วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ เวลา ๙ - ๑๒ น.  ผมไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง  การบริหารหลักสูตรที่บูรณาการทักษะแห่งอนาคตเพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้เป็นพลเมืองโลก   ในหลักสูตรนักบริหารมหาวิทยาลัยระดับกลาง (บ.ม.ก.) รุ่นที่ 1  ที่ มศว. ประสานมิตร   

ก่อนกำหนดเกือบ ๑ สัปดาห์  ผมส่ง PowerPoint เรื่อง “หนุนนักศึกษาให้พัฒนาทักษะแห่งอนาคตและความเป็นพลเมืองโลก ใส่ตัว” ประกอบการบรรยาย ไปให้ทีมจัดการหลักสูตร  บอกให้ส่งต่อให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมล่วงหน้า ก่อนการบรรยาย   ผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรเป็นผู้บริหารระดับผู้ช่วยอธิการบดี  รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา  หัวหน้าสาขาวิชา  รวม ๕๐ ท่าน   ดู Ppt ได้ที่ (

เมื่อเริ่มการบรรยาย    ผมเสนอต่อชั้นเรียนว่า เนื่องจากทุกท่านได้อ่าน PowerPoint ที่ผมส่งให้ล่วงหน้าแล้ว    และพอจะเดาได้ว่าผมจะพูดอะไร    ผมจึงขอเสนอทางเลือก ๒ ทาง คือ  (๑) ผมสอนแบบบรรยายตามที่เตรียมมา   (๒) ไม่บรรยาย แต่ให้ผู้เข้าร่วมหลักสูตรหยิบยกประเด็นตามใน Ppt หรือประเด็นอื่นๆ ด้านการเรียนรู้ของนักศึกษา ที่ค้างคาใจท่านผู้บริหาร   หรือหยิบยกเอาประสบการณ์การจัดการเรียนรู้แนวใหม่ที่ให้ผลดีต่อนิสิต    เอามาเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน   โชคดีมากที่ท่านผู้บริหารที่มาเข้าหลักสูตรเลือกแบบที่ ๒   

ผมจึงได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริง เรื่องนิสิตนักศึกษา   และเรื่องการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้สมัยใหม่ในมหาวิทยาลัยอย่างมากมาย    พอจะจับความได้ว่า ใน มศว. มีความก้าวหน้าทีเดียว    แต่ก็พอจะเดาได้ว่า ส่วนที่ก้าวหน้ายังน้อยกว่าส่วนที่ย่ำเท้าอยู่กับรูปแบบเดิมๆ      

เรื่องแรกที่ท่านผู้บริหารหยิบยกขึ้นมาเสวนาคือเรื่อง Generation Gap ด้านความคิดหรือกระบวนทัศน์    ที่ผมเสนอว่าเป็นความจริงแห่งยุคสมัย    โดยมีหลักการคือ คนเป็นครูอาจารย์ต้องไม่เอาความคิดของตัวเองเป็นตัวตั้ง   ต้องเอาความคิดของนิสิตหรือนักเรียนเป็นตัวตั้ง   ครูอาจารย์ต้องเคารพหรือให้เกียรติข้อคิดเห็นของศิษย์    ไม่ตีตราว่าถูก-ผิด    ต้องรับฟังแล้วตั้งคำถาม  เพื่อชวนศิษย์สะท้อนคิดจากเหตุการณ์หรือข้อมูลหลักฐาน   เพื่อให้ศิษย์ “คิดเป็น” โดยเฉพาะการคิดแบบ “สะท้อนคิด” (reflection)    ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคตอย่างหนึ่ง  หรืออาจกล่าวอีกมุมหนึ่งว่า เป็นการฝึกทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)   และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ศิษย์ฟังคนอื่น (เพื่อนๆ) เป็น  ฟังความคิดหรือความเห็นที่แตกต่างจากความเห็นของตนเองเป็น    ซึ่งเป็นทักษะอนาคตที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง   

มีการนำประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้นิสิตเกิดการเรียนรู้เชิงรุก เรียนรู้อย่างลึกและเชื่อมโยง จากหลากหลายสาขาวิชา    เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผม ที่ขาดประสบการณ์ตรงในชั้นเรียน    หากไม่มีเวทีแบบนี้ ผมจะไม่มีโอกาสรับรู้เลย ว่าห้องเรียนในมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเขาก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว   

คนรู้แคบอย่างผม ดวงตาเบิกกว้างเมื่อผู้บริหารท่านหนึ่งบอกว่า ท่านสอนวิชา สังคมวิทยาภาพยนตร์  และเล่าข้อเรียนรู้จากการสร้างสรรค์ของท่าน    ผมกลับมาถาม Generative AI หลายสำนักที่บ้าน ว่า  “วิชา สังคมวิทยาภาพยนตร์ คืออะไร   เรียนเพื่อเข้าใจอะไร   เกิดทักษะ เจตคติ และค่านิยมอะไร เรียนโดยวิธีใดจึงจะเรียนรู้อย่างลึกและเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริง   reflective learning จะช่วยให้เรียนรู้ลึกซึ้งขึ้นหรือไม่   หากใช่ ทำอย่างไร”   เกิดความรู้ใหม่สำหรับผมอย่างมากมาย    ท่านที่สนใจถามและเรียนรู้จากคำตอบเอาเองนะครับ    สำหรับผม พบว่า คำตอบจาก Perplexity กระชับและให้ความชัดเจนที่สุด   

อีกท่านหนึ่ง เป็นอาจารย์ด้านสังคมวิทยา   บอกว่าท่านใช้ Case-Based Learning   ซึ่งเป็นวิธีหนี่งใน Active Learning    ผมจึงกลับมาถาม Generative AI หลายสำนักที่บ้าน ว่า   “สำหรับสาขาวิชาสังคมวิทยา (Sociology) การเรียนรู้แบบ Case-based Learning เป็นวิธีการที่ดีหรือไม่    ดำเนินการอย่างไร   ต่างจากวิธีเรียนรู้แบบอื่นอย่างไร   ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยงอย่างไร   มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่   ทำอย่างไร”   ผมชอบคำตอบของ Gemini มากที่สุด

ท่านหนึ่งเป็นผู้บริหารโรงเรียนสาธิต (ที่หลานสาวของผมเรียนอยู่ชั้น ม. ๕)   ท่านบอกว่า ท่านใช้วิธีบอกนักเรียนให้สมมติว่านักเรียนเป็น ... ในเหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้น นักเรียนจะคิดและทำอย่างไร    ที่ผมสนองว่า นี่คือวิธีฝึกให้นักเรียนได้พัฒนาความเป็น Agency (ความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ หรือผู้ก่อการ) ที่เป็น คุณสมบัติ หรือ soft skills จำเป็นสำหรับชีวิตในอนาคต   เมื่อกลับมาที่บ้านในตอนค่ำ ผมจึงถาม Generative AI หลายสำนักว่า  “ ‘หากครูตั้งคำถามต่อนักเรียนว่า  หากนักเรียนอยู่ในเหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้น นักเรียนจะคิดและทำอย่างไร’  จะเป็นการฝึกให้นักเรียนพัฒนาคุณสมบัติความเป็นผู้ก่อการ (Agency) ใช่หรือไม่   มีวิธีพัฒนาความเป็นผู้ก่อการอย่างไรบ้าง    วิถีปฏิบัติใดบ้างในระบบการศึกษาไทย ที่กดทับหรือปิดกั้นการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของผู้เรียน”   ได้รับคำตอบไปในทางเดียวกันหมดจาก ๕ Generative AI  คือใช่  และมีคำแนะนำเพิ่มเติมที่ทรงคุณค่ามาก 

   ผู้เข้าร่วมหลักสูตรท่านหนึ่งเป็นอาจารย์พยาบาล เล่าเรื่อง Community-Based Learning ที่นักศึกษาพยาบาลไปเรียนรู้ในชุมชน ๒ สัปดาห์   ได้ฝึกการรับฟังหรือสื่อสารกับคนในชุมชน    เกิดความสัมพันธ์ทางใจระหว่างกัน  ที่เมื่อนิสิตลากลับมหาวิทยัยเกิดความอาลัยร้องห่มร้องไห้กันทั้งสองฝ่าย    ผมกลับมาตั้งคำถาม “ควรใช้ Community-based Learning กับนักศึกษาทุกสาขาวิชาหรือไม่    นศ. สาขาใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากวิธีการเรียนรู้นี้    สาขาใดได้รับประโยชน์น้อย    มีหลักการและวิธีการใดบ้างที่จะช่วยให้ Community-based Learning ส่งผลต่อการเรียนรู้สูงและเชื่อมโยง”   ได้รับคำตอบจาก ๕ Generative AI ไปในทางเดียวกัน  โดยที่ผู้อ่านสามารถลอง cut & paste คำถามของผม เอาไปลองถามเพื่อดูคำตอบเองได้   

ท่านหนึ่งเอ่ยคำหลักด้านการเรียนรู้หลายคำมาก    คำหนึ่งคือ Meaningful Learning   ผมจึงถาม Generative AI 5 สำนักว่า “Meaningful Learning คืออะไร   ครูหรืออาจารย์ทำอย่างไร ผู้เรียนจึงจะเกิดการเรียนรู้แบบนี้  การเรียนรู้แบบนี้ต่างจากการเรียนรู้ทั่วไปในระบบการศึกษาไทยอย่างไร   การเรียนรู้แบบนี้สอดคล้องกับหลักการของ Learning Science อย่างไร  ก่อผลต่อผู้เรียนอย่างไร  ก่อผลต่อครูหรืออาจารย์อย่างไร”   ได้รับคำตอบไปในทางเดียวกันเช่นเดียวกัน   คือเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิม   ด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก  ผู้เรียนสร้างความรู้และสมรรถนะให้แก่ตัวเอง  โดยครูอาจารย์ทำหน้าที่ facilitate    

อาจารย์หมอทีมบริหารโรงพยาบาลท่านหนึ่ง บอกว่า ใช้หลักการ Spiritual Hospital in Action  สร้างคุณค่าของคน หรือ self-esteem   ที่ผมเสริมว่า ในทุกกิจกรรมต้องใช้พลังและให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์    และกลับมาถาม 5 Generative AI ว่า   “วิธีจัดการศึกษาที่สร้าง และใช้พลังของ spirituality  และ self-esteem แก่ผู้เรียน ทำอย่างไร   ระบบการศึกษาไทยมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนในเรื่องนี้อย่างไร  ทำอย่างไรการศึกษาไทยจึงจะสร้างคุณสมบัติทั้งสองในผู้เรียนได้อย่างแท้จริง    การที่ผู้เรียนได้พัฒนาคุณสมบัติทั้งสองนี้ มีคุณค่าต่อชีวิตในอนาคตอย่างไร”   ได้รับคำตอบที่ให้การเรียนรู้สูงมาก  ไปในทางเดียวกัน และช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน 

ประเด็นที่ฮือฮากันมาก มาจากสไลด์

มีการอภิปรายเรื่องปัจจัยกดขี่ ครอบงำ หรือปิดกั้นความเป็นตัวของตัวเองของผู้เรียน และของอาจารย์    ที่ทำให้ไม่กล้าคิด  ไม่กล้าคิดต่างจากที่ครูหรืออาจารย์บอก   มีคนมาเล่าเหตุการณ์แบบนี้ในที่ทำงาน หลังจบการบรรยาย (ที่ไม่บรรยาย) หลายคน    ที่สะท้อนว่า ในสังคมไทยยังมีสภาพนี้อยู่ทั่วไป  ทั้งในบริบทการศึกษาและการปฏิบัติงาน   ผมจึงลองถาม 5 Generative AI ว่า   “สาระในหนังสือ Pedagogy of the Oppressed โดย Paulo Freire ยังเป็นจริงอยู่ในระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันหรือไม่    มีส่วนปิดกั้นการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษา และครูอาจารย์อย่างไรบ้าง   ปัจจัยต่อไปนี้เป็นตัวปิดกั้นการเรียนรู้หรือไม่ ‘ลัทธิถูก-ผิด, กระบวนทัศน์เส้นตรง, fixed mindset,  อำนาจเหนือ, ถูกบังคับ,  ทำหลอกๆ ไม่จริงใจ’  หากปิดกั้น ระบบการศึกษาไทยควรปรับตัวอย่างไรบ้าง”   ได้รับคำตอบที่สอดคล้องและเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างดียิ่ง   สรุปว่ายังเป็นจริงและก่อผลร้ายต่อระบบการศึกษาไทย    

ผู้บริหารท่านหนึ่งเล่าว่า สอดคล้องกับการศึกษาสู่เสรีภาพ   ท่านมอบหมายให้นิสิตออกแบบการให้คะแนนผลลัพธ์การเรียนรู้ของตัวนิสิตเอง    ผมจึงเสนอเรื่อง Assessment as Learning   ที่ผู้เรียนได้ฝึกประเมินความก้าวหน้าในการเรียนของเพื่อน (peer assessment)  และของตนเอง (self-assessment)   ในการประเมินแบบ formative assessment  ที่ตามด้วย constructive feedback เพื่อปรับปรุงวิธีเรียน   ผมย้ำว่า นี่คือการวางพื้นฐาน lifelong learning ที่สำคัญอย่างหนึ่ง

เช้ามืดวันที่ ๑๓ มิถุนายน ผมจึงถาม Generative AI 5 สำนักว่า  “การฝึกให้นักเรียนและนักศึกษามีทักษะประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเอง โดยการประเมินแบบ formative assessment ตามด้วย constructive feedback มีความสำคัญอย่างไรบ้าง   เป็นการปูพื้นฐานของการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างไร   หากผู้เรียนไม่ได้รับการฝึกจะเกิดข้อเสียหรือความอ่อนแออย่างไรหรือไม่    มีวิธีฝึกอย่างไร”  ได้รับคำตอบที่ดีและเสริมเติมเต็มซึ่งกันและกันดีมาก

Generative AI 5 สำนักที่ผมใช้คือ ChatGPT, Copilot, DeepSeek, Gemini, Perplexity    ท่านผู้อ่านอาจคุ้นเคยกับตัวอื่น ก็ลองใช้ได้   โดยผมแนะนำให้ใช้หลายๆ ตัว โดยใช้คำถามเดียวกัน   ผมได้นำคำถามของผมมาให้พิจารณาเป็นตัวอย่าง    เพราะตัวคำถามสำคัญมาก ต่อการได้รับคำตอบที่เราต้องการ   ในเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน ต้องตั้งคำถามที่ซับซ้อนหลายคำถามในเวลาเดียวกัน  เพื่อให้ Generative AI คิดอย่างซับซ้อน   

ผมขอขอบคุณ มศว. ที่เชิญผมไปเป็นวิทยากรในครั้งนี้  และขอบคุณท่านผู้บริหารที่เข้าหลักสูตรนี้ ที่มีมติเลือกวิธีเรียนรู้แบบที่ตนเองเป็นวิทยากรแก่กันและกัน โดยหยิบยกปัญหา  หรือเรื่องราวความสำเร็จมาเล่าและสะท้อนคิดร่วมกัน    ช่วยให้ผมได้เรียนรู้มาก  และเข้าใจว่าท่านผู้บริหารก็น่าจะได้รับประโยชน์มากกว่าการฟังผมบรรยาย    และยิ่งกว่านั้น  ยังเปิดช่องให้ผมได้กลับมาสะท้อนคิดร่วมกับ Generative AI ที่บ้าน  และเขียนบันทึกนี้    เพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่านในวงกว้าง 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ มิ.ย. ๖๘