ทั่วโลกกำลังเกิดปรากฏการณ์ปลุกชีวิตให้สถานที่รกร้างที่เคยถูกหลงลืม ให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกครั้ง ตามรายงานล่าสุดของ CNBC สถานที่เหล่านี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกทอดทิ้งจากพิษสงคราม ภัยพิบัติ การล่มสลายทางอุตสาหกรรม หรือกาลเวลาที่ผันผ่าน กำลังดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้นทุกปี มอบทั้งความตื่นเต้นและบทเรียนประวัติศาสตร์ว่าด้วยความทรหดอดทน ไม่ว่าจะเป็นซากปรักหักพัง ซากเรืออับปาง เมืองร้าง หรือร่องรอยจากสงคราม ต่างถูกพลิกโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวสุดคูล สะท้อนเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ซึ่งความต้องการประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร มาบรรจบกับความพยายามในการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน
แม้ว่านักเดินทางชาวไทยจะคุ้นเคยกับการแสวงหาสถานที่มหัศจรรย์ทั้งทางธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่กระแสไวรัลการท่องเที่ยวสถานที่รกร้างที่กำลังฮิตทั่วโลก ก็กำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงจุดหมายปลายทางในไทยและกำหนดทิศทางการเดินทางยุคใหม่ สถานที่เหล่านี้ไม่ว่าจะในอิตาลี ออสเตรเลีย นามิเบีย หรือญี่ปุ่น ล้วนถักทอเรื่องราวของโศกนาฏกรรมเข้ากับความหวัง ทำหน้าที่ย้ำเตือนถึงอดีตในบทบาทใหม่ คือการเป็นพื้นที่แห่งการผจญภัย มอบประสบการณ์ที่จับต้องได้ และสร้างมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ที่เรียกยอดไลก์จากคนรุ่นใหม่
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ประภาคาร Rubjerg Knude ในเดนมาร์ก ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 และยืนตระหง่านท้าคลื่นลมทะเลเหนือมานานนับศตวรรษ ก่อนที่การกัดเซาะของหน้าผาจะทำให้เสี่ยงต่อการพังทลาย แต่ด้วยสุดยอดวิศวกรรมสมัยใหม่ ในปี 2562 จึงมีการเคลื่อนย้ายโครงสร้างทั้งหมดลึกเข้ามาบนแผ่นดินถึง 70 เมตร เพื่อต่อชีวิตให้ประภาคารแห่งนี้และเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดเช็คอินที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 250,000 คนต่อปี ส่วนในออสเตรเลีย เรือ SS Ayrfield ที่จมอยู่ในอ่าวซิดนีย์จนกลายเป็นป่าชายเลนลอยน้ำ หรือเกาะฮะชิมะในญี่ปุ่น ที่จากเหมืองถ่านหินและเมืองคนงานร้าง ปัจจุบันได้กลายเป็นมรดกโลกของยูเนสโก สถานที่เหล่านี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ขบคิดถึงความไม่จีรังของสรรพสิ่ง
ขณะเดียวกัน บางสถานที่ในอิตาลีอย่างเกาะโปเวกลียาและหมู่บ้านร้างเครโก ก็สร้างแรงดึงดูดด้วยตำนานลี้ลับและโศกนาฏกรรมในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นสถานกักกันผู้ป่วยในช่วงกาฬระบาด หรือการเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงจนผู้คนต้องอพยพออกไป เรื่องเล่าสยองขวัญที่ปรากฏในสื่อและภาพยนตร์นี่เองที่ช่วยจุดประกายให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และ “ดาร์กทัวริซึ่ม” หรือการเยี่ยมชมสถานที่แห่งความทรงจำอันน่าสะเทือนใจ (CNBC)
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงจูงใจของนักเดินทางที่เปลี่ยนไปในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวและการจัดการมรดกวัฒนธรรม โดยตัวแทนจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ให้ข้อมูลว่า “นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะคนเจนใหม่ๆ ไม่ได้ต้องการแค่ชมสถานที่สวยงาม แต่อยากสัมผัสเรื่องราว เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก และได้แรงบันดาลใจให้ตั้งคำถาม” องค์กรท้องถิ่นจึงเริ่มมองว่าซากปรักหักพังเหล่านี้ไม่ใช่อนุสรณ์สถานที่เป็นภาระ แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างมีจริยธรรม
ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจก็ปรากฏชัดเจน เช่น โคลมันสค็อป เมืองเหมืองเพชรร้างในนามิเบีย ต้อนรับนักท่องเที่ยวราว 35,000 คนต่อปี ซึ่งช่วยกระตุ้นธุรกิจโรงแรมและบริการในท้องถิ่น หรือปราสาทแบนเนอร์แมนในนิวยอร์กที่เกือบจะถูกรื้อทิ้ง แต่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ด้วยแรงผลักดันของชุมชน จนสามารถสร้างรายได้จากการจัดทัวร์และกิจกรรมพิเศษต่างๆ ในอีกแง่มุมหนึ่ง เมืองเทียนตูเฉิงของจีน ซึ่งจำลองกรุงปารีสแต่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็กลับกลายเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวมาเพื่อชมความย้อนแย้งที่น่าสนใจในตัวของมันเอง (National Geographic)
เทรนด์นี้ยังสะท้อนมาถึงบริบทของไทยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตึกสาทร ยูนีค หรือเหมืองแร่ดีบุกเก่าในภูเก็ต ซึ่งเคยเป็นที่สนใจของคนไทยอยู่เป็นระยะ สำหรับพื้นที่ในเมืองหรือจังหวัดที่เคยเผชิญความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม หรือจำนวนประชากรลดลง การเติบโตของ “ทัวร์ซากปรัก” อาจเป็นได้ทั้งโอกาสและความท้าทาย สิ่งสำคัญคือต้องมีการจัดการที่ดี เช่น กำหนดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด ป้องกันปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกิน และเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นได้ร่วมกำหนดบทบาทและเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ
แต่การเปลี่ยนสถานที่รกร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่เรื่องของรายได้ เพราะยังเต็มไปด้วยประเด็นซับซ้อนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ความทรงจำ และความยั่งยืน ดังเช่นเกาะฮะชิมะที่เคยมีข้อถกเถียงเรื่องการนำเสนอประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดจากการใช้แรงงานบังคับ ในขณะที่โซเชียลมีเดียและสารคดีออนไลน์ช่วยปลุกกระแสให้สถานที่เหล่านี้เป็นที่รู้จัก แต่ในทางกลับกัน ก็อาจนำไปสู่การบิดเบือนข้อมูลหรือแม้กระทั่งการทำลายสถานที่จากนักท่องเที่ยวที่ตามกระแสมา
นักวิชาการด้านมรดกวัฒนธรรมของไทยท่านหนึ่งได้เตือนว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากอดีตที่เจ็บปวด ต้องตั้งอยู่บนความจริงใจ ความถูกต้องของข้อมูล และความเคารพต่อความรู้สึกของชุมชน ขณะที่นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเสนอว่า “การหยิบความรกร้างมาเป็นจุดขายเชิงท่องเที่ยวอาจช่วยอนุรักษ์อดีตไว้ได้ แต่ต้องเล่าเรื่องอย่างมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน” หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของไทย เพราะสถานที่อย่างซากโครงสร้างสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือโรงงานอุตสาหกรรมเก่า ล้วนมีประวัติศาสตร์ซ้อนทับที่คนรุ่นใหม่อาจยังรับรู้ไม่ครบทุกมิติ
ในมิติทางวัฒนธรรม เสน่ห์ของสถานที่รกร้างยังสอดคล้องกับคติความเชื่อของไทยในเรื่องวิญญาณ ความไม่จีรัง และโลกคู่ขนาน พิธีกรรม เทศกาล หรือเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับโบราณสถานต่างๆ สะท้อนความผูกพันของคนไทยกับพื้นที่ “ระหว่างภพ” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มมิติใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยได้ นอกเหนือจากการชมความงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ยังเป็นการเปิดมุมมองต่อความเชื่อและมิติจิตวิญญาณของท้องถิ่น
สำหรับอนาคต เทรนด์การท่องเที่ยวซากปรักหักพังจะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกอย่างไม่ต้องสงสัย นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายของไทยในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ หลักสูตรการเรียนรู้ หรือโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เพื่อดึงคุณค่าที่ถูกมองข้ามของมรดกเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การวางแผนที่รัดกุมและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย ทั้งความเสื่อมโทรมจากนักท่องเที่ยว การลดทอนคุณค่าทางวัฒนธรรม และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งบทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นวัดกันที่ความร่วมมือ ความโปร่งใส และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างจริงใจ
สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการชาวไทย ทิศทางของตลาดโลกนั้นชัดเจนว่าต้องการประสบการณ์ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ ความลึกลับ และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์นี้ ผู้ดูแลพื้นที่ควรศึกษาตัวอย่างจากนานาชาติ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และเปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อออกแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ส่วนนักท่องเที่ยวเองก็ควรเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เคารพกฎกติกา ไม่ทิ้งร่องรอยความเสียหาย และบอกเล่าเรื่องราวของสถานที่อย่างถูกต้องควบคู่ไปกับการถ่ายภาพที่สวยงาม
สถานที่รกร้างเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงอนุสรณ์แห่งความเสื่อมโทรมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นพื้นที่สำหรับเปิดบทสนทนาใหม่ เป็นเครื่องเตือนใจถึงอดีต และเป็นแสงนำทางไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวทั้งในระดับโลกและของไทย โจทย์สำคัญคือเราจะดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร โดยยังคงรักษาจิตวิญญาณและแก่นแท้ของสถานที่เหล่านี้ไว้ให้ยั่งยืนสืบไป
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ที่นำเสนอในบทความที่ CNBC และศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมรดกได้ที่ National Geographic, Smithsonian Magazine และ BBC