ผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 พบข้อมูลน่าสนใจว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะโกรธน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคนและวัยหมดประจำเดือน ซึ่งสวนทางกับความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าผู้หญิงวัยนี้มักมีอารมณ์แปรปรวน งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Menopause ของสมาคมวัยหมดประจำเดือนสากล นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้ผู้หญิงไทยเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของตนเองเมื่ออายุมากขึ้น ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลและให้การสนับสนุนผู้หญิงในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
สำหรับผู้หญิงไทยหลายคน ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยหมดประจำเดือนยังคงคลาดเคลื่อนและถูกรายล้อมด้วยอคติ ภาพจำของวัยหมดประจำเดือนและช่วงก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) มักถูกผูกติดกับอาการทางกายภาพ เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ หรือประจำเดือนมาไม่ปกติ แต่แท้จริงแล้ว ช่วงวัยนี้คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างลึกซึ้งด้วยเช่นกัน งานวิจัยนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้หญิงกว่า 500 คน ที่มีอายุระหว่าง 35-55 ปี ในโครงการ Seattle Midlife Women’s Health Study เพื่อค้นหาว่าระดับความโกรธเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยกลางคน ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะพบว่าความโกรธเกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นเอง ปฏิกิริยาโกรธเมื่อเผชิญสถานการณ์กดดัน หรือการแสดงออกอย่างก้าวร้าว ล้วนมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัยกลางคน มีเพียง “ความโกรธที่เก็บกดไว้” เท่านั้นที่ยังคงที่ ไม่ว่าอายุจะเปลี่ยนไปหรือจะอยู่ในช่วงใดของภาวะหมดประจำเดือนก็ตาม
เบื้องหลังของงานวิจัยชิ้นนี้คือความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจและสุขภาพจิตของผู้หญิงที่มีมาอย่างยาวนาน ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่าความโกรธที่รุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิง วัยกลางคนจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญ เพราะผลวิจัยตั้งแต่ยุค 1980 พบว่าผู้หญิงที่โกรธง่ายมักมีความดันโลหิตสูงขึ้นภายใน 3 ปี (ScitechDaily) ยิ่งไปกว่านั้น คะแนน “ความโกรธ” ที่สูงยังสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแดงที่คอหนาตัวขึ้น (Carotid Atherosclerosis) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว ส่วนในด้านอารมณ์ ผู้หญิงที่โกรธบ่อยหรือเจ้าคิดเจ้าแค้นก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อรักษาอาการอื่น ๆ ในช่วงวัยหมดประจำเดือน
ข้อมูลใหม่นี้ได้มอบมุมมองที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นให้กับผู้หญิงไทยและครอบครัว โดยพบว่าเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการควบคุมอารมณ์จะพัฒนาดีขึ้นตามไปด้วย นักวิจัยระบุว่า “อายุมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความโกรธเกือบทุกมิติ ทั้งลักษณะนิสัยที่โกรธง่าย การโกรธเพื่อตอบโต้สถานการณ์ การแสดงออกอย่างก้าวร้าว รวมถึงความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ลดลงอย่างชัดเจนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น มีเพียงความโกรธที่เก็บกดไว้เท่านั้นที่ไม่สัมพันธ์กับอายุ ส่วนช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ส่งผลให้ความโกรธลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังผ่านพ้นช่วงปลายของวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งสะท้อนว่าผู้หญิงวัยกลางคนสามารถจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น” (Menopause Journal Reference)
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเพิ่มเติมว่า สุขภาพจิตในช่วงวัยหมดประจำเดือนส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและการทำงานของผู้หญิงอย่างมาก โดยแพทย์ผู้บริหารฝ่ายวิชาการของสมาคมวัยหมดประจำเดือนสากลกล่าวว่า “ภาวะฮอร์โมนที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในช่วงหลังคลอด รอบเดือนปกติ และช่วงใกล้หมดประจำเดือน อาจกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง โดยเฉพาะความโกรธหรือความเป็นศัตรูกับคนรอบข้าง การให้ความรู้และดูแลภาวะอารมณ์ในช่วงเวลาที่เปราะบางเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้หญิง”
สำหรับผู้อ่านชาวไทย นี่ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจและลบภาพจำผิด ๆ ที่ว่าผู้หญิงวัยกลางคนจะต้องเผชิญกับ “อารมณ์แปรปรวน” อยู่ตลอดเวลา เพราะข้อมูลจริงกลับชี้ว่าช่วงวัยนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ความสงบสุขทางใจค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ “ความโกรธที่เก็บกด” ซึ่งในสังคมไทยมักไม่สนับสนุนการแสดงออกความรู้สึกนี้ โดยเฉพาะในผู้หญิง เนื่องจากค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับความประนีประนอม ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากเลือกที่จะเก็บกดความโกรธไว้ข้างใน แต่การทำเช่นนั้นอย่างต่อเนื่องกลับส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจ ความดันโลหิต และสุขภาพจิตในระยะยาว (PubMed - Menopause Anger and Cardiovascular Risk)
ประเด็นนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพอารมณ์ที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทยสำหรับผู้หญิงวัยกลางคนและสูงวัย แม้หลักธรรมคำสอนของไทยจะเน้นการควบคุมอารมณ์ ซึ่งมีข้อดีในการลดความขัดแย้ง แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้ผู้หญิงหลายคนลังเลที่จะขอความช่วยเหลือหรือพูดคุยปัญหาสุขภาพใจอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขและโครงการรณรงค์ต่าง ๆ ในไทยจึงควรให้ความรู้เรื่องการจัดการอารมณ์โกรธ ไม่ใช่แค่กับผู้ที่แสดงออกอย่างชัดเจน แต่ต้องรวมถึงกลุ่มที่มีแนวโน้มเก็บกดอารมณ์ไว้ด้วย เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอาจรวมถึงการทำสมาธิ การเข้าร่วมกลุ่มพูดคุย หรือการฝึกสติในรูปแบบ “กลุ่มบำบัดอารมณ์” ที่มีรากฐานมาจากพุทธศาสนา นอกจากนี้ การรวมกลุ่มของผู้หญิงเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความรู้สึกได้เช่นกัน (Bangkok Post - Wellness Resources)
เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงครอบครัวและที่ทำงานด้วย ผลการวิจัยชี้ว่าความเข้าใจที่ถูกต้องจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวผู้หญิงเองและคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส ลูกหลาน หรือเพื่อนร่วมงานที่อาจยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ในช่วงวัยนี้ ที่สำคัญคือองค์กรและที่ทำงานควรตระหนักว่าวัยหมดประจำเดือนไม่ใช่แค่ “เรื่องของผู้หญิง” แต่ส่งผลต่อสุขภาวะของทั้งองค์กร จึงควรมีช่องทางให้พนักงานสามารถเข้าถึงการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา เนื่องจากศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา จึงควรมีการศึกษาเปรียบเทียบในกลุ่มผู้หญิงไทยเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจอิทธิพลของปัจจัยทางวัฒนธรรม เช่น การสนับสนุนจากครอบครัว ความเชื่อทางศาสนา และการให้ความรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปแบบการจัดการความโกรธที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การค้นพบว่าอายุและความโกรธที่เก็บกดไม่มีความสัมพันธ์กัน ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องศึกษาต่อไป เพื่อหาแนวทางช่วยให้ผู้หญิงสามารถระบายความรู้สึกดังกล่าวออกมาได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์มากขึ้น
ในอนาคตคาดว่าทรัพยากรสำหรับดูแลผู้หญิงวัยกลางคนในไทยจะต้องขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นและมีทัศนคติต่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น หน่วยงานสาธารณสุขสามารถนำข้อมูลใหม่เหล่านี้ไปพัฒสื่อรณรงค์ที่ให้ภาพว่า “การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ในวัยกลางคน” เป็นเรื่องปกติ และอาจเป็นเรื่องดีสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ การเปิดใจพูดคุยเรื่องวัยหมดประจำเดือน สุขภาพอารมณ์ และสุขภาพหัวใจ ไม่ว่าจะในบ้าน โรงเรียน หรือสถานพยาบาล จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้หญิงวัยกลางคนไทย คือการพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูแลร่างกาย แต่รวมถึงการสังเกตอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองด้วย ลองสังเกตว่าเริ่มมีอาการของการเก็บกดหรือไม่ เช่น เครียดเรื้อรัง ปวดศีรษะ หรือนอนไม่หลับ ลองฝึกเปิดใจระบายความรู้สึกออกมาบ้าง เช่น ฝึกสมาธิ เขียนบันทึก หรือพูดคุยกับเพื่อนสนิทและกลุ่มคนที่ไว้ใจได้
งานวิจัยนี้ยังเน้นย้ำว่าการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ช่องทางออนไลน์ที่น่าเชื่อถือมีทั้งข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือน เว็บไซต์สุขภาพสตรีของกระทรวงสาธารณสุข หรือกลุ่มดูแลสุขภาพผู้หญิง ขณะเดียวกันครอบครัวและชุมชนก็ควรสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างให้สามารถพูดคุยกันได้โดยไม่ตัดสิน เพื่อช่วยเปลี่ยนมุมมองต่อวัยนี้ให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุข ความเข้าใจ และการเติบโตทางความคิด
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดนี้ได้ช่วยเปลี่ยนภาพจำเกี่ยวกับผู้หญิงวัยกลางคนไปในทางบวก และนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ที่สร้างความมั่นใจว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ใจเย็นลงเมื่ออายุมากขึ้น และความสงบสุขทางใจในวัยกลางคนก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมของไทยและประเทศอื่น ๆ จะเป็นตัวกำหนดว่าผู้หญิงแต่ละคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้มากน้อยเพียงใด และข้อมูลเชิงประจักษ์ใหม่ ๆ นี้จะถูกนำไปปรับใช้อย่างแพร่หลายได้เร็วแค่ไหน
อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ “Anger, aging, and reproductive aging: observations from the Seattle Midlife Women’s Health Study” ในวารสาร Menopause (DOI: 10.1097/GME.0000000000002587) (ScitechDaily Article)