กระแสใหม่มาแรงแซงโค้งในหมู่วัยรุ่นเกาหลีใต้ คือการวัดบุคลิกภาพผ่านแบบทดสอบที่อิงจากแนวคิดเรื่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและเอสโตรเจน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เทโท” (teto) และ “อีเกน” (egen) ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการนิยามตัวตนและวัดความเข้ากันในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนโสด เทรนด์นี้กำลังเข้ามาแทนที่ MBTI ที่เคยครองความนิยมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับการค้นหาตัวเอง การเข้าสังคม หรือแม้แต่การเลือกคู่เดต ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดทั้งในวัฒนธรรมป๊อป โซเชียลมีเดีย จนได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการ
แบบทดสอบบุคลิกภาพ “เทโท-อีเกน” ซึ่งมีทั้งหมด ๒๘ ข้อ จะเน้นสำรวจพลังงานและสไตล์การเข้าสังคมของผู้ตอบ ก่อนจะจำแนกออกเป็นกลุ่ม “เทโท” (เชื่อมโยงกับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน) หรือ “อีเกน” (เชื่อมโยงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน) วัยรุ่นเกาหลีได้นำผลลัพธ์นี้ไปใช้เป็นเข็มทิศในการระบุตัวตนและเลือกปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม ตั้งแต่วงนัดบอดของวัยรุ่น ไปจนถึงกลุ่มแฟนคลับศิลปินเคป็อป ตามรายงานของ The Straits Times (straitstimes.com)
เทรนด์นี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก ๆ ในโลกออนไลน์ แต่ยังสะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องมือทำความเข้าใจตัวเองที่รวดเร็ว ทันใจ และเข้าถึงง่าย ท่ามกลางบริบทสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม “เจเนอเรชัน MZ” ซึ่งหมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี ๒๕๒๓–๒๕๔๘ หรือกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z นั่นเอง
แบบทดสอบนี้แบ่งบุคลิกออกเป็น ๔ กลุ่มหลัก ๆ เช่น “เทโทชาย” หมายถึงคนที่มีภาพลักษณ์แข็งแรง ดูแมน ๆ “อีเกนชาย” จะเน้นความสุภาพและใส่ใจภาพลักษณ์ “เทโทหญิง” คือคนกล้าแสดงออกและเข้าสังคมเก่ง ส่วน “อีเกนหญิง” จะเป็นภาพแทนความเรียบร้อยแบบผู้หญิงในขนบเดิม นอกจากป้ายกำกับเหล่านี้แล้ว ยังมีความเชื่อเรื่อง “เคมีที่เข้ากัน” ในความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พนักงานออฟฟิศวัย ๓๐ ปีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “เป็นคนเซนซิทีฟง่าย เวลาคบใครแล้วรู้สึกเหนื่อยง่าย เลยต้องเช็กทั้ง MBTI และผลเทโท-อีเกนก่อนจะตัดสินใจคุยกับใครจริงจัง” ขณะที่วัยรุ่นหญิงอีกคนเล่าว่า “เราเป็นอีเกนหญิง แต่งตัวสไตล์ผู้หญิงแล้วรู้สึกเป็นตัวเอง แต่บุคลิกจริง ๆ กลับเหมือนเทโทหญิงมากกว่า เพราะเป็นคนกล้า ชอบความท้าทาย และมนุษยสัมพันธ์ดี”
ความนิยมของระบบเทโท-อีเกนยังถูกขับเคลื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Instagram, YouTube Shorts หรือแม้แต่เว็บตูน ที่คนหนุ่มสาวพากันแชร์ผลทดสอบของตัวเอง วิเคราะห์บุคลิกของศิลปินที่ชื่นชอบ หรือถกเถียงกันเรื่องแฟชั่นและพฤติกรรมการทำงานผ่านเลนส์ของเทโท-อีเกน ศิลปินอย่างวงเอสป้า (aespa) หรือไอยู (IU) ก็มักถูกแฟนคลับนำมาวิเคราะห์บุคลิกตามหมวดหมู่นี้อยู่บ่อยครั้ง ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พบว่ามีผู้ทำแบบทดสอบบนเว็บไซต์ Types ไปแล้วกว่า ๑.๑๖ ล้านคน (straitstimes.com)
ที่สำคัญ กระแสนี้ยิ่งพุ่งแรงขึ้นไปอีกในปี ๒๕๖๗ เมื่อวงการบันเทิงหยิบไปต่อยอดในรายการ Saturday Night Live Korea ทาง Coupang Play ที่มีฉากการแข่งขันหาคู่ที่ตัดสินกันด้วยคุณสมบัติของเทโทและอีเกน แถมยังมีฉากแปลงร่างเป็น “ยอดมนุษย์เทโท” ที่กลายเป็นไวรัลสนั่นโซเชียลในหมู่ผู้ชม
อย่างไรก็ตาม การแบ่งกลุ่มบุคลิกภาพไม่ใช่เรื่องใหม่ในเกาหลีใต้ ย้อนไปในยุค 90 ถึงช่วงต้นปี 2000 กระแส “ทายนิสัยจากกรุ๊ปเลือด” ก็เคยฮิตถล่มทลาย (แม้ภายหลังจะถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์) ในขณะที่ MBTI ก็ยังคงฝังรากลึกในวัฒนธรรมของวัยรุ่นไปจนถึงพนักงานออฟฟิศและผู้ใช้แอปหาคู่ในปัจจุบัน (The Korea Herald)
แล้วทำไมเทรนด์ลักษณะนี้ถึงวนกลับมาได้รับความนิยมอยู่เรื่อย ๆ? ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากความวิตกกังวลในสังคมและความต้องการที่จะมีที่ทางเป็นของตัวเอง ผลสำรวจปี ๒๕๖๘ โดยบริษัท Embrain Trend Monitor พบว่าคนเกาหลีในช่วงวัย ๒๐–๓๐ ปี กว่าร้อยละ ๗๕–๘๗ รู้สึกว่าการทำความเข้าใจตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่คิดว่าตนเองเข้าใจตัวเองดีพอ แบบทดสอบเหล่านี้จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือเติมเต็มความมั่นใจ สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และเป็นหัวข้อสนทนาที่สนุกสนาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยดังในเกาหลี และอาจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “กระแสนี้สะท้อนความพยายามของคนรุ่นใหม่ในการทำความเข้าใจตนเองและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น” และ “เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะจัดกลุ่มและหาคำจำกัดความให้ตัวเองและคนอื่น การแบ่งคนเป็นเทโทหรืออีเกนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดทอนความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์” (straitstimes.com)
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านก็ได้เตือนว่า การมองคนผ่านเลนส์ของฮอร์โมนอาจเป็นดาบสองคมที่เสี่ยงต่อการตอกย้ำภาพจำทางเพศและความคิดแบบเหมารวม โดยเฉพาะในสังคมที่แข่งขันสูงและคนรุ่นใหม่ต่างมองหาตัวชี้วัดความสำเร็จหรือแม้แต่ความรัก “หากยึดติดกับผลทดสอบเหล่านี้มากเกินไปโดยขาดการไตร่ตรอง ก็อาจนำไปสู่อคติและความคิดแบ่งแยกได้ ควรมองแบบทดสอบเหล่านี้เป็นเรื่องผ่อนคลายและใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น” ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยดังในเกาหลีแนะนำ
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วัยรุ่นไทยก็ให้ความสนใจกับแบบทดสอบ MBTI อย่างมาก เกิดเป็นกลุ่มสังคมในโซเชียล มีมตลกขำขันเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือด หรือแม้แต่ “โหราศาสตร์ยุคใหม่” ที่มาแรงในกลุ่ม Gen Z ภาพสะท้อนเหล่านี้ทำให้น่าคิดตามว่า ในอนาคต แบบทดสอบที่อิงกับฮอร์โมนจะกลายมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างค่านิยมในการแสดงตัวตนและการเลือกคู่ของคนไทยหรือไม่
นักจิตวิทยาไทยหลายคนน่าจะเห็นพ้องกับนักวิชาการเกาหลีว่า แม้แบบทดสอบเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความกังวลและสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้เชื่อมต่อกัน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการตีตราและเหมารวมได้ง่าย ท่ามกลางแรงกดดันที่ต้อง “รู้จักตัวเอง” ในยุคที่ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญตั้งแต่เรื่องความรัก การงาน ไปจนถึงโลกออนไลน์ วัยรุ่นไทยยังคงมีโอกาสใช้แบบทดสอบเหล่านี้ในเชิงสร้างสรรค์—แต่ก็จำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและมองอย่างมีวิจารณญาณ
หากย้อนดูในอดีต ไทยเองก็เคยมีเทรนด์ “ทายนิสัยจากปีนักษัตร” ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และกระแส MBTI ก็ได้แทรกซึมเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยและออฟฟิศไม่ต่างจากเกาหลี แต่จนถึงตอนนี้ ระบบแบ่งบุคลิกตามฮอร์โมนยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก เมื่อเทรนด์นี้เริ่มส่งสัญญาณมาถึงไทย ผู้ใหญ่ นักการศึกษา และคนทำงานด้านเยาวชนควรส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่มองแบบทดสอบเหล่านี้อย่างมีสติ—สนับสนุนการคิดวิเคราะห์ และให้ความสำคัญกับการรู้จักตัวเองผ่านการไตร่ตรองอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด ตราบใดที่คนรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ “รู้จักตัวเอง” และ “สร้างความแตกต่าง” เพื่อความสำเร็จในสังคมที่แข่งขันสูง กระแสแบบทดสอบบุคลิกภาพก็จะยังคงมีพื้นที่ของมันเสมอ โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลที่ทุกอย่างหมุนเร็วกว่าการพบปะกันในชีวิตจริง ไม่ว่าจะในเกาหลีหรือไทย เราจึงได้เห็นพลวัตที่แบบทดสอบและกรอบความคิดสนุก ๆ เหล่านี้ ขยับสถานะจากแค่เรื่องบันเทิงในโซเชียลมีเดีย มาสู่การเป็นปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ในชีวิตจริง
แล้วคนไทยควรมองปรากฏการณ์ “เทโท-อีเกน” นี้อย่างไร? สิ่งสำคัญคือการมองทุกระบบจำแนกบุคลิกภาพ—ไม่ว่าจะเป็น MBTI กรุ๊ปเลือด หรือฮอร์โมน—เป็นเพียง “เครื่องมือ” ในการเรียนรู้ ไม่ใช่ “คำตอบสุดท้าย” แบบทดสอบอาจช่วยเปิดบทสนทนา เพิ่มความเข้าใจ หรือสร้างความสนุกสนาน แต่ความสำเร็จในความสัมพันธ์และการเข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้งนั้นต้องการการเปิดใจ ความยืดหยุ่น และความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนซับซ้อนเกินกว่าผลลัพธ์จากแบบทดสอบใด ๆ
สำหรับผู้ปกครอง ครู หรือผู้ดูแล นี่คือโอกาสในการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อและการคิดเชิงวิพากษ์ ชี้แนะแนวทางการค้นหาตัวตนที่อิงกับการพูดคุยและสะท้อนคิด พร้อมย้ำว่าแบบทดสอบออนไลน์เป็นได้แค่แรงบันดาลใจตั้งต้น แต่คุณค่าของคนแต่ละคนนั้นยิ่งใหญ่กว่าป้ายกำกับใด ๆ
และสำหรับวัยรุ่นไทยที่สนใจ จะลองเล่นหรือแชร์ผลก็ไม่ผิด—but อย่าลืมมองหาความหมายที่ลึกซึ้งกว่าแค่ “ไทป์” ของตัวเอง เพราะการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองนั้นยาวนานและสำคัญกว่าทุกกระแสในโซเชียล
ที่มา:
- ‘Teto’ or ‘egen’? Young South Koreans turn to hormone-inspired identity tests (The Straits Times, 13 กรกฎาคม 2568)
- The Korea Herald, 2568
- ความเห็นผู้เชี่ยวชาญจาก The Korea Herald และ The Straits Times