หลังเปิดตัวได้เพียง ๑ ปี วีซ่า “Destination Thailand Visa” (DTV) หรือที่รู้จักกันในนาม “วีซ่าดิจิทัลโนแมด” ได้สร้างปรากฏการณ์น่าทึ่ง ด้วยยอดผู้สมัครจากทั่วโลกกว่า ๓๕,๐๐๐ คน ช่วยปลุกชีพจรเศรษฐกิจและชุมชนในกรุงเทพฯ รวมถึงเมืองใหญ่ทั่วไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่รัฐยกให้ DTV เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา อานิสงส์จากกลุ่มคนทำงานทางไกลยังส่งผลบวกต่อธุรกิจท้องถิ่น โคเวิร์กกิ้งสเปซ และสถานบริการสุขภาพให้กลับมาคึกคัก ในขณะที่ไทยกำลังเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 กระแสที่กรุงเทพฯ กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนทำงานจากทั่วโลกจึงกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
DTV: กลยุทธ์ใหม่ ปรับเกมเศรษฐกิจไทย ขยายฐานผู้พำนักระยะยาว
การหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มคนทำงานระยะไกลผ่านโครงการ DTV ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางเศรษฐกิจไทยที่เคยพึ่งพาการท่องเที่ยวระยะสั้นเป็นหลัก วีซ่า DTV ซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่เป็นฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ หรือพนักงานบริษัทจากต่างประเทศ สามารถพำนักและทำงานในไทยได้อย่างถูกกฎหมายนานสูงสุด ๑๘๐ วันต่อครั้ง โดยวีซ่ามีอายุ ๕ ปีและสามารถต่ออายุได้ (SCMP; Thai Embassy) ด้วยค่าธรรมเนียมเพียงครั้งเดียวประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมแสดงหลักฐานรายได้ต่อปีอย่างน้อย ๒.๕ ล้านบาท ผู้ถือวีซ่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่มีชีวิตชีวาที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างสะดวกสบาย
ผลกระทบเชิงบวกที่เห็นผลชัดต่อสังคมไทย
หัวใจสำคัญของ DTV ที่แตกต่างจากวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไป คือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มผู้พำนักระยะยาวที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม ร้านอาหาร หรือบริการเฉพาะทางอย่างค่ายมวยไทยและโรงเรียนสอนภาษา เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวว่า “ผู้ถือวีซ่า DTV เป็นกลุ่มผู้พำนักกลุ่มใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม พฤติกรรมการใช้จ่ายของพวกเขาแตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะพวกเขาใช้ชีวิตและลงทุนในชุมชนเป็นระยะเวลานานกว่า”
ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือ ตลอดปีที่ผ่านมา มีผู้ถือวีซ่า DTV ในไทยแล้วกว่า ๓๕,๐๐๐ คน โดยมีกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และหมู่เกาะทางภาคใต้เป็นศูนย์กลางของกระแส “เวิร์กเคชั่น” (SCMP) นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติกว่า ๕๐,๐๐๐ คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำกิจกรรมด้าน “ซอฟต์พาวเวอร์” เช่น เรียนมวยไทย ทำอาหารไทย ดนตรี และศิลปะดิจิทัล (asq.in.th) บรรยากาศหลังโควิดเริ่มกลับมามีสีสัน จะเห็นภาพชาวต่างชาติกลายเป็นลูกค้าประจำตามคาเฟ่ ฟิตเนส และโคเวิร์กกิ้งสเปซ นั่งทำงาน จิบกาแฟ สลับกับการออกไปสำรวจชุมชนและวัดวาอารามใกล้เคียง
เมืองหลวงปรับตัว ย่านกลางกรุงผงาดสู่ฮับดิจิทัลโนแมด
การมาถึงของกลุ่มคนทำงานทางไกลได้เปลี่ยนโฉมย่านสำคัญอย่างทองหล่อและอารีย์ จากเดิมที่เคยเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวระยะสั้น กลายมาเป็นชุมชนของคาเฟ่เก๋ๆ และออฟฟิศที่ยืดหยุ่นสำหรับชาวโนแมดที่พำนักระยะยาว คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในบาหลีหรือลิสบอน ที่ปรึกษาด้านสตาร์ทอัพในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “เราเริ่มเห็นธุรกิจอพาร์ตเมนต์และแพ็กเกจประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ”
ในมิติของการใช้จ่าย ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชี้ว่าผู้ถือวีซ่า DTV มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะค่าที่พัก การดูแลสุขภาพ และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ซึ่งช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้เป็นอย่างดี (DW)
ไทยลงสนามแข่งระดับโลก DTV คืออาวุธใหม่ชิงแต้มต่อ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่านโยบาย DTV ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์โลก ที่องค์กรข้ามชาติหันมาใช้รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องแข่งขันกันเพื่อดึงดูด “พลเมืองโลก” ที่สามารถเลือกใช้ชีวิตและทำงานข้ามพรมแดนได้ วีซ่า DTV ของไทยจึงต้องแข่งขันโดยตรงกับคู่แข่งอย่างโปรตุเกส สเปน และดูไบ ซึ่งต่างก็มีมาตรการดึงดูดกลุ่มโนแมดมาก่อนหน้า (BrightTax; Naz Avo) นักวิชาการด้านแรงงานข้ามชาติในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “ไทยมีความได้เปรียบเรื่องค่าครองชีพที่ไม่สูง โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ทันสมัย และวัฒนธรรมการต้อนรับที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงก็ตาม”
อย่างไรก็ดี นโยบายนี้ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวบางส่วนแสดงความกังวลว่า การเข้ามาของชาวโนแมดต่างชาติอาจส่งผลให้ค่าเช่าที่พักอาศัยสูงขึ้นและเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชุมชน (gentrification) นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าหากขาดการวางผังเมืองที่ดี ก็อาจซ้ำรอยปัญหาวิกฤตเมืองใหญ่ทั่วโลกได้ ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงมีแผนกระจายศูนย์กลางของกลุ่มโนแมดไปยังเชียงใหม่และภูเก็ต เพื่อลดความแออัดในกรุงเทพฯ (Channel NewsAsia)
ขณะเดียวกัน เงื่อนไขด้านรายได้ของผู้สมัคร DTV ที่ค่อนข้างสูง ก็ทำให้เกิดคำถามว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มคนที่มีฐานะดีจากชาติตะวันตกมากกว่าคนรุ่นใหม่หรือผู้ประกอบการจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน ตัวแทนจากกระทรวงแรงงานชี้แจงว่า “เจตนารมณ์ของเราคือการดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะและรายได้ที่มั่นคง แต่เราต้องไม่ลืมที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากในภูมิภาค และต้องระวังไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่”
จากอดีตถึงปัจจุบัน: ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางและนิยามใหม่ของการเปิดประเทศ
ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคแบ็กแพ็กเกอร์ไปจนถึงยุคที่นักท่องเที่ยวชาวจีนและตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาก่อนเกิดวิกฤตโควิด (WTO Tourism Visa Report) ปรากฏการณ์ดิจิทัลโนแมดจึงเปรียบเสมือนบทใหม่ของนโยบายตรวจคนเข้าเมืองและการเปิดรับเศรษฐกิจยุคใหม่ แม้ DTV ของไทยอาจจะเปิดตัวช้ากว่าบางประเทศ แต่ก็มาพร้อมกับจังหวะเวลาที่เหมาะสม ด้วยรูปแบบวีซ่าที่ยืดหยุ่น สามารถเข้า-ออกประเทศได้ไม่จำกัดในระยะเวลา ๕ ปี และยังมีแพ็กเกจ “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่ดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลก
ทิศทางข้างหน้า: บทบาทผู้นำดิจิทัลแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทวิเคราะห์จาก PwC ในปี ๒๕๖๗ คาดการณ์ว่าในอีก ๓ ปีข้างหน้า จำนวนคนทำงานทางไกลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นอีก ๓๐% และประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็น ๑ ใน ๓ จุดหมายปลายทางยอดนิยม (CN Traveler) ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต่างเร่งปรับตัวเพื่อรับเทรนด์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไมโครอพาร์ตเมนต์ หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชาวโนแมด
ภาครัฐเองก็เริ่มขยายนโยบายตรวจคนเข้าเมืองรูปแบบใหม่ๆ เช่น การลดขั้นตอนด้านภาษี และการสนับสนุนสตาร์ทอัพ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัล ถึงแม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยล่าสุดธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๘ (SCMP) ผู้เชี่ยวชาญจึงย้ำว่า แม้วีซ่าดิจิทัลโนแมดจะไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นตัวเร่งสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ หากมีการบริหารจัดการที่รอบคอบและโปร่งใส
คนไทยควรเตรียมตัวรับมืออย่างไร?
สำหรับเจ้าของธุรกิจ ผู้ให้บริการ และผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มโนแมดกำลังนำรายได้ แนวคิด และพลังสร้างสรรค์ใหม่ๆ เข้ามาสู่ประเทศ ขณะที่ผู้สอนและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก็มีช่องทางในการเผยแพร่องค์ความรู้ ทั้งศิลปะ อาหาร และกีฬาไทยสู่ระดับสากล ภาครัฐชี้ว่าหากท้องถิ่นร่วมมือและวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ก็จะสามารถสร้างโอกาสได้ทั้งในมิติเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ผู้ที่สนใจควรคว้าโอกาสจากกระแสนี้ ด้วยการพัฒนาทักษะด้านภาษา เทคโนโลยี สุขภาพ หรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวต่างชาติ หรือเข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างคนไทยกับชาวโนแมด เช่น โครงการส่งเสริมความยั่งยืนและสตาร์ทอัพในเชียงใหม่ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติ มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็เริ่มเปิดคอร์สสอนภาษาอังกฤษระยะสั้นสำหรับชาวโนแมดโดยเฉพาะ และโคเวิร์กกิ้งสเปซหลายแห่งก็มี “เรตราคาสำหรับคนไทย” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามวัฒนธรรม
บทสรุป
วีซ่าดิจิทัลโนแมดของไทยประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย และกำลังพลิกโฉมประเทศให้กลายเป็นเวทีสำหรับคนเก่งจากทั่วโลก พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ในระดับนานาชาติ โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด แต่ยังต้องอาศัยการบริหารจัดการที่สมดุลเพื่อให้ผลประโยชน์กระจายสู่ทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง บทต่อไปของเรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และชุมชนไทย จะร่วมกันออกแบบอนาคตนี้อย่างไร สำหรับผู้ที่มีใจรักและทักษะที่พร้อมสำหรับโลกการทำงานยุคดิจิทัล วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเปิดประตูต้อนรับสู่โอกาสบนเวทีโลกผ่าน DTV
แหล่งข้อมูล: SCMP, Thai Embassy, asq.in.th, Channel NewsAsia, BrightTax, Naz Avo, DW, CN Traveler