ภาพฝันของพ่อแม่ชาวอเมริกันที่ลูกๆ จะโบยบินออกจากรังไปสร้างชีวิตของตัวเอง กำลังกลายเป็นเรื่องที่หาได้ยากในยุคปัจจุบัน เมื่อพ่อแม่จำนวนมากจำต้องสละความมั่นคงทางการเงินและเงินเก็บเพื่อการเกษียณ มาช่วยเหลือลูกที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วให้ประคองตัวรอดท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวในสหรัฐฯ ต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกที่อายุเกิน ๑๘ ปี ไม่ว่าจะเป็นการช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือยอมให้กลับมาอาศัยอยู่ที่บ้าน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของครอบครัวที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากในอดีต ภายใต้แรงกดดันจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง ค่าที่อยู่อาศัยที่แพงขึ้น และรายได้ที่โตไม่ทัน ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
ภาระหนักอึ้ง: พ่อแม่ควักเงินแสนต่อเดือนเลี้ยงลูกโต
เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในย่านเชอร์แมน โอ๊คส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน พ่อแม่วัยเกษียณคู่นี้ต้องใช้จ่ายเงินบางเดือนสูงถึง ๕,๐๐๐ ดอลลาร์ (ราว ๑๗๐,๐๐๐ บาท) เพื่อดูแลลูกสาววัย ๒๗ ปีที่ย้ายกลับเข้ามาอยู่บ้านด้วยกัน แม้ในอดีตบ้านจะเป็นเสมือนเซฟโซนที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกในช่วงเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นภาระระยะยาวที่กัดกินเงินออมและสั่นคลอนความมั่นคงทางการเงินของคนรุ่นพ่อแม่โดยตรง
ผลวิจัยจาก Savings.com เว็บไซต์ด้านการเงินในปี ๒๕๖๘ เผยว่า พ่อแม่ชาวอเมริกันกว่าครึ่งที่มีลูกโตเกิน ๑๘ ปี ยังคงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง ๑,๔๗๔ ดอลลาร์ หรือเกือบ ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือแม้กระทั่งค่าดูแลสัตว์เลี้ยงในบางกรณี ปรากฏการณ์ “เด็กบูมเมอแรง” หรือลูกวัยผู้ใหญ่ที่ย้ายกลับมาอยู่บ้านพ่อแม่จึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมในหลายพื้นที่แล้ว
ลูกโตคืนรัง พ่อแม่แบกภาระเพิ่ม
ข้อมูลจาก Pew Research Center ระบุว่า ในปี ๒๕๖๖ พ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัย ๑๘-๓๔ ปี มากถึง ๖๐% ต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินอย่างน้อยหนึ่งอย่าง โดยค่าใช้จ่ายอันดับต้นๆ คือ ค่าสาธารณูปโภค (๒๘%) ค่าเทคโนโลยีและบริการรายเดือน (๒๕%) และค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน (๑๗%) ที่น่ากังวลคือ กว่าหนึ่งในสามของพ่อแม่กลุ่มนี้ยอมรับว่าการช่วยเหลือลูกส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสถานะการเงินของตนเองโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์ต่อปี
รากเหง้าของปัญหานี้มีความซับซ้อน คนรุ่นมิลเลนเนียลและเจเนอเรชัน Z ในอเมริกาต้องทำงานหนักขึ้น แต่กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหนี้การศึกษา ค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่สูงลิ่ว และรายได้ที่ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ แม้จะมีการศึกษาสูงและมีงานทำเป็นหลักแหล่ง แต่ช่วงเวลาที่จะแยกออกไปสร้างครอบครัวของตัวเองกลับถูกยืดออกไปเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ในช่วงอายุ ๑๘-๓๔ ปี ราวหนึ่งในสามยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
ความเสี่ยงต่ออนาคตวัยเกษียณของพ่อแม่
นักวางแผนทางการเงินในอเมริกาต่างออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า การต้องคอยสนับสนุนลูกวัยผู้ใหญ่อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเงินออมและแผนเกษียณของพ่อแม่ สองในสามของผู้ปกครองที่ต้องช่วยเหลือลูกวัยผู้ใหญ่ จำเป็นต้องลดเงินออมของตัวเอง ชะลอแผนเกษียณ หรือแม้กระทั่งต้องขายบ้านทิ้ง และในบางรายอาจต้องก่อหนี้เพิ่ม ไปจนถึงการดึงเงินเก็บฉุกเฉินมาใช้ หรือหยุดชำระหนี้สินของตนเอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินและนักวิเคราะห์ต่างแนะนำให้พ่อแม่เปิดอกพูดคุยกับลูกเพื่อกำหนดขอบเขตความช่วยเหลือที่ชัดเจน ไม่ควรให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของตนเองในบั้นปลาย
อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงเต็มใจที่จะช่วยเหลือลูกหลาน ด้วยแรงผลักดันทางใจและความผูกพันในครอบครัวเป็นสำคัญ แม้จะรู้ดีว่าสถานะทางการเงินของตนอาจต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น ข้อมูลชี้ว่า ๗๔% ของพ่อแม่ที่ลูกโตกลับมาอยู่บ้านมองว่า การตัดสินใจนี้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญยังคงย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยเรื่องเงินและการสนับสนุนกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้บานปลายในระยะยาว
สังคมไทยก็เผชิญปัญหาไม่ต่างกัน
ปรากฏการณ์การพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างรุ่นคนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศที่พัฒนาแล้วก็กำลังเผชิญกับความท้าทายในลักษณะเดียวกัน แม้สังคมไทยจะมีวัฒนธรรมการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุที่ฝังรากลึก แต่ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพในเมืองที่สูงขึ้น ก็ทำให้ลูกหลานจำนวนมากยังต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่และพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะภาวะการจ้างงานที่ไม่แน่นอน ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น หรือผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-๑๙
ในบริบทของไทย แม้ลูกที่โตแล้วมักจะมีหน้าที่ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวหรือรับผิดชอบงานบ้าน แต่ในความเป็นจริง ค่าครองชีพโดยเฉพาะค่าที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่นั้นสูงกว่ารายได้เริ่มต้นของคนทำงานส่วนใหญ่ ส่งผลให้การสร้างความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ในไทยยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้น นักวิชาการต่างออกมาเตือนว่า หากปรากฏการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเปราะบางทางการเงินให้กับผู้สูงอายุ และอาจขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้กว้างขึ้นอีก
ความเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมครอบครัว
กระแส “รังว่าง” ที่พ่อแม่จะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นส่วนตัวในวัยเกษียณ ได้กลายเป็นภาพที่หาดูได้ยากในสังคมปัจจุบัน หลายครอบครัวกลับต้องเตรียมใจที่จะต้องคอยช่วยเหลือลูกไปจนถึงวัยทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความฝันที่จะได้เกษียณอย่างมีความสุข ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย
ในอนาคต หากภาครัฐยังไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งในด้านที่อยู่อาศัย การจ้างงาน หรือสวัสดิการสุขภาพที่ดีพอ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าปัญหานี้จะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการออมและความมั่นคงในระยะยาวของคนทุกรุ่น ทั้งรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูก
ทางออกสำหรับครอบครัวไทย
ครอบครัวไทยควรให้ความสำคัญกับการเปิดใจพูดคุยเรื่องการเงินอย่างตรงไปตรงมา และวางแผนการช่วยเหลือตามลำดับความจำเป็น พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับเงินออมฉุกเฉินและแผนเกษียณของตนเองเป็นอันดับแรก เพราะนี่คือหลักประกันที่สำคัญที่สุดทั้งต่อตนเองและต่ออนาคตของลูกในระยะยาว การขอคำปรึกษาจากนักวางแผนทางการเงินมืออาชีพหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา นอกจากนี้ ภาครัฐและชุมชนควรเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย การจ้างงาน และการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรตระหนักว่า ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและความมั่นคงในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนร่วมมือกันสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังแบบดั้งเดิมกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน
สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องราวนี้ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเปิดใจพูดคุยและร่วมแรงร่วมใจกันภายในครอบครัวเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ไม่ควรปิดบังปัญหาทางการเงินหรือแบกรับภาระไว้คนเดียวจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและอนาคต การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและการยอมรับความจริงเกี่ยวกับข้อจำกัดทางการเงินของตน จะช่วยป้องกันความยากลำบากในระยะยาวได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคม เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเติบโตอย่างอิสระ โดยไม่ต้องแลกมาด้วยความมั่นคงของคนรุ่นพ่อแม่