งานวิจัยเปรียบเทียบชิ้นใหม่จากนานาประเทศที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) สัปดาห์นี้ กำลังสั่นสะเทือนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับสาเหตุของโรคอ้วน โดยชี้ชัดว่าวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่งในประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราโรคอ้วนพุ่งสูงอย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่ตัวการสำคัญที่ผลักดันวิกฤตการณ์นี้ทั่วโลกกลับเป็น “อาหารแปรรูปขั้นสูง” ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยและแวดวงสาธารณสุขทั่วโลกต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง (Washington Post)
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำเตือนในแวดวงสุขภาพว่า ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีวิถีชีวิตที่ขยับร่างกายน้อยลง ทำให้เผาผลาญแคลอรี่น้อยกว่าประชากรในพื้นที่ด้อยพัฒนาซึ่งยังต้องพึ่งพิงการใช้แรงงานหรือหาเลี้ยงชีพด้วยวิถีดั้งเดิม แนวคิดนี้ถูกนำมาปรับใช้กับบริบทของไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ที่มักเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดเข้ากับการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ ซึ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,200 คน จาก 34 ประเทศ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสถานะทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ชาวบ้านที่ยังหาของป่าในโบลิเวีย ชนเผ่าที่ยังล่าสัตว์เก็บของป่าในแทนซาเนีย ไปจนถึงเกษตรกรชนเผ่าในไซบีเรีย กลับให้ผลลัพธ์ที่ท้าทายความเชื่อนี้อย่างสิ้นเชิง
ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคการวัดการเผาผลาญพลังงานที่เรียกว่า “doubly labeled water” ซึ่งถือเป็นมาตรฐานขั้นสูงสุดในการบันทึกการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันได้อย่างแม่นยำ ผลการศึกษาพบว่า ประชากรในประเทศร่ำรวยมีการใช้แคลอรี่ในแต่ละวันในระดับที่แทบไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานหนัก ไม่ว่าจะในพื้นที่ชนบทหรือกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม แม้จะปรับข้อมูลตามขนาดร่างกายแล้วก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่า พนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่อย่างออสโล มีอัตราการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวันใกล้เคียงกับเกษตรกรในป่าแอมะซอน หรือนักหาอาหารในแอฟริกาตะวันออก
หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา อธิบายว่าข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า “การจำกัดการใช้พลังงานรวมของร่างกาย” (constrained total energy expenditure) ซึ่งระบุว่าร่างกายของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะปรับการใช้พลังงานในแต่ละวันให้อยู่ในกรอบที่ค่อนข้างคงที่ ไม่ว่าเราจะมีกิจกรรมทางกายมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น หากเราเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกายมากขึ้น ร่างกายก็จะชดเชยด้วยการลดการใช้พลังงานในส่วนอื่นๆ เช่น การเจริญเติบโต การตอบสนองต่อความเครียด หรือการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ในระยะยาวแล้ว การออกกำลังกายหนักขึ้นไม่ได้แปลว่าจะเผาผลาญแคลอรี่ต่อวันได้มากขึ้นอย่างที่เราเคยคิด (PNAS)
หากการไม่ขยับร่างกายไม่ใช่ตัวการหลัก แล้วอะไรคือต้นตอของวิกฤตโรคอ้วนยุคใหม่? ข้อมูลชี้ไปที่ “การกินเกินพอดี” โดยเฉพาะการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed foods) จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในงานวิจัยนี้ พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างสัดส่วนการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงในแต่ละวันกับระดับไขมันในร่างกายที่สูงขึ้น อาหารเหล่านี้หมายถึงผลิตภัณฑ์จากโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีส่วนประกอบตั้งแต่ 5 อย่างขึ้นไป อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน แป้ง และวัตถุเจือปน ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในหลายประเทศ รวมถึงสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนวัยทำงาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ ให้ความเห็นว่า “งานวิจัยนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่ตนพูดมาตลอดว่า อาหารคือสาเหตุหลักของโรคอ้วนในยุคปัจจุบัน” เช่นเดียวกับผู้อำนวยการสถาบันด้านอาหารและการแพทย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง ที่กล่าวว่า “งานวิจัยล่าสุดและข้อมูลอื่นๆ ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคืออาหารที่เรากิน ไม่ใช่กิจกรรมทางกายที่เป็นตัวแปรสำคัญของโรคอ้วนอีกต่อไป”
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่า “การออกกำลังกายไม่สำคัญ” หัวหน้าทีมวิจัยจากสหรัฐฯ เน้นย้ำว่า การออกกำลังกายยังคงจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจและการป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ แต่ข้อมูลใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่า หากหวังจะใช้การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวเพื่อสู้กับโรคอ้วน โดยไม่ปรับเปลี่ยนเรื่องการกินเลย ก็แทบจะไม่มีทางสำเร็จ ทางออกจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการลดการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง และส่งเสริมอาหารในรูปแบบดั้งเดิมที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด
สำหรับสังคมไทย ข่าวนี้นับเป็นทั้งสัญญาณเตือนและโอกาสในเวลาเดียวกัน แม้อาหารไทยดั้งเดิมจะมีชื่อเสียงด้านการใช้สมุนไพรสด ผักหลากหลาย และเมนูที่ปรุงเองที่บ้าน แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มรสหวาน และอาหารจานด่วนได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าอัตราโรคอ้วนในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก (Bangkok Post) แม้วิถีชีวิตคนเมืองอาจทำให้คนไทยขยับตัวน้อยลง แต่ข้อมูลล่าสุดนี้ตอกย้ำว่าปัจจัยสำคัญอยู่ที่ “อาหาร” มากกว่า
วิถีการกินแบบไทยดั้งเดิมที่เน้นผักสด ข้าวในปริมาณพอเหมาะ โปรตีนไขมันต่ำ และเครื่องหมักดอง ยังคงมีส่วนช่วยป้องกันโรคอ้วนได้ แต่กระแสโฆษณาอาหารแปรรูปที่ถาโถม และความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา กำลังค่อยๆ เข้ามาแทนที่วัฒนธรรมอาหารแบบเก่า ตลาดนัดและหน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยร้านขายน้ำหวานและของทอด ขณะที่อาหารปรุงสำเร็จและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้กลายเป็นของประจำครัวในครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อย
ปัญหาโรคอ้วนในไทยไม่ใช่แค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย ความสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมจากโรคเหล่านี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสาธารณสุข งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยแนวทางระดับชาติ ทั้งการให้ความรู้และการควบคุมการตลาดของอาหารที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ
ผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์ไทยเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พ่อแม่ ครู และบุคลากรสาธารณสุขควรต้องร่วมมือกันให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนถึงโทษของการกินขนมจุบจิบและของหวานแปรรูปที่มากเกินไป ขณะที่ภาครัฐสามารถใช้นโยบายด้านภาษีและมาตรฐานฉลากโภชนาการ เพื่อลดแรงจูงใจในการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่มีสารอาหารต่ำ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้เริ่มใช้มาตรการภาษีความหวานในเครื่องดื่มแล้ว แม้จะต้องติดตามผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวต่อไป (WHO Thailand)
หากแนวโน้มการบริโภคอาหารแปรรูปยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป นักวิจัยด้านสาธารณสุขประเมินว่าอัตราโรคอ้วนและโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ แต่ในทางกลับกัน ความหวังยังไม่หมดไป เนื่องจากวัฒนธรรมการกินข้าวพร้อมหน้ากันในครอบครัวและชุมชนยังคงเข้มแข็งในหลายพื้นที่ หากสามารถผสมผสานจุดแข็งทางวัฒนธรรมนี้เข้ากับนโยบายที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ก็อาจเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้การแก้ปัญหาโรคอ้วนประสบผลสำเร็จได้
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ควรเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น ฝึกอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารสำเร็จรูป หันมาปรุงอาหารเองโดยใช้วัตถุดิบสดจากตลาด ลดปริมาณข้าวและกับข้าวที่มีแคลอรี่สูง เลี่ยงขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลม ส่วนกิจกรรมในชุมชน เช่น การทำแปลงผักในโรงเรียน หรือการประกวดทำอาหารพื้นบ้าน ก็อาจช่วยฟื้นฟูค่านิยมด้านอาหารสุขภาพให้กลับมาเป็นที่นิยมได้ทั้งในหมู่เด็กและผู้ใหญ่
โดยสรุป งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ได้ย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่า แม้การออกกำลังกายจะยังคงมีความสำคัญต่อสุขภาพ แต่การจะหยุดยั้งวิกฤตโรคอ้วนทั้งในไทยและทั่วโลกได้นั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนจุดสนใจมาที่การบริโภคอาหารสด ปรุงแต่งน้อย ลดความสะดวกสบายของอาหารแปรรูป พร้อมทั้งนำจุดแข็งด้านวัฒนธรรมอาหารไทยและนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพมาใช้ร่วมกัน เพื่อปกป้องคนรุ่นต่อไปไม่ให้ตกอยู่ในวงจรของโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากไปกว่านี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความของ Washington Post และงานวิจัยฉบับเต็มใน PNAS