่ภายใต้

ไม่ใช่แค่การ “สะท้อน” (reflection) แบบทั่วไป แต่เป็นการ
→ ตั้งคำถามกับตนเองอย่างลึก
→ มองเห็นความเชื่อ ความคิด ความสัมพันธ์กับโครงสร้างสังคม
→ วิพากษ์ตนเอง (self-critique) อย่างอ่อนโยน

ในทางพุทธ หรือในแนวทางของหนังสือ Buddhist and Taoist Systems Thinking, reflexive practice ก็คือการ “พาตนเองกลับมาที่ราก” (กลับมาสู่ภาวะเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่) ผ่านการเจริญสติและความตื่นรู้

ตัวอย่างการปฏิบัติ

  1. การเขียน reflective journal อย่างสม่ำเสมอ
    • ไม่ใช่แค่เล่าว่าทำอะไร แต่เขียนว่า
      • “เราคิดอะไร ทำไมจึงคิดอย่างนั้น”
      • “สิ่งที่เกิดขึ้นบอกอะไรกับเรา”
      • “เรากำลังใช้เลนส์อะไรในการมอง”
      • “เราจะปรับหรือพัฒนาอย่างไร”
  2. การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์กับตัวเอง เช่น
    • ความเชื่อนี้มาจากไหน
    • อะไรเป็นแรงจูงใจที่แท้จริงของเรา
    • เรากำลังมองคนอื่นอย่างมีอคติหรือไม่
  3. การฝึกเจริญสติ (mindfulness)
    • เพื่อสังเกตความคิด ความรู้สึก โดยไม่ตัดสิน
    • กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพื่อเห็นโครงสร้างทางจิตใจของตน
  4. การใช้ Critical Incident Technique
    • เลือกเหตุการณ์สำคัญที่เรารู้สึกสะเทือน
    • วิเคราะห์ว่า “เพราะอะไร” “ส่งผลอะไร” “เราจะจัดการกับมันอย่างไร”

ประโยชน์ของ reflexive practices
ต่อผู้เรียนหรือผู้นำระบบ
✓ เข้าใจตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของระบบใหญ่
✓ เห็นอคติและข้อจำกัดของตนเอง (bias awareness)
✓ พัฒนาความเป็นผู้นำที่มีสติและเอื้อเฟื้อ
✓ เกิด “การเรียนรู้ที่เปลี่ยนตนเอง” (transformative learning) ไม่ใช่แค่ความรู้

ต่อองค์กรหรือสังคม
✓ สร้างวัฒนธรรมแห่งความจริงใจ ไม่หลอกตัวเอง
✓ พัฒนาความร่วมมืออย่างแท้จริง เพราะเริ่มจากความเข้าใจตนเอง
✓ เปิดทางให้ระบบเรียนรู้และปรับตัวได้ดีขึ้น (adaptive learning system)

ในงานของ Josep M. Coll
เขาชี้ว่า reflexive practices เป็นหัวใจของ Systems Transformation เพราะการเปลี่ยนระบบ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนระดับจิตสำนึกของคน (inner transformation) ก่อนจะเปลี่ยนโครงสร้างภายนอกได้อย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจออกแบบกิจกรรมเพื่อฝึก reflexive practices ในมหาวิทยาลัยหรือองค์กร ผมสามารถช่วยวางแนวทางเพิ่มเติมได้ครับ”

จะเปลี่ยนระบบใหญ่ได้   ปัจเจกชนต้องปฏิบัติการสะท้อนตนเอง   และจัดให้มีการสะท้อนตนเองร่วมกันในองค์กร และในสังคม    เพื่อสร้างสังคมแห่งความจริงใจ

วิจารณ์ พานิช

๑๕ มิ.ย. ๖๘