เสียงสะท้อนจากบัณฑิตจบใหม่หลายคนที่กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ได้รับการยืนยันจากผลสำรวจล่าสุดของ Kickresume ซึ่งชี้ว่าชาว Gen Z ที่เพิ่งก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย กำลังเผชิญกับตลาดงานที่ท้าทายกว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลหรือ Gen X เกือบสองเท่า โดยตัวเลขล่าสุดเผยว่า บัณฑิตที่จบการศึกษาในปีที่ผ่านมาถึง 58% ยังคงว่างงานและหางานแรกไม่ได้ ตัวเลขนี้พุ่งสูงกว่ายุคก่อนเกือบ 2 เท่า ในขณะที่มีเพียง 12% เท่านั้นที่ได้งานประจำทันทีหลังเรียนจบ ซึ่งลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อน สถานการณ์นี้กำลังสั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าใบปริญญาคือตั๋วเบิกทางสู่อาชีพที่มั่นคง และเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่คนหนุ่มสาวกำลังรู้สึกไม่มั่นคงกับอนาคตทางเศรษฐกิจของตนเองมากขึ้น (Fortune)
ในอดีต เส้นทางจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกการทำงานอาจดูตรงไปตรงมา ครอบครัวและระบบการศึกษาส่วนใหญ่ปลูกฝังว่าการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาคือหลักประกันของอาชีพการงาน แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ว่าภาพนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ความท้าทายที่บัณฑิต Gen Z กำลังเผชิญ ไม่ได้มาจากภาวะหมดไฟหรือขาดแรงบันดาลใจอย่างที่สื่อหรือบุคคลสาธารณะในต่างประเทศบางส่วนวิจารณ์ แต่มีรากฐานมาจากสภาพเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่พลิกโฉมไปอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดงาน
หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือตำแหน่งงานในออฟฟิศจำนวนมากกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีและ AI บริษัทต่าง ๆ หันมาใช้โปรแกรมคัดกรองเรซูเม่และแชทบอทในกระบวนการสรรหา ทำให้โอกาสที่บัณฑิตจะเข้าถึงงานที่เหมาะสมนั้นยากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวนบัณฑิตที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในแต่ละปีก็มีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้กระบวนการรับสมัครงานกลายเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและลดทอนความเป็นมนุษย์ลง นายจ้างหลายแห่งเริ่มใช้เทคนิคใหม่ ๆ ในการคัดคน เช่น แบบทดสอบบุคลิกภาพ หรือแม้กระทั่ง “การสัมภาษณ์งานพร้อมมื้ออาหาร” เพื่อคัดเลือกผู้สมัคร และมีกรณีที่บัณฑิตบางคนต้องส่งใบสมัครงานมากกว่า 1,700 ครั้ง เพียงเพื่อให้ได้โอกาสสัมภาษณ์ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการทำงานประจำอีกหนึ่งอย่าง
ปัญหา NEET เพิ่มขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก
อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือจำนวนเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรมใด ๆ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ตัวเลขในสหรัฐอเมริการะบุว่ามีเยาวชนกลุ่มนี้อยู่ราว 4.3 ล้านคน ขณะที่ในอังกฤษมีจำนวนเพิ่มขึ้น 100,000 คนภายในปีเดียว สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีตัวเลขล่าสุด แต่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเคยชี้ว่าเยาวชนอายุ 15-24 ปีในกลุ่ม NEET มีอยู่ประมาณ 15% และคาดว่าตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะสูงขึ้นตามทิศทางของโลก (NSO Thailand)
มหาวิทยาลัยและการศึกษายังไม่ตอบโจทย์
ผู้บริหารจากบริษัทจัดหางานระดับโลกให้ทัศนะกับ Fortune ว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันอาจกำลังตามโลกของตลาดแรงงานไม่ทัน แม้จะไม่ได้มีเจตนา “ลอยแพ” บัณฑิต แต่หลักสูตรที่มีอยู่กลับถ่ายทอดทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัย ซึ่งเสียงสะท้อนในทำนองเดียวกันก็ดังขึ้นในสังคมไทย ทั้งจากแวดวงวิชาการและนักวางนโยบาย หลายฝ่ายมองตรงกันว่าหลักสูตรที่ล้าสมัยและบริการแนะแนวอาชีพที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ กำลังสร้างช่องว่างขนาดใหญ่ ทำให้บัณฑิตจำนวนมากขาดทักษะที่ตลาดงานยุคใหม่ต้องการ (Bangkok Post)
กลยุทธ์ใหม่ในการหางาน
การยื่นใบสมัครงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับบัณฑิตยุคนี้อีกต่อไป หลายคนจึงต้องหันมาใช้วิธีที่สร้างสรรค์มากขึ้น เช่น ในต่างประเทศมีบัณฑิตที่ลงทุนแจกโดนัทพร้อมแนบเรซูเม่ หรืออาสาไปช่วยงานในที่ประชุมต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสพบปะกับนายจ้างโดยตรง สำหรับในไทยเอง ก็มีข้อมูลว่าบัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะรับงานฟรีแลนซ์ งานชั่วคราว หรืองานฝึกงาน เพื่อสั่งสมประสบการณ์และสร้างคอนเนคชั่นสำหรับอนาคต
ทักษะและความยืดหยุ่น: อาวุธสำคัญในยุคนี้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีสัญญาณบวกอยู่บ้าง Kickresume แนะนำว่าบัณฑิตไม่ควรยึดติดกับกรอบความคิดว่า “งานแรกต้องตรงสาย” หรือ “ต้องเป็นงานในฝันเท่านั้น” เพราะทุกประสบการณ์ล้วนเป็นบทเรียนและบันไดก้าวสำคัญไปสู่อนาคตได้ สอดคล้องกับคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านอาชีพของมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่ชี้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ลงมือทำงานจริง แม้งานแรกอาจไม่ตรงกับที่เรียนมา แต่ก็ยังให้ประโยชน์มหาศาล ดังนั้น ทักษะการปรับตัวจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่เยาวชนไทยต้องมีเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ (Kickresume Report)
ภาคธุรกิจและตลาดแรงงานไทย
ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากทั้งแนวโน้มระดับโลกและปัจจัยภายในประเทศเอง สำนักงาน ก.พ. ระบุว่าในแต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานมากกว่า 250,000 คน ส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการจ้างงานบางส่วนยังคงให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายส่วนตัว (เส้นสาย) ทำให้บัณฑิตที่มาจากต่างจังหวัดหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่สถาบันชั้นนำอาจเสียเปรียบ นอกจากนี้ ยังมีความไม่สอดคล้องกันอย่างชัดเจนระหว่างทักษะที่นายจ้างต้องการกับสิ่งที่มหาวิทยาลัยผลิตออกมา โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยี ภาษาอังกฤษ และการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งผลสำรวจโดยกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) พบว่านายจ้างกว่า 40% มองว่าการขาด “ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น (soft skills)” เป็นอุปสรรคสำคัญในการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ (MHESI Thailand)
แนวทางออกจากวิกฤต
รายงานของ Kickresume และ Fortune สะท้อนภาพอนาคตของตลาดแรงงานที่จะเปลี่ยนไปอย่างน้อย 3 มิติ คือ 1) ทั้งบัณฑิตและมหาวิทยาลัยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับกระบวนการสมัครงานยุค AI และระบบอัตโนมัติ ซึ่งหมายถึงการต้องเร่งพัฒนา “soft skills” ที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้ เช่น การสื่อสาร การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความคิดสร้างสรรค์ 2) แนวคิด “ทำงานที่เดียวไปจนเกษียณ” กำลังจะกลายเป็นอดีต เด็กไทยรุ่นใหม่ต้องเตรียมใจให้พร้อมกับอาชีพในรูปแบบสัญญาจ้าง งานฟรีแลนซ์ และการเปลี่ยนสายงานหลายครั้งตลอดชีวิตการทำงาน 3) ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนการจ้างงานที่ตรงจุด เช่น มาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับบริษัทที่จ้างงานเยาวชน การขยายโอกาสฝึกงานที่มีคุณภาพ และการพัฒนาระบบแนะแนวอาชีพที่เข้มข้นตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงอุดมศึกษา
สำหรับเยาวชนและครอบครัวไทย สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือเส้นทางจากห้องเรียนสู่โลกการทำงานอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนในอดีตอีกต่อไป ผู้ที่มีความยืดหยุ่น เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในท้ายที่สุด ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และนายจ้าง จำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงานได้อย่างราบรื่น และลดจำนวนผู้ที่ท้อแท้จนหลุดออกจากระบบไป ข้อแนะนำสำหรับบัณฑิตไทยคือ ลองมองหางานในสายที่ยังขาดแคลนบุคลากร เช่น กลุ่มธุรกิจสุขภาพหรือพลังงานสะอาด พัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและการสื่อสารให้แข็งแกร่ง ลองฝึกงานหรือทำงานอาสาสมัครเพื่อสร้างสะพานไปสู่การจ้างงานจริง และสร้างเครือข่ายทั้งในโลกออนไลน์และในชีวิตจริง
บทสรุปจากนักวิจัย Kickresume ย้ำเตือนว่า การหางานในยุคนี้เปรียบเสมือน “การวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น” ความอดทนและความยืดหยุ่นคืออาวุธที่สำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิตลาดแรงงาน
แหล่งข้อมูล: Fortune, Kickresume Report, NSO Thailand, Bangkok Post, MHESI Thailand