อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เคยเฟื่องฟูจากการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์อย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์นี้บีบให้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยต้องพลิกกลยุทธ์ เร่งเครื่องเจาะตลาดกลุ่มใหม่จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี ๒๕๖๘ ลงเหลือ ๓๕ ล้านคน จากเดิมที่ตั้งไว้ ๔๐ ล้านคน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อแผนการตลาดและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ แต่ยังสะท้อนแรงกระเพื่อมไปถึงผู้ประกอบการ แรงงาน และชุมชนทั่วทุกหย่อมหญ้า (South China Morning Post; Bloomberg)
สัญญาณอวสานยุคทองนักท่องเที่ยวจีน? ยอดฟื้นตัวต่ำกว่าที่หวัง
ภาพนักท่องเที่ยวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาจับจ่ายใช้สอยจนกลายเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยมานานนับทศวรรษกำลังเลือนลางลงไป ในปี ๒๕๖๒ ก่อนเกิดโรคระบาด ไทยเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนมากถึง ๑๑ ล้านคน ปลุกให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์เติบโตเป็นดอกเห็ด แต่สถานการณ์หลังโควิด-๑๙ กลับไม่เป็นเช่นเดิม ข้อมูลจาก ททท. ชี้ว่าในช่วง ๕ เดือนแรกของปี ๒๕๖๘ มีนักท่องเที่ยวจีนมาเยือนไทยเพียง ๑.๙๖ ล้านคน ซึ่งลดลงถึง ๓๓% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (The Nation)
สาเหตุสำคัญมาจากสภาพเศรษฐกิจในจีนที่ซบเซา มาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของรัฐบาลจีนที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยที่ยังคงเป็นภาพจำ โดยเฉพาะข่าวดังกรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีนใจกลางกรุงเทพฯ ที่สร้างความหวาดหวั่นในหมู่นักท่องเที่ยวจีนเป็นวงกว้าง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการขยับเป้าหมาย
การหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่อาจเลี่ยง เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยนั้นมีสัดส่วนราว ๑๒–๒๐% ของจีดีพี และอาจสูงถึง ๓๐% หากเติบโตต่อเนื่องเหมือนช่วงก่อนโควิด (Wikipedia: Tourism in Thailand)
ในช่วงครึ่งแรกของปี ๒๕๖๗ ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ ๑๖.๖ ล้านคน ลดลงเกือบ ๕% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ททท. ประเมินว่าตลอดทั้งปี ๒๕๖๘ ไทยจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๑.๖ ล้านล้านบาท จากรายได้รวมของอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะอยู่ที่ ๒.๘ ล้านล้านบาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งไว้ (The Nation)
พลิกกลยุทธ์ กระจายความเสี่ยง เจาะตลาดใหม่
ท่ามกลางความผันผวนนี้ ททท. จึงประกาศเดินเกมรุกเจาะตลาดตะวันออกกลางและอาเซียนเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า “ตลาดตะวันออกกลางถือเป็นกลุ่มเสริมที่สำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นรายได้ และปัจจุบันเติบโตขึ้นถึง ๑๗-๑๘% เราจึงต้องเร่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินจากภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น” (SCMP)
ททท. ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางให้ได้มากกว่า ๑ ล้านคนในปี ๒๕๖๘ ซึ่งเพิ่มขึ้นราว ๑๑% จากปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีแนวโน้มพำนักในไทยนานและมีกำลังซื้อสูงกว่าตลาดอื่น (Travel and Tour World)
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ก็ถูกยกระดับให้เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยความได้เปรียบด้านระยะทางที่เดินทางสะดวก ความเชื่อมโยงทางธุรกิจที่แน่นแฟ้น และข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ทำให้มีศักยภาพเติบโตสูง ททท. ยังคงเดินหน้าจับมือกับสายการบินต่างๆ เพื่อจัดแคมเปญการตลาดร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นการประชุม Airline Focus Partnership Meeting เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา (Travel Daily Media)
ปัจจัยฉุดรั้งตลาดจีน: เศรษฐกิจ-ความปลอดภัย-นโยบายรัฐ
ปัจจัยหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยังคงลังเลที่จะเดินทางมายังประเทศไทย ประกอบด้วย:
- ภาวะเศรษฐกิจในจีนที่ชะลอตัว ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค
- นโยบายควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของรัฐบาลจีน ที่ยังคงมีความเข้มงวด โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เดินทางด้วยตนเอง
- ความกังวลด้านความปลอดภัย จากข่าวอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีลักพาตัวนักแสดงจีน หรือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลโกงออนไลน์ ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีน (SCMP)
เทรนด์ใหม่จากตลาดอาเซียนและตะวันออกกลาง
การปรับโฟกัสครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ตลาดอาเซียนแม้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมหาศาล แต่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวน้อยกว่านักท่องเที่ยวจีนและตลาดยุโรป ในทางกลับกัน ตลาดตะวันออกกลางแม้จำนวนไม่มากเท่า แต่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง นิยมบริการระดับพรีเมียม การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และมักเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่
ผู้ว่าการ ททท. กล่าวย้ำว่า “ไทยต้องกระจายความเสี่ยง จะมารอแต่นักท่องเที่ยวจีนเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว แคมเปญการตลาดต้องเข้าถึงเพื่อนบ้านในอาเซียน รวมถึงนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงจากตะวันออกกลางและโอเชียเนียด้วย”
ผลกระทบต่อธุรกิจไทย: ถึงเวลาต้องเรียนรู้และยืดหยุ่น
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เคยพึ่งพิงตลาดจีนเป็นหลัก นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ที่มาพร้อมโอกาสใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัททัวร์ โรงแรม หรือร้านค้าของที่ระลึกในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างกรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต จำเป็นต้องพลิกตำรา ปรับตัวขนานใหญ่ ตั้งแต่การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ไปจนถึงการจ้างพนักงานที่สื่อสารได้หลากหลายภาษา และปรับเปลี่ยนสินค้าและอาหารให้ตอบโจทย์รสนิยมที่แตกต่างกัน
สถาบันสอนภาษาหลายแห่งในไทยรายงานว่า ความต้องการเรียนภาษาอาหรับและภาษามลายูในกลุ่มคนทำงานภาคบริการและการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมที่จะปรับตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
นอกจากนี้ เรายังเห็นการเปลี่ยนแปลงในสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น การเพิ่มห้องละหมาดในศูนย์การค้าและเลานจ์สนามบิน การขยายโรงแรมมาตรฐานฮาลาล โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ และภูเก็ตที่หันมาเจาะตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างจริงจัง ทั้งศัลยกรรมความงาม แพ็กเกจตรวจสุขภาพสำหรับครอบครัว รวมถึงโปรโมชันพิเศษช่วงเดือนรอมฎอน และการชูจุดขายด้านอาหารฮาลาลในย่านท่องเที่ยว (Travel and Tour World)
จาก “เมืองยิ้ม” สู่ภาพลักษณ์ที่พร้อมรับความหลากหลาย
จากภาพจำของ “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” และแคมเปญ “Amazing Thailand” ที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้มาสัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยๆ บัดนี้ ไทยกำลังส่งสัญญาณว่าพร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีรสนิยม ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่แตกต่าง โดยต่อยอดจากเสน่ห์และความแข็งแกร่งเดิมในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในภูมิภาคก็ดุเดือดขึ้นเช่นกัน ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี ๒๕๖๘ มาเลเซียได้แซงหน้าไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในอาเซียน ด้วยยอดทะลุ ๑๐ ล้านคนในไตรมาสแรก ขณะที่เวียดนามและสิงคโปร์ก็มีสถิติที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มเที่ยวบิน และการตลาดดิจิทัลที่เข้มข้น (MSN)
อนาคตท่องเที่ยวไทย: ต้องแตกต่างและยั่งยืน
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยในอนาคตจะมีรูปแบบที่กระจายตัวและหลากหลายมากขึ้น เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า “ภาคท่องเที่ยวจะกลับไปมีสัดส่วนต่อจีดีพีเท่าช่วงก่อนโควิดได้ ก็ต่อเมื่อไทยต้องคิดใหม่ทำใหม่เพื่อปรับตัวรับตลาดใหม่ ความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่คือการสร้างรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้น และเน้นความยั่งยืนที่ส่งผลดีต่อชุมชนในระยะยาว”
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ได้ชื่นชมความแข็งแกร่งของภาคบริการไทยและศักยภาพในการปรับตัว โดยชี้ว่าไทยต้องให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัย และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร หรือคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำงานในอุตสาหกรรมนี้ บทเรียนสำคัญคือต้องพร้อมปรับตัว เปิดใจเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมใหม่ๆ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าจากทั่วโลก ขณะที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่น และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างสมดุล เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก
สรุป
แม้การท่องเที่ยวไทยจะก้าวผ่าน “ยุคทอง” ของตลาดจีน แต่จุดแข็งที่แท้จริงของไทยยังคงอยู่ที่ความสามารถในการปรับตัว การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการสร้างบรรยากาศที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก นี่คือหัวใจสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกต่อไป ความสำเร็จในยุคใหม่จึงขึ้นอยู่กับการเปิดใจกว้างของผู้ประกอบการ การพัฒนาบริการให้ทันสมัยและหลากหลาย และการสร้างความยั่งยืนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังที่ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้สรุปไว้ว่า
“รอยยิ้มของไทยต้องเป็นรอยยิ้มที่ส่งไปถึงทุกคนบนโลก ไม่ใช่แค่ประเทศเดียวอีกต่อไป”
แหล่งที่มา: