ไทยที่เคยครองตำแหน่ง “หมุดหมายยืนหนึ่ง” ของนักท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ครั้งใหม่จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งสั่นสะเทือนทั้งระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก The Washington Post (washingtonpost.com) ชี้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัวลง 5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อรายได้จากการท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกือบหนึ่งในห้าของ GDP ประเทศไทย สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นโจทย์ร้อนที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องจับตา ว่าจะพลิกสถานการณ์และเรียกคืนมนต์เสน่ห์ของไทยกลับมาได้อย่างไร
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยสร้างแบรนด์ “สยามเมืองยิ้ม” ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร ค่าครองชีพสบายกระเป๋า แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ตลาดสดที่มีชีวิตชีวา อาหารเลิศรส และชายหาดระดับโลก แต่ในปี 2568 สถานการณ์กลับไม่เป็นเหมือนเดิม โดยเฉพาะช่วง ๕ เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักกลุ่มใหญ่ที่สุด กลับลดลงฮวบจาก ๒.๙ ล้านคนในปี ๒๕๖๗ เหลือเพียง ๑.๙ ล้านคน ปัจจัยเบื้องหลังมาจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว เงินบาทที่แข็งค่า การแข่งขันที่ดุเดือดจากเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา แต่หมัดเด็ดที่น็อกนักท่องเที่ยวคือความกังวลเรื่องความปลอดภัย ซึ่งกำลังกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาเลี่ยงการมาเยือนไทย
ความกังวลนี้ยิ่งโหมกระพือจากข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ แม้แก๊งเหล่านี้จะมีฐานที่มั่นในเมียนมาและกัมพูชา แต่ผลกระทบกลับลุกลามสร้างภาพจำแง่ลบมาถึงไทยด้วย หนึ่งในกรณีสะเทือนใจที่สื่อรายงานคือ นักแสดงชาวจีนถูกลวงมาทำงานภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะถูกลักพาตัวข้ามแดนไปเมียนมาเพื่อบังคับให้ทำงานในขบวนการต้มตุ๋น จนโซเชียลมีเดียในจีนต้องช่วยกันกดดันให้เกิดภารกิจช่วยเหลือข้ามชาติ เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นเชื้อไฟที่ตอกย้ำความหวาดกลัว และถูกขยายผลผ่านภาพยนตร์จีนสุดฮิตอย่าง “No More Bets” จนทำให้คนจีนจำนวนมากมองว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย กลายเป็นแดนอันตรายที่เต็มไปด้วยเครือข่ายอาชญากร
เจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยยอมรับว่าข่าวและเรื่องเล่าต่างๆ ในโซเชียลมีเดียจีนมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว แม้บางเหตุการณ์จะไม่ได้เกิดขึ้นในไทยก็ตาม วงการท่องเที่ยวไทยจึงต้องแก้เกมด้วยแคมเปญเชิงรุก เช่น “Nihao-Sawadee” ที่ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากสองประเทศมาร่วมกันชูภาพความปลอดภัยและความอบอุ่นเป็นกันเอง หวังเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา นอกจากนี้ยังมีการจัดทำตราสัญลักษณ์ “การท่องเที่ยวปลอดภัย” ให้กับโรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานและสื่อสารให้เห็นว่าไทยพร้อมดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เงินเยนที่อ่อนค่าของญี่ปุ่นกลายเป็นจุดขายด้านราคาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้มากกว่า ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่ากลับผลักให้ไทยหลุดจากตัวเลือกของทริปสบายกระเป๋าในสายตานักเดินทางรุ่นใหม่ ที่สำคัญ เวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซีย ต่างเร่งเครื่องพัฒนาภาคการท่องเที่ยวของตนเอง โดยชูจุดแข็งด้านความปลอดภัยและความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร รายงานจากสถาบันวิจัยด้านการท่องเที่ยวเอเชีย (asia-tourism.org) ระบุว่า ความปลอดภัยได้กลายเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ แซงหน้าเรื่องราคาและความสะดวกสบายไปแล้ว
นอกเหนือจากอาชญากรรมข้ามแดน ปัญหาคลาสสิกอย่างแท็กซี่โก่งราคา ค่าเข้าชมสองมาตรฐาน หรือการหลอกลวงเล็กๆ น้อยๆ จากผู้ให้บริการในไทย ก็ยังคงสร้างความเอือมระอาให้นักท่องเที่ยวทั้งหน้าใหม่และขาประจำ ในยุคที่โซเชียลมีเดียครองเมือง การรีวิวและคลิปไวรัลเหล่านี้ได้กลายเป็นภาพจำที่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อชื่อเสียงของประเทศ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ท่องเที่ยวจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความเห็นกับสื่อท้องถิ่นว่า “ความน่าเชื่อถือคือหัวใจของอุตสาหกรรมนี้ การบอกปากต่อปาก โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียจีน สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศได้ในชั่วข้ามคืน”
ประเด็นการเลือกปฏิบัติและราคาสองมาตรฐานยังคงเป็นแผลเก่าที่ถูกวิจารณ์หนักขึ้น โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ชาวตะวันตกหรือเอเชียตะวันออก เช่น ชาวเอเชียใต้ แอฟริกา หรือตะวันออกกลาง ที่มักสะท้อนว่าถูกปฏิเสธการให้บริการหรือได้รับการดูแลที่ด้อยกว่านักท่องเที่ยวตะวันตกและจีน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเลือกปฏิบัติเหล่านี้ ไม่ว่าจะซึ่งหน้าหรือแอบแฝง ล้วนเสี่ยงที่จะสั่นคลอนภาพลักษณ์สังคมเปิดกว้างของไทย เหตุการณ์ล่าสุดอย่างถ้อยแถลงของอดีตนายกรัฐมนตรีกรณีโมเดลผิวสีที่ถูกวิจารณ์ไปทั่วโลก ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคประชาสังคมและธุรกิจท่องเที่ยวต้องออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการจัดการกับการเลือกปฏิบัติอย่างจริงจัง และจัดอบรมพนักงานบริการให้เข้มข้นขึ้น นี่คือเครื่องเตือนใจสถาบันต่างๆ ในไทยว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและการให้เกียรติกันมากกว่าที่เคย
สำหรับการเปิดเสรีกัญชาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ และกระแส “กัญชาทัวริซึม” ที่บูมขึ้นมาในช่วงแรก ก็ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่สายเสรีนิยมได้เป็นอย่างดี โดยมีร้านค้าและจุดจำหน่ายกัญชากว่าหนึ่งหมื่นแปดพันแห่งทั่วประเทศ (Reuters) และคาดว่าธุรกิจนี้จะสร้างรายได้กว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ แต่ท่าทีของรัฐบาลที่เตรียมจะดึงกัญชากลับไปใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น ก็อาจทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจนี้สะดุดลง และสร้างความไม่แน่นอนในสายตานักท่องเที่ยวที่ต้องการความชัดเจนด้านนโยบาย
ในขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามเจาะตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งกลายเป็นตลาดใหญ่อันดับต้นๆ ไม่แพ้จีน แม้จะมีระยะทางใกล้และมีความผูกพันทางวัฒนธรรมมายาวนาน แต่นักท่องเที่ยวอินเดียจำนวนไม่น้อยก็ยังสะท้อนปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติ รวมถึงข้อจำกัดเรื่องอาหารมังสวิรัติและบริการอื่นๆ ผู้แทนการค้าไทย-อินเดีย กล่าวกับสื่อว่า หากไทยต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับตลาดเอเชียใต้ ก็ต้องทำความเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ลึกซึ้ง และต้องลงทุนพัฒนาทักษะบุคลากรและความเข้าใจทางวัฒนธรรมให้มากกว่าเดิม
ข้อเสนอเรื่องการเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย ซึ่งหลายฝ่ายหวังว่าจะมาช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมหลังโควิด-19 ก็เป็นอันต้องพับไป เพราะเจอแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและเสียงคัดค้านจากรัฐบาลจีน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยใช้จุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติและราคาที่เข้าถึงง่ายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ทุกวันนี้ นักเดินทางไม่ได้มองหาแค่ความสวยงามและราคาถูกอีกต่อไป พวกเขาคาดหวังความปลอดภัยและการให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วย
ในระยะกลาง ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับมุมมองการพัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่การอัดแคมเปญการตลาด แต่ต้องยกระดับมาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง สร้างมาตรฐานราคาที่โปร่งใส ขจัดการเลือกปฏิบัติ และร่วมมือกับเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แทนที่จะแก้ปัญหาแค่ที่เปลือกนอก
แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส ผู้นำธุรกิจไทยบางส่วนเริ่มใช้นโยบาย ‘zero tolerance’ หรือ ‘ไม่ทน’ ต่อการหลอกลวงและการเหยียดเชื้อชาติ โดยมีการนำร่องใช้ระบบดิจิทัลเพื่อรับฟังความคิดเห็นและรายงานปัญหาในหลายพื้นที่ ขณะที่ฝั่งรัฐบาลเองก็หันมาหารือกับสถานทูตและสมาคมท่องเที่ยวต่างชาติอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
วิกฤตท่องเที่ยวครั้งนี้จึงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน ต้องแก้ทั้งปัญหาระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว การกอบกู้ภาพลักษณ์ของไทยจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และสังคม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง โอกาสที่ไทยจะกลับมายืนหนึ่งในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืนสำหรับนักท่องเที่ยวยุคใหม่ก็ยังไม่ไกลเกินเอื้อม
สำหรับคนไทยที่ห่วงใยอนาคตของประเทศ และครอบครัวอีกนับล้านที่ปากท้องยังต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมนี้ หัวใจสำคัญคือการร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปและควบคุมมาตรฐานบริการทั้งรัฐและเอกชน พร้อมสร้างวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์และการให้เกียรติผู้มาเยือนโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ การนำเทคโนโลยีมาใช้และเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกต่อไป
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ The Washington Post (washingtonpost.com), ข้อมูลจากสถาบันวิจัยการท่องเที่ยวเอเชีย (asia-tourism.org), และรายงานจาก Reuters เกี่ยวกับกระแสกัญชาทัวริซึมในไทย (Reuters)