การท่องเที่ยวที่เคยเป็น ‘เสาหลัก’ ค้ำจุนเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติลดฮวบ สวนทางกับความกังวลด้านความปลอดภัยที่พุ่งสูงขึ้น สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนภาพชัดถึงผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวถึงราว ๒๐% ของจีดีพี (Wikipedia) โดยในช่วงครึ่งแรกของปี ๒๕๖๘ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปแล้วประมาณ ๕% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคมที่ตัวเลขดิ่งลงถึง ๑๔% (Reuters) นักวิเคราะห์และภาครัฐต่างออกมาเตือนว่า หากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ผลกระทบระยะยาวอาจลุกลามไปถึงเสถียรภาพทางการเงิน ตลาดแรงงาน และชื่อเสียงของประเทศในเวทีโลก

ประเด็นนี้ยิ่งน่ากังวล เพราะในอดีตไทยเคยยืนหนึ่งในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงก่อนการระบาดของโควิด-๑๙ ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ ๔๐ ล้านคนต่อปี ทัดเทียมกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในยุโรปอย่างอังกฤษและเยอรมนี (Wikipedia) หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย หลายฝ่ายจึงคาดหวังว่าปี ๒๕๖๘ จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวกลับสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ความเป็นจริงกลับสวนทาง เมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามคาด แถมความเชื่อมั่นยังลดน้อยถอยลง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ฉุดตัวเลขให้ดิ่งลง คือการหายไปของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดและสร้างรายได้มหาศาล โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ๒๕๖๘ ลดลงถึง ๑ ใน ๓ จาก ๒.๙ ล้านคน เหลือเพียง ๑.๙ ล้านคน (Travel and Tour World) สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในจีน ประกอบกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคลเมื่อมาเที่ยวเมืองไทย

ข่าวฉาวเมื่อต้นปี ๒๕๖๘ กรณีนักแสดงชาวจีนถูกหลอกมาไทย ก่อนถูกลักพาตัวข้ามแดนไปเมียนมาเพื่อบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยิ่งสั่นคลอนภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนอย่างรุนแรง (Travel and Tour World) คดีดังกล่าวยังสอดรับกับกระแสภาพยนตร์จีนแนวอาชญากรรมที่ได้รับความนิยม ยิ่งโหมกระพือข่าวในโซเชียลมีเดียของจีนให้ลุกลาม ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทัวร์จีนรายหนึ่งระบุว่า “เหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลให้ความต้องการมาเที่ยวไทยลดลงอย่างฮวบฮาบ นักท่องเที่ยวจีนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อเลือกจุดหมายปลายทางที่พวกเขารู้สึกว่าปลอดภัยกว่า”

ทางการไทยจึงต้องเร่งออกมาตรการเฉพาะหน้า เช่น โครงการ “ตราประทับความปลอดภัย” (Safety Stamp) สำหรับโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านมาตรฐาน รวมถึงจัดทำแคมเปญ “หนีห่าว-สวัสดี” ที่สื่อสารเป็นภาษาจีนกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยืนยันว่า “มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดจีน และแสดงให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างสูงสุด” (Travel and Tour World)

แม้จะพยายามสร้างความเชื่อมั่น แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงหวาดระแวง บริษัททัวร์ในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งยืนยันว่า นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่มักสอบถามเรื่องมาตรการความปลอดภัยเป็นอันดับแรก พยายามหลีกเลี่ยงการเที่ยวในสถานบันเทิงยามค่ำคืน และมักซักถามถึงการดูแลของตำรวจในพื้นที่ นักวิเคราะห์จากสมาคมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่า “ภาพจำจากคดีดังกล่าวยังฝังใจผู้คน ไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่โครงสร้าง ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์”

นอกจากปัญหาความปลอดภัย ปัญหาการหลอกลวงเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังคงสร้างความเอือมระอาให้นักท่องเที่ยว ตัวอย่างที่พบบ่อยคือแท็กซี่ปฏิเสธการใช้มิเตอร์ เรียกค่าโดยสารเกินจริง หรือขับรถอ้อมเพื่อเพิ่มค่าโดยสาร รวมถึงปัญหาราคาค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวแบบ “สองมาตรฐาน” ที่เก็บจากชาวต่างชาติแพงกว่าคนไทย ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ดท่องเที่ยวต่างๆ นักท่องเที่ยวมองว่านี่คือความไม่เป็นธรรมและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรและอบอุ่น เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยอมรับว่า “ประเด็นราคาสองมาตรฐานเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อชื่อเสียง ตอนนี้กำลังหารือแนวทางแก้ไขที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น”

ความพยายามขยายตลาดไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง ก็ยังไม่สามารถทดแทนการหายไปของตลาดจีนได้ แม้ยอดนักท่องเที่ยวจากอินเดียและรัสเซียจะยังทรงตัว แต่ภาพรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ๒๕๖๘ ก็ยังลดลงกว่า ๕.๖๓% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะมีการออกแคมเปญใหม่ๆ และผ่อนคลายมาตรการวีซ่าแล้วก็ตาม ในทางกลับกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชากลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวจีนและเอเชีย โดยเวียดนามสามารถทำสถิติรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากที่สุดในปี ๒๕๖๘ ด้วยกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การเพิ่มเที่ยวบินตรง และภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่เหนือกว่า (DuckDuckGo) ส่วนกัมพูชาก็เร่งปรับใช้วีซ่าออนไลน์และยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วงฤดูท่องเที่ยว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลข แต่สั่นสะเทือนไปถึงแรงงานนับแสนชีวิต ทั้งในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และร้านค้ารายย่อย เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า มีแรงงานที่พึ่งพิงตลาดนักท่องเที่ยวจีนสูงถึง ๓๐% ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ขณะที่ผู้แทนสมาคมโรงแรมไทยในภูเก็ตกล่าวว่า “ถ้ากรุ๊ปทัวร์จีนไม่มา ยอดจองห้องพักแทบจะเป็นศูนย์ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรม แต่มันลามไปทั้งระบบธุรกิจ”

อย่างไรก็ดี ไทยยังมีจุดแข็งบางอย่างที่ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสุขภาพ ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และอาเซียนได้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่ยังคงมีผู้ป่วยต่างชาติเข้ารับบริการอย่างสม่ำเสมอ (Wikipedia) นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในประเทศที่ภาครัฐพยายามส่งเสริมผ่านแคมเปญ “เราเที่ยวด้วยกัน” ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดภายใน แม้จะไม่สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปได้ทั้งหมดก็ตาม (Nation Thailand)

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงต้นตอของปัญหา นักวิชาการจากสถาบันเอเชียศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่า นี่คือวิกฤตที่เกิดจากปัจจัยผสมผสานทั้งด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ ค่าเงินหยวนของจีนที่อ่อนตัวลงทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น ขณะที่เงินบาทกลับแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ขณะที่ข่าวอาชญากรรมแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับถูกขยายความในยุคโซเชียลมีเดีย ทำให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัยรุนแรงขึ้น ประกอบกับปัญหาราคาสองมาตรฐานและการโกงเล็กๆ น้อยๆ ล้วนเป็นสิ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อประเทศไทย

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า การจะเรียกศรัทธาจากนักท่องเที่ยวจีนและชาติอื่นๆ กลับคืนมา ต้องทำมากกว่าแค่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่จำเป็นต้องลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น เพิ่มกำลังตำรวจในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จัดให้มีบริการล่ามและสายด่วนฉุกเฉินที่เข้าถึงได้ทันที และบังคับใช้นโยบายราคาค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ แบบมาตรฐานเดียวที่โปร่งใส งานวิจัยยังเตือนอีกว่า หากไทยไม่เร่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่เน้นมาตรฐานและความเป็นธรรม ก็อาจสูญเสียตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยวในอาเซียนไปในที่สุด (roadgenius.com)

ในมิติทางวัฒนธรรม แรงกดดันครั้งนี้ยังท้าทายภาพลักษณ์ดั้งเดิมของไทยในฐานะ “สยามเมืองยิ้ม” ที่ขึ้นชื่อเรื่องมิตรไมตรี ความท้าทายในการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลไปพร้อมๆ กับการปราบปรามมิจฉาชีพและดูแลผลประโยชน์ของชุมชน ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวตกอยู่ในภาวะกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกเรื่องราวสามารถกลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดียและสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

เมื่อมองไปข้างหน้า ประเทศไทยต้องยอมรับว่าความผันผวนในตลาดท่องเที่ยวโลกได้กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปจึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องลดลง ควบคู่ไปกับการลงทุนในระบบความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และจัดการปัญหาความไม่เป็นธรรมในการให้บริการอย่างเด็ดขาด เส้นทางสู่การฟื้นฟูต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคนโยบาย หน่วยงานท้องถิ่น และผู้ประกอบการ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและน่าประทับใจอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือเป็นประชาชนทั่วไป นี่คือแนวทางที่เราสามารถร่วมมือกันเพื่อช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ได้

  • ร่วมเป็นหูเป็นตาในแคมเปญต่อต้านการโกง ร้องเรียนเมื่อพบเห็นการตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรม และสนับสนุนผู้ประกอบการที่โปร่งใส
  • สนับสนุนความพยายามของหน่วยงานภาครัฐในการปฏิรูประบบราคาสองมาตรฐาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชน เพื่อกระจายรายได้จากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่ท้องถิ่นอื่นๆ และนำเสนอเสน่ห์ที่แตกต่าง
  • ผู้ประกอบการและแรงงานในภาคบริการควรยกระดับตัวเอง เข้ารับการอบรมด้านการบริการที่เน้นความปลอดภัย ความโปร่งใส และมาตรฐานสากล
  • ภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ประกอบการทัวร์ แท็กซี่ และที่พัก ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและจรรยาบรรณ

สิ่งที่ทุกคนทำได้ทันทีคือการร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางปฏิรูปผ่านช่องทางของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (tourismthailand.org) เพราะการแก้ปัญหาความกังวลของนักท่องเที่ยวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน เพื่อทวงคืนศรัทธาและอนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับคืนมา

ท้ายที่สุด เสน่ห์ของความเป็นไทย ทั้งวัดวาอารามที่งดงาม อาหารริมทางเลิศรส ท้องฟ้าและทะเลที่สดใส เทศกาลที่สนุกสนาน และน้ำใจของผู้คน ยังคงไม่เสื่อมคลาย วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ความท้าทาย แต่เป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ทันสมัย โดยเน้นความยั่งยืน ความเป็นธรรม และความปลอดภัยอย่างแท้จริง หากไทยเรียนรู้จากบทเรียนและลุกขึ้นมาปฏิรูปอย่างจริงจัง อนาคตที่สดใสของการท่องเที่ยวไทยก็ย่อมกลับมาได้อีกครั้ง