ใคร ๆ ก็บอกให้ “ทำตามสิ่งที่รัก” หรือ “ไล่ล่าความหลงใหล” เพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ผลวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่าแนวคิดยอดฮิตนี้อาจนำไปสู่ความผิดหวัง ทำให้ขาดความยืดหยุ่น หรือแม้กระทั่งสร้างปัญหาทางการเงิน แม้ว่าคำแนะนำนี้จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานรับปริญญา สัมมนาสร้างแรงบันดาลใจ หรือบนโซเชียลมีเดีย นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานหลายคนกลับมองต่างออกไป พร้อมเสนอแนวทางที่จับต้องได้และยั่งยืนกว่า โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญกับตลาดแรงงานและการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

“งานที่รัก” มีอยู่จริง หรือเป็นแค่ฝันกลางวัน?

การตั้งเป้าสร้างอาชีพจาก “สิ่งที่รัก” มักถูกมองว่าเป็นทางลัดสู่ความสุขและความสำเร็จ ทว่างานวิจัย บทสัมภาษณ์ และประสบการณ์ตรงจากหลายคนกลับเริ่มเผยให้เห็นอีกด้านของความเสี่ยงและความเข้าใจผิด “ความหลงใหลในงานไม่ใช่สิ่งที่เราจะค้นพบได้โดยบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ต้องค่อย ๆ สร้างขึ้นผ่านการฝึกฝนและใช้เวลา” นักจิตวิทยาสังคมเจ้าของผลงานวิจัยมากมายกล่าวไว้ (Forbes) ซึ่งสอดคล้องกับบทความไวรัลชิ้นหนึ่งที่เตือนว่า การวิ่งตาม “แพสชัน” แบบไม่ลืมหูลืมตา อาจกัดกร่อนความมั่นใจ สร้างความคาดหวังที่เกินจริง และทำให้หลายคนพลาดโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย (VegOutMag)

โจทย์ใหญ่ของสังคมไทย

แนวคิด “ตามหาความหลงใหล” กลายเป็นค่านิยมที่แพร่หลายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพราะทุกคนต่างก็อยากมี “งานที่รัก” แต่เมื่อมองความเป็นจริงของตลาดแรงงานไทยที่การแข่งขันสูง ตำแหน่งงานทักษะเฉพาะทางมีจำกัด และมีเทรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าจะในสายท่องเที่ยวหรือเทคโนโลยี ทำให้ต้องกลับมาคิดทบทวนว่าแนวคิดนี้เหมาะกับทุกคนจริงหรือไม่

งานวิจัยหลายชิ้นสะท้อนความเสี่ยงของทัศนคติที่ยึดติดกับ “แพสชัน” มากเกินไป เช่น

  • การกดดันตัวเองว่าต้อง “ค้นพบสิ่งที่ใช่” ให้เจอ อาจสร้างความเครียดมหาศาลให้บัณฑิตจบใหม่และคนหนุ่มสาว แทนที่จะเปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูก กลับทำให้เกิดความกังวล ไม่กล้าตัดสินใจ และรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวหากยังหาแพสชันไม่เจอ ผลการศึกษาใน Journal of Vocational Behavior พบว่า คนที่พยายามหาความชอบเพียงหนึ่งเดียวมักจะผิดหวังและท้อถอยง่ายกว่าคนที่ค่อย ๆ พัฒนาทักษะและสำรวจความสนใจไปเรื่อย ๆ (Forbes, Dr. Diane Hamilton)

  • การเปลี่ยนงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ โดยคาดหวังว่าจะสนุกเหมือนเดิม อาจทำให้หมดรักในสิ่งนั้นไปเลย เพราะเมื่องานอดิเรกกลายเป็นงานจริง มันมาพร้อมกับความรับผิดชอบ กำหนดส่งงาน และแรงกดดันจากลูกค้าหรือยอดขาย “ถ้าเราวิ่งตามแพสชันอย่างเดียว บางทีสิ่งที่เรารักอาจกลายเป็นภาระหนักอึ้ง” นักวางแผนเส้นทางอาชีพระบุ (VegOutMag)

  • อีกประเด็นสำคัญคือ “กับดักรายได้” เพราะหลายคนเชื่อว่าถ้าทำในสิ่งที่รักมากพอ เงินทองจะตามมาเอง แต่ผลวิจัยในปี ๒๕๖๖ จาก Journal of Personality and Social Psychology พบว่าการยึดติดกับแพสชันอาจจำกัดทางเลือกและสร้างความเหลื่อมล้ำทางเพศ โดยเฉพาะในสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) เมื่อถูกกระตุ้นให้เลือก “สิ่งที่รัก” ผู้หญิงมักจะเลือกงานสายศิลปะ ส่วนผู้ชายเลือกสายวิทยาศาสตร์หรือธุรกิจ แต่เมื่อเปลี่ยนโจทย์เป็นเรื่อง “รายได้ระยะยาว” ผู้หญิงกลับสนใจอาชีพสาย STEM มากขึ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนและโอกาสที่ดีกว่า (MSNBC)

  • การยึดติดกับ “แพสชัน” อาจทำให้มั่นใจในตัวเองเกินจริง กรณีศึกษาจาก UC Berkeley ที่ทำในบริษัทวิศวกรรมของจีนและกับพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ พบว่าคนที่เชื่อว่าตัวเอง “รักในงาน” มักประเมินผลงานของตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง และสวนทางกับการประเมินของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม และทำให้มองไม่เห็นจุดที่ต้องพัฒนา (Phys.org) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียอธิบายว่า แค่คิดว่าตัวเองมีแพสชัน ก็มักจะทำให้รู้สึกว่าต้องเก่งกว่าคนอื่นไปแล้ว

ทางเลือกที่นักวิจัยแนะนำ

แล้วคนไทยควรจะวางแผนชีวิตการทำงานอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้เปลี่ยนจากการ “ตามหาแพสชัน” มาเน้น “สร้างทักษะและสำรวจความอยากรู้” แทนที่จะนั่งรอแรงบันดาลใจ ให้ลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ เข้าร่วมเวิร์กช็อป หางานเสริม หรือฝึกงานในหลากหลายรูปแบบ เมื่อได้ลองทำไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเห็นว่าจุดแข็งและสิ่งที่เข้ากับจริตของเราคืออะไร พร้อมกับได้ทักษะติดตัวเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต “ความสนใจมักจะเกิดหลังความพยายาม ไม่ใช่มาก่อน” นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าว (Harvard Business Review)

ประสบการณ์จริงในไทยก็ยืนยันแนวคิดนี้ พนักงานรุ่นใหม่ในวงการฟินเทคกรุงเทพฯ แทบไม่มีใครเริ่มต้นด้วยความฝันอยากเป็นนายธนาคารออนไลน์ แต่เมื่อได้ฝึกงาน ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้รับกำลังใจจากทีม และเห็นผลงานที่สำเร็จร่วมกัน ความรักในงานจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น เช่นเดียวกับคนในสายงานโรงแรม หลายคนไม่ได้หลงใหลงานบริการมาตั้งแต่แรก แต่การได้เรียนรู้ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมงาน และเห็นตัวเองเติบโตขึ้นทีละน้อย กลับเป็นพลังที่ทำให้รักงานของตัวเองมากขึ้น

แพสชันมีคุณค่า แต่ไม่ต้องรีบเทใจให้ทั้งหมด

แน่นอนว่า “ใจรัก” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอาชีพที่ยั่งยืน แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากความอดทนฝึกฝน ไม่ใช่ความรู้สึกปิ๊งในแวบแรก ภูมิปัญญาไทยเองก็ให้ความสำคัญกับ “ความพากเพียร” และ “การขัดเกลาตนเอง” ไม่แพ้ “ใจรัก”

ขณะเดียวกัน นักวางแผนชีวิตก็ย้ำเตือนให้รอบคอบเรื่องการเงิน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้มีต้นทุนสูง บางครั้งการมีงานประจำที่มั่นคง แล้วแบ่งเวลาไปทำงานอดิเรกหรือสิ่งที่สนใจ อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีต่อใจมากกว่า ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายครอบครัวไทยใช้กันมานาน

ในเชิงนโยบายการศึกษา สถาบันการศึกษาควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สัมผัสสายอาชีพที่หลากหลาย ทั้งวิทยาศาสตร์ ศิลปะ เทคโนโลยี และการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ค้นพบสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานจริง ลดการยึดติดกับภาพจำเดิม ๆ ของอาชีพ และช่วยลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างกลุ่ม

ทักษะแห่งอนาคต: ความยืดหยุ่น ความอยากรู้ และการลงมือทำ

โลกการทำงานของไทยในวันข้างหน้าจะยิ่งซับซ้อนและผันผวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ หุ่นยนต์ และ AI งานที่มั่นคงและมีความหมายจะตกเป็นของคนที่พร้อมปรับตัว กล้าลองสิ่งใหม่ และรู้จักผสมผสาน “หัวใจ” เข้ากับ “ทักษะ” และความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ คนที่หมั่นฝึกฝนความอยากรู้อยากเห็น แทนที่จะวุ่นวายกับการตามหาสิ่งที่ใช่เพียงอย่างเดียว จะมีภูมิต้านทานสูงกว่าและพร้อมคว้าโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ

สำหรับใครก็ตามที่กำลังวางแผนอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตจบใหม่ คนทำงานที่เริ่มหมดไฟ หรือพ่อแม่ที่กำลังห่วงอนาคตของลูก ข้อคิดสำคัญจากงานวิจัยเหล่านี้คือ อย่าให้ภาพฝันของ “แพสชัน” มาบดบังโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของเรา

ลองเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ: “กิจกรรมอะไรที่ทำแล้วรู้สึกมีพลัง?” “มีทักษะอะไรที่อยากลองฝึกฝน?” “ความอยากรู้ของเรากำลังพาไปทางไหน?” ค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงระหว่างทาง เพราะดังที่สุภาษิตไทยว่าไว้ “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม”

สรุป

แม้คำว่า “ทำตามแพสชัน” จะฟังดูดี แต่หากยึดมั่นถือมั่นโดยไม่ไตร่ตรอง ก็อาจกลายเป็นกับดักที่ขัดขวางเส้นทางอาชีพในยุคใหม่ได้ ทางเลือกที่เน้นความใฝ่รู้ การลงมือทำ และความยืดหยุ่นต่างหาก ที่จะช่วยให้เราไปได้ไกลกว่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง

หากต้องการมุมมองที่รอบด้านยิ่งขึ้น ลองอ่านบทสรุปงานวิจัยใน Harvard Business Review, Forbes, ผลวิจัยเรื่องความมั่นใจเกินจริงในที่ทำงาน (phys.org), ประเด็นแพสชันกับความเหลื่อมล้ำทางเพศ (MSNBC) และคำแนะนำดี ๆ ใน VegOut แล้วลองชวนคนใกล้ตัวมาขบคิด เพื่อออกแบบเส้นทางอาชีพในเวอร์ชันที่ยั่งยืนและมีความหมายสำหรับเราจริง ๆ