พระศาสดา ครั้นทรงนำชาดกนี้มาแล้ว ทรงถอนลูกศรคือความเศร้าโศกของอุบาสกนั้นแล้ว ทรงประกาศสัจจะให้สูงๆ ขึ้น. ในเวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล.

อุรคเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๒. อุรคเปตวัตถุ

เรื่องเปรตผู้จากไปเหมือนงูลอกคราบ

             (พราหมณ์ เมื่อจะบอกเหตุแห่งการไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า)

             [๘๕] บุตรของข้าพเจ้าละร่างกายของตนไปเหมือนงูลอกคราบ ในเมื่อร่างกายใช้การไม่ได้ก็ตายจากไปอย่างนี้

             [๘๖] เมื่อพวกญาติเผาอยู่ บุตรของข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า พวกญาติพากันร้องไห้คร่ำครวญถึง เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา เขาไปตามทางของเขา

             (นางพราหมณี เมื่อจะบอกเหตุแห่งการไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า)

             [๘๗] บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมา ก็มาแล้วจากโลกอื่นนั้น ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป ก็ไปแล้วจากมนุษยโลกนี้ เขามาอย่างไร เขาก็ไปแล้วอย่างนั้น ทำไมจะต้องไปร่ำไห้ถึงบุคคลที่ไม่อยู่ในอำนาจนั้นเล่า

             [๘๘] เมื่อพวกญาติเผาอยู่ บุตรของดิฉันก็ไม่รู้ว่า พวกญาติพากันร้องไห้คร่ำครวญถึง เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา เขาไปตามทางของเขา

             (น้องสาวกล่าวว่า)

             [๘๙] ถ้าดิฉันร้องไห้ ก็จักซูบผอม ผลอะไรจะพึงมีแก่ดิฉันในการร้องไห้นั้น ญาติมิตรและสหายของพวกเราจะพึงมีความไม่สบายใจอย่างยิ่ง

             [๙๐] เมื่อพวกญาติเผาอยู่ พี่ชายของดิฉันก็ไม่รู้ว่า พวกญาติพากันร้องไห้คร่ำครวญถึง เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา เขาไปตามทางของเขา

             (ส่วนภรรยาของเขากล่าวว่า)

             [๙๑] ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ความเศร้าโศกของผู้นั้น เปรียบเหมือนทารกร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์ซึ่งโคจรอยู่

             [๙๒] เมื่อพวกญาติเผาอยู่ สามีของดิฉันก็ไม่รู้ว่า พวกญาติพากันร้องไห้คร่ำครวญถึง เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา เขาไปตามทางของเขา

             (ส่วนนางทาสีกล่าวว่า)

             [๙๓] ท่านพราหมณ์ หม้อน้ำที่แตกแล้ว พึงประสานให้เป็นดังเดิมอีกไม่ได้ฉันใด ความเศร้าโศกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ฉันนั้น

             [๙๔] เมื่อพวกญาติเผาอยู่ นายของดิฉันก็ไม่รู้ว่า พวกญาติพากันร้องไห้คร่ำครวญถึง เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา เขาไปตามทางของเขา

อุรคเปตวัตถุที่ ๑๒ จบ

------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค

๑๒. อุรคเปตวัตถุ

               อรรถกถาอุรคเปตวัตถุที่ ๑๒               

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสกคนหนึ่ง  ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี บุตรของอุบาสกคนหนึ่งได้ถึงแก่กรรมลง. เพราะเหตุที่บุตรตายลง อุบาสกนั้นจึงถึงความเศร้าโศกร่ำไร ออกไปข้างนอก ไม่อาจจะทำการงานอะไรๆ ได้ จึงอยู่แต่ในเรือนเท่านั้น. ครั้นในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นอุบาสกนั้น.
               ในเวลาเช้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร ได้เสด็จไปยังเรือนของอุบาสกนั้นแล้ว ประทับยืนอยู่ที่ประตู.
               ฝ่ายอุบาสกทราบว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงรีบลุกขึ้นไปต้อนรับแล้ว รับบาตรจากพระหัตถ์ แล้วให้เสด็จเข้าบ้าน ให้คนปูลาดอาสนะถวาย.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว. ฝ่ายอุบาสกไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะอุบาสกนั้นว่า ดูก่อนอุบาสก ทำไมจึงปรากฏดูเหมือนเศร้าโศกไป. อุบาสกกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุตรที่รักของข้าพระองค์ตายไป เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศก.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงบรรเทาความเศร้าโศกของเขา จึงตรัสอุรคชาดกว่า :-
               ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสี ได้มีตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่าธรรมปาละ. ในตระกูลพราหมณ์นั้นมีคนเหล่านี้คือ พราหมณ์ พราหมณี บุตร ธิดา ลูกสะใภ้และทาสีทั้งหมดได้มีความยินดีในการเจริญมรณานุสสติ. บรรดาชนเหล่านั้น คนผู้ที่จะออกไปจากเรือนจะให้โอวาทคนที่เหลือแล้ว ไม่ห่วงใยออกไป.
               ครั้นวันหนึ่ง พราหมณ์กับบุตรออกจากเรือนไปไถนา. บุตรสุมหญ้าใบไม้และฟืนแห้งๆ อยู่. งูเห่าตัวหนึ่งในที่นั้นเลื้อยออกจากโพรงไม้ เพราะกลัวถูกเผาไฟจึงกัดบุตรคนนี้ของพราหมณ์. เขาสลบไปเพราะกำลังพิษล้มลงตรงนั้นเอง ตายแล้วเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช.
               พราหมณ์เห็นบุตรตายแล้ว จึงพูดกะบุรุษคนหนึ่งผู้เดินไปใกล้ที่ทำงานอย่างนี้ว่า สหายเอ๋ย ท่านจงไปเรือนของเรา แล้วบอกนางพราหมณีอย่างนี้ว่า จงอาบน้ำ นุ่งผ้าขาว ถือเอาภัตรและดอกไม้ของหอมเป็นต้นสำหรับคนผู้เดียวแล้วจงรีบมา. บุรุษนั้นไปที่เรือนนั้นแล้ว บอกให้ทราบอย่างนั้น.
               ฝ่ายชนในเรือนก็ได้ทำตาม. พราหมณ์อาบน้ำ บริโภคอาหารแล้วลูบไล้มีชนบริวารห้อมล้อม ยกร่างของบุตรขึ้นเชิงตะกอน จุดไฟเผา ไม่เศร้าโศก ไม่เดือดร้อน ได้ยืนมนสิการถึงอนิจจสัญญา เหมือนเผาท่อนไม้.
               ลำดับนั้น บุตรของพราหมณ์บังเกิดเป็นท้าวสักกะ. และท้าวสักกะนั้นก็ได้เป็นพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย. พระองค์ทรงพิจารณาชาติก่อนของพระองค์ และบุญที่ได้ทำไว้ เมื่อจะอนุเคราะห์บิดาและพวกญาติ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาในที่นั้น เห็นพวกญาติไม่เศร้าโศก จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญเผามฤคจงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าหิวจริง.
               พราหมณ์กล่าวว่า ไม่ใช่มฤค แต่เป็นมนุษย์นะ พราหมณ์.
               ท้าวสักกะกล่าวว่า ผู้นี้เป็นศัตรูของพวกท่านหรือไง.
               พราหมณ์กล่าวว่า ไม่ใช่ศัตรู, เขาเป็นบุตรรุ่นหนุ่ม มีคุณมาก เป็นโอรสเกิดในอก.
               ท้าวสักกะกล่าวว่า เมื่อบุตรรุ่นหนุ่มมีคุณเห็นปานนั้นตายไป ทำไมพวกท่านจึงไม่เศร้าโศกกันเล่า.
               พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่เศร้าโศก จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
               บุตรของเรา ละสรีระอันคร่ำคร่าของตนไป เหมือนงูลอกคราบ เมื่อสรีระใช้สอยไม่ได้ ละไปแล้วทำกาละไปแล้วอย่างนี้ บุตรของเราเมื่อญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ถึงความร่ำไรของพวกญาติได้ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา. คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
               เมื่อพราหมณ์ได้กล่าวถึงเหตุที่ตนไม่เศร้าโศก เมื่อได้ประกาศถึงความฉลาดในมนสิการโดยปริยายอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะผู้มาในรูปร่างพราหมณ์ จึงตรัสกะนางพราหมณีว่า แม่คุณผู้ตายนั้น เป็นอะไรกับท่าน.
               พราหมณีกล่าวว่า นาย เขาเป็นบุตรของฉัน ฉันบริหารครรภ์มาถึง ๑๐ เดือน ให้ดื่มน้ำนม ประคบประหงมมือและเท้า จนเติบโต.
               ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ เริ่มแรกบิดาไม่ร้องไห้ เพราะเขาเป็นผู้ชาย แต่ธรรมดาว่ามารดามีหทัยอ่อนโยน เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ร้องไห้เล่า.
               นางได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
               บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมาก็มาจากปรโลกนั้น ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป ก็ไปแล้วจากมนุษยโลกนี้ เขามาอย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น ทำไมจะต้องไปร่ำไร ในการไปจากโลกนี้ของเขาเล่า.
               เขาถูกพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา, คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
               พราหมณีแสดงว่า ความร่ำไรนั้นไม่สมควร ผู้มีปัญญาไม่พึงกระทำ.
               ท้าวสักกะครั้นได้สดับคำของนางพราหมณีอย่างนี้แล้ว จึงถามน้องสาวของเขาว่า แม่คุณ เขาเป็นอะไรกับเธอหรือ?
               น้องสาวตอบว่า เขาเป็นพี่ชายของฉันจ๊ะนาย.
               ท้าวสักกะถามว่า แน่ะแม่ ธรรมดาว่าน้องสาวจะต้องรักพี่ชาย เพราะเหตุไรเธอจึงไม่ร้องไห้เล่า.
               ฝ่ายนางเมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
               ถ้าดิฉันร้องไห้ ก็จะผ่ายผอม ผลอะไรจะพึงมีแก่ฉัน ในการร้องไห้นั้น ความไม่สบายใจก็จะพึงมีแก่ญาติมิตรและสหายยิ่งขึ้น. พี่ชายของดิฉันถูกเผาอยู่ ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ไปสู่คติอันนั้น.
               ท้าวสักกะได้สดับคำของน้องสาวอย่างนั้นแล้ว จึงกล่าวกะภริยาของเขาว่า เธอเป็นอะไรกะเขา?
               นางตอบว่า เขาเป็นสามีของดิฉันจ๊ะนาย.
               ท้าวสักกะตรัสว่า นางผู้เจริญ ธรรมดาสตรีย่อมมีความเสน่หาในสามี และหญิงหม้ายในสามีนั้น ย่อมเป็นคนไร้ที่พึ่ง เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้.
               ฝ่ายนาง เมื่อจะบอกเหตุที่ตนไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
               ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนทารกร้องไห้ถึงพระจันทร์อันลอยอยู่ในอากาศ ฉะนั้น. สามีดิฉันถูกพวกญาติเผาอยู่ ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
               ท้าวสักกะครั้นฟังคำภริยาของเขาอย่างนั้นแล้ว จึงถามทาสีว่า เธอเป็นอะไรกะเขา?
               ทาสีตอบว่า เขาเป็นนายของดิฉันจ๊ะ.
               ท้าวสักกะกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เธอคงจักถูกเขาโบยตีแล้วใช้ให้ทำการงาน เพราะฉะนั้น เธอเห็นจะไม่ร้องไห้ ด้วยคิดว่าเราพ้นดีแล้วจากเขา.
               นางทาสีกล่าวว่า นาย อย่าได้พูดอย่างนั้นกะดิฉันเลย ทั้งข้อนั้นก็ไม่สมควรแก่ดิฉัน. บุตรของเจ้านายดิฉันพร้อมด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง ชอบกล่าวความถูกต้อง ได้เป็นเหมือนบุตรที่เติบโตในอก.
               ท้าวสักกะกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้.
               ฝ่ายนางทาสี เมื่อจะบอกเหตุที่ตนไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
               ข้าแต่ท่านผู้เป็นเหล่ากอของพรหม หม้อน้ำที่แตกแล้วจะพึงประสานให้ติดอีกไม่ได้ฉันใด ผู้ใดเศร้าโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนฉันนั้น นายของดิฉันถูกพวกญาติเผาอยู่ ก็ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงท่าน คติอันใดของท่านมีอยู่ ท่านก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
               ท้าวสักกะ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของคนเหล่านั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายเจริญมรณัสสติชอบทีเดียว ตั้งแต่นี้ไป ท่านทั้งหลายไม่มีกิจที่จะทำมีการไถนาเป็นต้น ดังนี้แล้วจึงทำเรือนของชนเหล่านั้นให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ โอวาทว่า ท่านทั้งหลายอย่าประมาทจงให้ทาน รักษาศีล ทำอุโบสถกรรมและบอกให้คนเหล่านั้นรู้จักพระองค์แล้ว เสด็จไปสู่ที่ของพระองค์แล.
               แม้ชนเหล่านั้นมีพราหมณ์เป็นต้น ทำบุญมีทานเป็นต้น ดำรงอยู่ชั่วอายุแล้ว บังเกิดในเทวโลก.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำชาดกนี้มาแล้ว ทรงถอนลูกศรคือความเศร้าโศกของอุบาสกนั้นแล้ว ทรงประกาศสัจจะให้สูงๆ ขึ้น. ในเวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล.


               จบอรรถกถาอุรคเปตวัตถุที่ ๑๒               
               -----------------------------------------------------