ผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่โดย The Times ชี้ว่า โดยทั่วไปแล้วการมีลูกช่วยให้คนเราพึงพอใจในชีวิตมากขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีลูก แต่ความสุขที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเท่ากัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เริ่มมีครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย หรือมีลูกหลายคน ผลวิจัยนี้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการสร้างครอบครัวคือหลักประกันของความสุขและความสำเร็จในชีวิตเสมอไป และยังเป็นประเด็นที่น่าขบคิดสำหรับครอบครัวไทยที่กำลังตัดสินใจเรื่องการมีบุตร
ในหลายสังคมทั่วโลก การมีลูกมักถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิตวัยผู้ใหญ่ สำหรับสังคมไทยซึ่งมีค่านิยมดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเป็นหลัก ผู้คนจำนวนมากจึงถูกคาดหวังให้แต่งงานและมีทายาทเพื่อสืบสกุล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ความสุขจากการมีลูกนั้นอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอายุ ณ วันที่มีลูกคนแรก จำนวนลูก ความสัมพันธ์ในครอบครัว คุณภาพชีวิต ระดับการศึกษา ไปจนถึงความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งล้วนส่งผลต่อระดับความสุขที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ทีมวิจัยได้ประเมินความพึงพอใจในชีวิตของผู้คน โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 10 จากคำถามที่ว่า “โดยรวมแล้ว ตอนนี้คุณรู้สึกพึงพอใจกับชีวิตตัวเองมากน้อยแค่ไหน” ผลปรากฏว่าพ่อและแม่ส่วนใหญ่รายงานว่ามีความสุขในชีวิตมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีลูก แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายหญิงกลับต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าฝ่ายชาย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากภาระในการดูแลลูกที่หนักกว่า โดยนักวิจัยได้ใช้แบบสอบถามสุขภาพทั่วไป (General Health Questionnaire) เพื่อประเมินระดับความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า และปัญหาทางอารมณ์อื่นๆ ก่อนจะนำผลคะแนนมาแปลงเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ “Z-score” เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างด้านสุขภาวะทางจิตของกลุ่มตัวอย่าง
ข้อมูลสำคัญสำหรับคู่รักชาวไทย นักเรียน และผู้วางแผนครอบครัว คือ ยิ่งคุณพ่อคุณแม่มีลูกคนแรกตอนอายุน้อยเท่าไหร่ โอกาสที่จะเผชิญปัญหาสุขภาพจิตก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน ทุกๆ ปีที่อายุเพิ่มขึ้นตอนมีลูกคนแรก ความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวลหรือความเครียดก็จะลดลงตามไปด้วย นักสังคมวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยอธิบายว่า “การเป็นพ่อแม่ตั้งแต่อายุยังน้อยมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางใจมากกว่า” นับเป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับใครก็ตามที่กำลังวางแผนครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้คนเป็นพ่อแม่โดยรวมมีความสุขมากกว่า? ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า หนึ่งในเหตุผลหลักคือการได้รู้สึกถึงความหมายและเป้าหมายในชีวิต แม้จะต้องเผชิญกับความเครียดในการเลี้ยงลูกในแต่ละวันก็ตาม “เหตุผลที่เราเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ เพราะงานวิจัยก่อนหน้าหลายชิ้นก็ชี้ตรงกันว่า พ่อแม่มักจะรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายและประสบความสำเร็จมากขึ้น แม้จะต้องเจอกับความท้าทายรายวันจากการดูแลลูก” ทีมวิจัยระบุ นอกจากนี้ สำหรับบางคน การมีลูกยังเป็นการเติมเต็มความฝัน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว
เมื่อหันมามองกลุ่มคนที่ไม่มีลูก ผลวิจัยก็พบมุมที่น่าสนใจเช่นกัน กลุ่มที่ไม่มีลูกแต่ “พยายามจะมี” เป็นกลุ่มที่มีความสุขในชีวิตสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มที่ “อยากมีแต่ยังไม่เริ่มพยายาม” ตามด้วยกลุ่มที่ “ยังไม่แน่ใจ” และสุดท้ายคือกลุ่มที่ยืนยันว่า “ไม่อยากมีลูก” โดยพบว่าผู้ชายที่ไม่อยากมีลูกเลยมีความสุขต่ำที่สุด ขณะที่ผู้หญิงซึ่งยังลังเลว่าจะมหรือไม่นั้นกลับเป็นกลุ่มที่มีความพึงพอใจในชีวิตต่ำที่สุด นักวิจัยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “คนที่อยากมีลูกมักเชื่อว่าชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นหากทำความฝันให้เป็นจริงได้” แต่ก็ย้ำว่าผลลัพธ์นี้ไม่ควรสร้างแรงกดดันให้ทุกคนต้องมีลูก เพราะความพึงพอใจในชีวิตของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับการได้เลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่า
นอกเหนือจากปัจจัยส่วนตัวแล้ว ปัจจัยทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ในครอบครัวก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่ การมีคู่ชีวิตที่มั่นคงและมีรายได้ร่วมกันจะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพจิตและเสริมสร้างความสุขในชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่มีลูก “สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสนับสนุนจากสังคมและสถานะทางการเงินคือปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพจิตของคนเป็นพ่อแม่” งานวิจัยชี้ นอกจากนี้ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปก็มีแนวโน้มที่จะเครียดและวิตกกังวลน้อยกว่า อีกทั้งยังมีความสุขโดยรวมมากกว่า ไม่ว่าพวกเขาจะมีลูกหรือไม่ก็ตาม
อย่างไรก็ดี คณาจารย์และนักการศึกษาบางกลุ่มได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอีกด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและครอบครัว ซึ่งประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน พวกเธออาจต้องเผชิญกับภาวะ “ติดกับดักบทบาท” (role captivity) หรือความรู้สึกว่าชีวิตถูกจำกัดอยู่แค่ในบทบาทของแม่ จนไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในมิติอื่นๆ ภาวะเช่นนี้มักพบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มคุณแม่ยุคใหม่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ซึ่งมีการศึกษาสูงและทำงานนอกบ้าน ทำให้ต้องเผชิญกับแรงกดดันซ้อนทับกันจากทั้งค่านิยมดั้งเดิมเรื่องความเป็นแม่และเป้าหมายในสายอาชีพ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ขนาดของครอบครัวส่งผลต่อสุขภาพจิตของแม่โดยตรง ยิ่งมีลูกมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตและความรู้สึกไม่พอใจในชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น งานวิจัยสรุปว่า “จำนวนลูกที่มากขึ้นสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่แย่ลงในผู้หญิง แต่ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนในผู้ชาย ผู้หญิงที่มีลูกหลายคนมีแนวโน้มที่จะวิตกกังวล เครียด และไม่พอใจในชีวิตของตนเองมากขึ้น ตอกย้ำว่าภาระทางใจส่วนใหญ่มักตกอยู่ที่ผู้เป็นแม่” ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในสังคมไทย ที่ผู้หญิงยังคงต้องรับภาระในการดูแลลูกมากกว่าผู้ชาย ท่ามกลางระบบสนับสนุนและศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ซึ่งยังมีอยู่อย่างจำกัด
บทสรุปสำคัญของการศึกษาชิ้นนี้คือ การมีลูกอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตและความสุขในชีวิตได้เพียงเล็กน้อย และประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นยังขึ้นอยู่กับช่วงวัยที่เริ่มต้นการเป็นพ่อแม่ ขนาดของครอบครัว ตลอดจนความพร้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การมีลูกจึงไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปของความสุขสำหรับทุกคน แต่เป็นความพร้อมของแต่ละครอบครัว การสนับสนุนจากคนรอบข้าง และสถานะทางการเงินต่างหากที่เป็นปัจจัยชี้ขาด
ในบริบทของประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งค่านิยมเรื่องครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความเป็นเมืองที่ขยายตัว อายุเฉลี่ยของการแต่งงานที่สูงขึ้น และอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นนี้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะแนวโน้มที่คนไทยเลือกมีลูกช้าลงนั้น สอดคล้องกับข้อมูลของกลุ่มคุณแม่มือใหม่ในกรุงเทพฯ ที่มีอายุเฉลี่ยเกือบ 30 ปี (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อสรุปของงานวิจัยที่ว่า การรอจนกว่าจะมีความพร้อมทั้งด้านวุฒิภาวะและการเงินจะส่งผลดีต่อสุขภาวะของพ่อแม่มากกว่า นอกจากนี้ การขยายบริการศูนย์เลี้ยงเด็กที่เข้าถึงง่าย การส่งเสริมให้พ่อมีบทบาทในการดูแลลูกมากขึ้น และการลดอคติต่อผู้ที่ตัดสินใจไม่มีลูก ล้วนเป็นแนวทางที่จะช่วยแบ่งเบาความเครียดของแม่วัยทำงานและวัยรุ่นไทยได้
ประวัติศาสตร์ด้านประชากรของไทยก็น่าสนใจไม่น้อย จากในอดีตที่เคยมีอัตราการเกิดสูงซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตในชนบท ปัจจุบันไทยกลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในอาเซียน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบบำนาญและสาธารณสุขของประเทศ (รายงานประชากรแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทย) ดังนั้น ผู้วางนโยบายทางสังคมจึงจำเป็นต้องออกแบบนโยบายที่คำนึงถึงความหลากหลายของวิถีชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การส่งเสริมให้คนมีลูกเร็วขึ้นหรือไม่มีลูก โดยละเลยการสร้างระบบสนับสนุนและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ครอบครัว โดยเฉพาะผู้เป็นแม่
เมื่อมองไปข้างหน้า ยังคงต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย การเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น และความเท่าเทียมทางเพศที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนเป็นพ่อแม่และคนที่ไม่มีลูกในอนาคตอย่างไร ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และสถานประกอบการต่างก็มีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลแก่เยาวชนเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการสร้างครอบครัว พร้อมทั้งให้การสนับสนุนพ่อแม่ในทุกช่วงวัยและทุกสถานะอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักวางแผนสังคมของไทย ข้อสรุปสำคัญคือ การจะส่งเสริมให้การเป็นพ่อแม่สร้างผลดีต่อชีวิตได้นั้น ต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการวางแผนครอบครัว การสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตร การจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในราคาที่เข้าถึงได้ และการปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้เอื้อต่อการมีครอบครัว ขณะเดียวกัน สำหรับบุคคลและคู่รักเอง การตัดสินใจเรื่องการมีลูกก็ควรมาจากความตระหนักรู้และความพร้อมของตนเอง ไม่ใช่เป็นไปเพราะแรงกดดันจากสังคมหรือภาพฝันในอุดมคติ
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาบทสรุปฉบับเต็มที่รายงานโดย The Times (thetimes.com) รวมถึงข้อมูลด้านประชากรจาก กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานสหประชาชาติประเทศไทย