งานวิจัยชิ้นล่าสุดกำลังไขข้อข้องใจเกี่ยวกับผลของการเสริมวิตามินดีต่อระดับความดันโลหิต ซึ่งจุดประกายความหวังให้คนไทยจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจุบันพบในคนไทยถึง 1 ใน 4 คน วิตามินดีเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน และการทำงานของกล้ามเนื้อ แต่พักหลังมานี้เกิดคำถามขึ้นว่า วิตามินดีจะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้จริงหรือไม่ ผลการวิจัยใหม่ชี้ให้เห็นความจริงที่ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะผลของวิตามินดีต่อความดันโลหิตนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะภาวะขาดวิตามินดีและระดับความดันโลหิตเดิม

ประเด็นนี้จึงน่าสนใจเป็นพิเศษในบริบทของประเทศไทย เพราะโรคความดันโลหิตสูงยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ข้อมูลจากการศึกษาในปี ๒๕๖๗ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร BMC Public Health และ PubMed ระบุว่าประชากรไทยมีความชุกของโรคนี้แบบปรับตามอายุสูงถึงร้อยละ ๒๕.๗ และน่ากังวลว่ามีผู้ที่ควบคุมความดันโลหิตได้สำเร็จน้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของผู้ป่วยทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ภาวะขาดวิตามินดีก็พบได้บ่อยไม่แพ้กัน ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ (ระหว่างร้อยละ ๓๔–๖๙) และทารกที่กินนมแม่เพียงอย่างเดียว (มากกว่าร้อยละ ๓๕) ตามข้อมูลจาก PubMed และ ScienceDirect สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากคนไทยซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงร่วมเหล่านี้ได้รับวิตามินดีเสริม จะช่วยให้ควบคุมความดันได้ดีขึ้นหรือไม่

เมื่อเจาะลึกผลการศึกษาทางคลินิกกลับพบว่าข้อมูลยังคงขัดแย้งกันอยู่ งานวิจัยและบทวิเคราะห์หลายชิ้นได้พยายามทดสอบประสิทธิภาพของวิตามินดีในการลดความดันโลหิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภาวะความดันสูงอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น รายงานใน Journal of the Endocrine Society ปี ๒๕๖๘ พบว่าการให้วิตามินดีร่วมกับแคลเซียมสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ในบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุที่มีภาวะขาดวิตามินดีและมีภาวะอ้วน (MSN Health News) ขณะที่บทวิเคราะห์จาก Knowridge ชี้ว่าวิตามินดีมีบทบาทต่อระบบเรนิน-แอนจิโอเทนซิน-อัลโดสเตอโรน (RAAS) ซึ่งเป็นกลไกฮอร์โมนสำคัญที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือในร่างกาย และส่งผลโดยตรงต่อความดันโลหิต (Knowridge)

อย่างไรก็ตาม ในแวดวงการแพทย์ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ งานวิจัยขนาดใหญ่ที่เป็นการทดลองแบบสุ่มและบทวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) หลายฉบับพบว่าวิตามินดีช่วยลดความดันโลหิตได้เพียงเล็กน้อย หรือบางครั้งก็ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเลย โดยภาพรวมแล้ว นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า การเสริมวิตามินดีอาจให้ประโยชน์อยู่บ้างในกลุ่มผู้ที่มีทั้งภาวะความดันโลหิตสูงและขาดวิตามินดีร่วมกัน แต่ก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะได้ผลกับทุกคน

ผู้เชี่ยวชาญจาก Verywell Health ให้ความเห็นว่า “สถานการณ์ที่มีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุดคือ วิตามินดีอาจช่วยลดความดันโลหิตได้ หากคุณมีความดันสูงและมีระดับวิตามินดีต่ำอยู่แล้ว… แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะได้ผลเสมอไป” (Verywell Health) ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการทบทวนวรรณกรรมใน PubMed ปี ๒๕๖๘ ซึ่งเสนอว่าวิตามินดีควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเท่านั้น ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาตามความจำเป็น

ในบริบทของคนไทย ปัจจัยเฉพาะอย่างพันธุกรรม สีผิว วิถีชีวิต และการได้รับแสงแดด ล้วนส่งผลให้คนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในเมือง ผู้หญิง และผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงขาดวิตามินดีมากกว่าประชากรในเขตหนาว ผู้ที่หลีกเลี่ยงแสงแดดด้วยเหตุผลด้านความงามหรือสุขภาพผิว หรือบริโภคปลาน้อยและผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมน้อย จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปอีก งานวิจัยปี ๒๕๖๗ ชี้ว่าผู้สูงอายุไทยมากถึงร้อยละ ๖๙ อาจมีระดับวิตามินดีต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์หากคิดจะเริ่มรับประทานวิตามินดีเสริม (ScienceDirect)

ผู้ชำนาญการด้านต่อมไร้ท่อในโรงพยาบาลระดับชาติท่านหนึ่งได้เตือนว่า ไม่ควรซื้อวิตามินดีขนาดสูงมารับประทานเองโดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์ สำหรับขนาดที่แนะนำต่อวันคือ ทารก ๔๐๐ IU, เด็กและผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ๖๐๐ IU และผู้สูงอายุ ๘๐๐ IU ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงขาดวิตามินดี เช่น ผู้ที่ทำงานในร่มตลอดเวลา อาจต้องการ ๑,๐๐๐–๒,๐๐๐ IU ต่อวัน การรับประทานเกินขนาด (มากกว่า ๔,๐๐๐ IU ต่อวัน) อาจนำไปสู่ภาวะพิษจากวิตามินดี ซึ่งมีผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ไตทำงานผิดปกติ สับสน และหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สำหรับคนไทย “ความสัมพันธ์ระหว่างวิตามินดีและความดันโลหิต” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอัตราการควบคุมความดันโลหิตในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ แพทย์ไทยส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ตรวจระดับวิตามินดีในเลือดก่อนเริ่มรับประทานวิตามินดีเสริม เพราะไม่ว่าจะมากไปหรือน้อยไปก็ล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน นอกจากนี้ แสงแดดยังคงเป็นแหล่งวิตามินดีที่ดีที่สุดจากธรรมชาติ ตราบใดที่เราออกไปรับแดดอย่างพอเหมาะ ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนจึงมีความได้เปรียบในเรื่องนี้ เพียงแค่เปิดผิวให้โดนแดดอ่อน ๆ ประมาณ ๑๕–๓๐ นาที สัปดาห์ละหลายครั้งก็เพียงพอแล้ว แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องผิวไหม้และป้องกันมะเร็งผิวหนังควบคู่ไปด้วย (Khaleej Times)

เมื่อมองในด้านโภชนาการ อาหารไทยดั้งเดิมมักเน้นข้าวขาวและมีไขมันต่ำ ไม่ค่อยมีปลาน้ำลึกไขมันสูง และบริโภคผลิตภัณฑ์นมในปริมาณน้อย โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่วิถีชีวิตเปลี่ยนไป ทำให้เสี่ยงต่อการได้รับวิตามินดีและแคลเซียมไม่เพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการเสริมสารอาหารในผลิตภัณฑ์อาหาร (food fortification) เหมือนในบางประเทศ พร้อมทั้งรณรงค์เรื่องอาหารที่สมดุลและการป้องกันแสงแดดอย่างเหมาะสมในกลุ่มประชากรต่าง ๆ ต่อไป

ในอนาคตยังมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าการใช้วิตามินดีร่วมกับแคลเซียมหรือโปรไบโอติกอาจช่วยเสริมฤทธิ์ต่อสุขภาพความดันโลหิตได้หรือไม่ การทดลองทางคลินิกล่าสุดในกลุ่มผู้ป่วยไมเกรนพบว่า การให้สารอาหารเสริมร่วมกันช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความเครียดจากอนุมูลอิสระได้ แต่ยังจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโดยตรง (PubMed) งานวิจัยที่ทำกับกลุ่มประชากรไทยโดยเฉพาะจะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดปริมาณที่เหมาะสมและวางกลยุทธ์ส่งเสริมสุขภาพในอนาคต

สำหรับผู้อ่านที่กังวลเรื่องความดันโลหิตสูงหรือภาวะขาดวิตามินดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานวิตามินดีเสริม แพทย์จะช่วยประเมินความเสี่ยงโดยการตรวจเลือดและซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทั้งในเรื่องอายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ วิถีชีวิต และพฤติกรรมการบริโภค ส่วนผู้ที่รับประทานยาควบคุมความดันโลหิตอยู่แล้ว ไม่ควรหยุดยาเอง และไม่ควรมองว่าวิตามินดีเป็นยาทดแทน การออกกำลังกายกลางแจ้งในเวลาที่ปลอดภัย การรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี และการดูแลสุขภาพในภาพรวม ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของคนไทย

ข้อควรปฏิบัติสำหรับคนไทย

  • เข้ารับการตรวจวัดระดับวิตามินดีหากคุณมีความเสี่ยงหรือมีภาวะความดันโลหิตสูง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสมกับวัยและภาวะสุขภาพ ไม่ซื้อวิตามินดีขนาดสูงมารับประทานเอง
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ปลาที่มีไขมัน ไข่แดง และผลิตภัณฑ์อาหารที่เสริมวิตามินดี
  • หาเวลาออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ในช่วงเวลาที่ปลอดภัยเป็นประจำ
  • ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด

การให้ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง การวิจัยที่มุ่งเน้นกลุ่มประชากรไทยโดยตรง และการสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทของโภชนาการ แสงแดด และการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของคนไทยให้แข็งแรงในระยะยาว

แหล่งข้อมูล