ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ริฮานน่า เปิดใจถึงแรงบันดาลใจในการเลี้ยงลูกที่ได้รับจากคุณพ่อผู้ล่วงลับ ซึ่งความสัมพันธ์ในครอบครัวและบทเรียนวัยเด็กได้หล่อหลอมแนวทางการเป็นแม่ของเธอในวันนี้ โดยริฮานน่า ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ทายาทคนที่สามกับคู่ชีวิต เผยว่าการสูญเสียคุณพ่อไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็นความโศกเศร้า แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอหวนนึกถึงคุณค่าและบทเรียนที่อยากส่งต่อไปยังลูกชายทั้งสองคนในวัย ๓ ขวบและเกือบ ๒ ขวบ รวมถึงลูกคนใหม่ที่กำลังจะลืมตาดูโลก

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ริฮานน่าเล่าถึงภาพคุณตาที่เธอเคยวาดฝันไว้ให้พ่อ “เคยนึกฝันเสมอว่าพ่อจะเป็นคุณตาแบบไหนให้กับหลาน” แม้ว่าวันนี้เขาจะจากไปแล้ว แต่วิธีการเลี้ยงดูของพ่อยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญ ริฮานน่าเล่าย้อนว่า คุณพ่อปลูกฝังให้เธอเป็นคนกล้าหาญ รักธรรมชาติ วิ่งเล่นเท้าเปล่าในสนามหญ้า และใช้เวลานอกบ้าน เธอจึงอยากส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความรักในธรรมชาตินี้ให้กับลูกๆ “พ่อเหมือนเตรียมเราให้พร้อมสำหรับการเป็นแม่ของลูกชายเลยละค่ะ ทั้งความรักในการผจญภัย การชอบออกไปข้างนอก การลองสิ่งใหม่ๆ เราอยากเลี้ยงลูกให้เป็นแบบนั้น อยากให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตกลางแจ้ง อยู่กับธรรมชาติ ไม่ใช่เด็กติดแท็บเล็ต”

แนวคิดที่เน้นให้เด็กเล่นอย่างอิสระท่ามกลางธรรมชาตินี้ อาจจะสวนทางกับภาพคุ้นตาในสังคมโลกและสังคมไทย ที่เด็กเล็กมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัล โดยเฉพาะในครอบครัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ที่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยจำต้องพึ่งพาแท็บเล็ตหรือหน้าจอเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-๑๙ ที่การเรียนออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกัน งานวิจัยจากทั่วโลกต่างชี้ถึงผลเสียของการใช้เวลากับหน้าจอนานเกินไปต่อพัฒนาการของเด็ก ทำให้สิ่งที่ริฮานน่าพูดนั้นสอดคล้องกับคำแนะนำทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ที่สนับสนุนให้เด็กได้วิ่งเล่นอย่างเสรีบนพื้นหญ้ามากกว่าจมอยู่หน้าจอ

ภาพความทรงจำวัยเด็กของริฮานน่า ที่มีคุณพ่อเป็นผู้สร้างบรรยากาศอันอบอุ่นและใกล้ชิดธรรมชาติ คือแรงบันดาลใจที่เธออยากส่งต่อ เธอย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่วิ่งเล่นเท้าเปล่าในสวน สนุกไปกับธรรมชาติในแบบฉบับเด็กยุคก่อนเทคโนโลยี ภาพความทรงจำนี้คงสะท้อนภาพวัยเด็กของคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่เคยเติบโตในต่างจังหวัด วิ่งเล่นกลางทุ่งนา หรือหยอกล้อกับเพื่อนในสนามเด็กเล่นของโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ก็วิ่งเท้าเปล่าไม่ต่างจากที่ริฮานน่าเล่า

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างริฮานน่ากับคุณพ่อก็มีช่วงเวลาที่ซับซ้อนเช่นกัน โดยในปี ๒๕๖๒ เธอเคยยื่นฟ้องคุณพ่อในข้อหานำนามสกุล “Fenty” ของครอบครัวไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ แต่สองปีต่อมา ริฮานน่าได้ถอนฟ้อง ซึ่งสะท้อนถึงการประนีประนอมและกลับมาสานสัมพันธ์ในครอบครัวอีกครั้ง ก่อนที่คุณพ่อจะจากไป โดยในช่วงที่เธอตั้งครรภ์ลูกคนแรก คุณพ่อก็ได้แสดงความยินดีและชื่นชมเธอในฐานะคุณแม่คนใหม่อย่างเต็มเปี่ยม

ภาพความอบอุ่นของครอบครัวที่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและหวนคืนสู่สายใยความผูกพันนี้ มีความหมายอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทย ที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญู ความสัมพันธ์ระหว่างวัยในครอบครัว ซึ่งการให้อภัยและการปรองดองยังคงเป็นคุณค่าที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ประเด็นที่ริฮานน่าหยิบยกขึ้นมา ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาสังคมเรื่อง “เด็กติดจอ” ซึ่งกำลังเป็นข้อกังวลใหญ่ของผู้ปกครองชาวไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ได้ออกมาเตือนถึงผลเสียของการให้เด็กเล็กใช้แท็บเล็ตมากเกินไป ทั้งต่อพัฒนาการทางภาษา สมาธิ และพฤติกรรมการนอนหลับ งานวิจัยในวารสาร Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health เมื่อปี ๒๕๖๖ ระบุว่า เด็กที่ใช้หน้าจอเกินขนาดก่อนวัย ๕ ขวบ มีความเสี่ยงสูงที่จะมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า สมาธิสั้น และนอนหลับไม่สนิท (แหล่งข้อมูล) ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า เด็กวัย ๒-๔ ขวบ ไม่ควรใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินวันละ ๑ ชั่วโมง (แนวทาง WHO) ด้านกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็เคยรณรงค์ขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ลดการใช้เทคโนโลยีและส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง (ข่าวประชาสัมพันธ์ สธ.)

เสียงของริฮานน่าที่ไม่สนับสนุน “เด็กแท็บเล็ต” จึงเปรียบเสมือนการตอกย้ำคำแนะนำของแพทย์ไทยในรูปแบบที่สังคมรับรู้ได้ง่าย “ปัญหาเด็กไทยติดจอหรือใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักตัว สุขภาพจิต และการพัฒนาทักษะทางสังคม” ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการระบุ ส่วนหนึ่งของภาพ “วัยเด็กดิจิทัล” นี้มีที่มาจากวิถีชีวิตคนเมืองที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียว พ่อแม่มีภาระการทำงานมากขึ้น ประกอบกับราคาอุปกรณ์พกพาที่เข้าถึงง่าย

อย่างไรก็ดี การสร้าง “วัยเด็กอิสระท่ามกลางธรรมชาติ” ในแบบที่ริฮานน่าพูดถึง กลายเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับครอบครัวในเมืองใหญ่ของไทย ที่ส่วนมากอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรือทาวน์เฮาส์ที่ไม่มีสนามหญ้า การเข้าถึงสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอว่า แม้จะอยู่ในเมือง แต่การเลือกใช้เวลาในสนามเด็กเล่นส่วนกลาง การเข้าร่วมชมรมกีฬา หรือการพาลูกไปสวนสาธารณะ เช่น สวนลุมพินี หรือสวนรถไฟ ก็สามารถสร้างประสบการณ์ล้ำค่าต่อพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน

คำถามสำคัญที่สะท้อนจากมุมมองของริฮานน่าคือ พ่อแม่ยุคใหม่ควรจะรักษาสมดุลระหว่างการเลี้ยงลูกแบบดั้งเดิมกับโลกยุคไฮเทคอย่างไร นักสังคมวิทยาไทยมองว่า กระแสปัจจุบันคือครอบครัวในเมืองกำลังพยายามผสมผสานแนวทางดั้งเดิมเข้ากับวิถีสมัยใหม่ โดยให้ลูกเรียนรู้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการรักษากิจกรรมกลางแจ้งและสายสัมพันธ์ในครอบครัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโรงเรียนเอกชนหลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่ออกแบบหลักสูตรซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับการเล่นนอกห้องเรียนและทักษะชีวิต (รายงานจาก Bangkok Post)

ในระยะยาว การที่บุคคลมีชื่อเสียงอย่างริฮานน่าออกมาแบ่งปันคุณค่าในการเลี้ยงลูก อาจจุดประกายให้ผู้กำหนดนโยบาย ครู และผู้ปกครองในไทย หันมาให้ความสำคัญกับการ “คืนพื้นที่เล่น” ให้กับเด็กๆ มากขึ้น เรื่องราวของเธอตอกย้ำว่า แม้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะมีประโยชน์ในบางสถานการณ์ แต่ความสุขที่มีค่าในวัยเด็กมักงอกงามจากช่วงเวลาธรรมดาๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งเป็นบทเรียนร่วมกันของสังคมไทยในยุคที่ทุกอย่างกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

แนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่

  • กำหนดเวลาการใช้หน้าจอที่ชัดเจน และสร้างสรรค์กิจกรรมอื่นทดแทน
  • จัดสรรเวลาให้ลูกได้สัมผัสกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ไปสวนสาธารณะ สนามกีฬา หรือเดินป่าใกล้กรุงในวันหยุด
  • ส่งเสริมกิจกรรมที่ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และสร้างความกล้าที่จะทดลอง
  • ใช้เวลาเล่านิทานหรือเรื่องราวในครอบครัว เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าและรากเหง้าทางวัฒนธรรม

ประสบการณ์ของริฮานน่าย้ำเตือนว่า คุณค่าและบทเรียนจากรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย คือมรดกอันทรงพลังที่หล่อหลอมคนรุ่นถัดไป ทั้งในระดับครอบครัวและสังคม การตัดสินใจนำบทเรียนจากพ่อผู้ล่วงลับมาปรับใช้ในการเลี้ยงลูกของเธอ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ครอบครัวไทยได้ทบทวนรากเหง้าของตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกหลานเติบโตอย่างเข้มแข็ง สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ในโลกยุคใหม่

อ่านต้นฉบับได้ที่ Daily Mail และเว็บไซต์ที่อ้างอิงตามเนื้อหา