รายงานการจัดอันดับเศรษฐกิจท่องเที่ยวโลกฉบับล่าสุด เผยให้เห็นภาพการแข่งขันและขุมพลังทางการเงินมหาศาลที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งของนานาประเทศ โดยในปี ๒๕๖๗ สหรัฐอเมริกาและจีนยังคงยึดตำแหน่งผู้นำบนเวทีโลกอย่างเหนียวแน่น ข้อมูลจากสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลก (WTTC) ซึ่งสรุปภาพโดย Visual Capitalist ระบุว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของสหรัฐฯ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง ๒.๓๖ ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ ขณะที่จีนซึ่งกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำรายได้ตามมาที่ ๑.๓ ล้านล้านเหรียญ Visual Capitalist

การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชายหาดสวยงามหรือแลนด์มาร์กยอดนิยม แต่เป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่การสร้างงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำหรับประเทศไทยซึ่งมีภาคการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักมาโดยตลอด ผลการจัดอันดับครั้งนี้จึงเป็นทั้งบทเรียนและสัญญาณเตือนให้ต้องวางแผนระยะยาวอย่างรอบคอบ ท่ามกลางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมทั้งในระดับโลกและภูมิภาค

สหรัฐฯ ยืนหนึ่ง จีนไล่จี้ในฐานะมหาอำนาจใหม่

ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่าสหรัฐฯ ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในตลาดท่องเที่ยวโลก ด้วยจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวในประเทศที่คึกคักอย่างยิ่ง ประกอบกับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม และแหล่งท่องเที่ยวแม่เหล็กระดับโลกอย่างนิวยอร์ก ลาสเวกัส รวมถึงอุทยานแห่งชาติต่างๆ จุดเด่นของสหรัฐฯ คือความสามารถในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยอาศัยตลาดในประเทศที่แข็งแกร่งมาช่วยพยุงในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ทำให้ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยวไว้ได้อย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน จีนได้ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่แห่งวงการท่องเที่ยว ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจ ๑.๓ ล้านล้านเหรียญฯ ในปี ๒๕๖๗ โดยกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ทั้งในมิติของการเดินทางในประเทศและการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยว และนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายมาตรการวีซ่า หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการท่องเที่ยวจีนให้ความเห็นว่า “การเติบโตของตลาดท่องเที่ยวจีนสะท้อนให้เห็นถึงพลังของนโยบายที่เฉียบคมและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถปลดล็อกอุปสงค์และสร้างผลิตภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ยุโรปยังเก๋าเกม ครองแชมป์จุดหมายปลายทางยอดนิยม

ยุโรปยังคงเป็นภูมิภาคที่อุดมไปด้วยประเทศที่มีเศรษฐกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ โดยมีถึง ๕ ประเทศที่ติดอยู่ใน ๑๐ อันดับแรกของโลก ได้แก่ เยอรมนี (๔๘๗.๖ พันล้านเหรียญสหรัฐ), สหราชอาณาจักร (๒๙๕.๒ พันล้านเหรียญ), ฝรั่งเศส (๒๖๔.๗ พันล้านเหรียญ), อิตาลี (๒๓๑.๓ พันล้านเหรียญ) และสเปน (๒๒๗.๙ พันล้านเหรียญ) ความสำเร็จนี้มาจากเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่ไม่มีใครเหมือน ผสานกับระบบคมนาคมทั้งทางรางและอากาศที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้รอยต่อ และกลยุทธ์การสร้างแบรนด์จุดหมายปลายทางที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

ท่องเที่ยวโลกฟื้นใกล้จุดพีค ไทยต้องเร่งเครื่องหนีคู่แข่ง

โฆษกจาก WTTC ระบุว่า ภาพรวมของภาคการเดินทางและท่องเที่ยวโลกกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยตัวเลขนักเดินทางและค่าใช้จ่ายในหลายภูมิภาคได้กลับมาเทียบเท่าหรือสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว “ผลการจัดอันดับครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่สามารถผสานตลาดในประเทศที่แข็งแกร่ง จุดขายระดับสากล และระบบขนส่งที่ไร้รอยต่อเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่องเที่ยว” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

สำหรับประเทศไทย ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวเคยคิดเป็นสัดส่วนเกือบ ๒๐% ของจีดีพีก่อนยุคโควิด ผลการจัดอันดับนี้ถือเป็นสัญญาณย้ำเตือนถึงโอกาสและความท้าทายบนเวทีโลก แม้ในปี ๒๕๖๗ การท่องเที่ยวไทยจะยังไม่กลับไปสู่จุดสูงสุดเดิม แต่ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีนักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย มาเลเซีย อินเดีย และหลายชาติในยุโรปเป็นตลาดหลัก อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ และมีนโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยมากขึ้นเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่ต่างกำลังทุ่มเททำการตลาดและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างหนักเช่นกัน

ก้าวสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนและใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนอนาคต

การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นสีสันของตลาดนัดและถนนคนเดินในกรุงเทพฯ มนต์ขลังของเทศกาลประเพณีในเชียงใหม่ หรือความสงบของรีสอร์ตเพื่อสุขภาพในจังหวัดต่างๆ การจะฟื้นตัวและเติบโตต่อไปในอนาคตจึงต้องตอบโจทย์ใหญ่เรื่องความยั่งยืน นั่นคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและทุนทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งบทเรียนจากประเทศชั้นนำของโลกล้วนชี้ว่า “การสร้างสมดุล” คือหัวใจสำคัญ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าภูมิทัศน์การท่องเที่ยวไทยจะเปลี่ยนไปตามแนวโน้มสำคัญ ได้แก่ การเติบโตของนักเดินทางกลุ่มชนชั้นกลางในเอเชีย ความต้องการการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนและส่งเสริมสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และการใช้ความได้เปรียบด้านบริการดิจิทัล ตั้งแต่ระบบชำระเงินไร้สัมผัสไปจนถึงการตลาดออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการดึงดูดกลุ่มคนทำงานทางไกล (Digital Nomads) ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของไทยในอุตสาหกรรมบริการและการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจาก WTTC และองค์กรระดับโลกต่างเตือนว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาดอุบัติใหม่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจเป็นตัวแปรที่สั่นคลอนแผนการฟื้นตัวได้เสมอ “ความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวคือหัวใจของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ” นักเศรษฐศาสตร์จากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) กล่าว พร้อมแนะนำให้ไทยเดินหน้าสร้างโมเดลธุรกิจที่หลากหลายและลงทุนกับการเติบโตที่ยั่งยืนโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

สาระสำคัญที่ถอดบทเรียนได้จากรายงานฉบับนี้สำหรับผู้กำหนดนโยบายและคนไทยทุกคนคือ หากต้องการยืนอยู่แถวหน้าของเศรษฐกิจท่องเที่ยวโลกต่อไป ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เปิดรับนวัตกรรม ยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมโยง พร้อมสื่อสารภาพลักษณ์ “จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืนและพร้อมต้อนรับทุกคน” ให้ชัดเจน การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน การตลาดดิจิทัล และนโยบายวีซ่าที่ตรงจุด จะเป็นภูมิคุ้มกันและช่วยเสริมเสน่ห์ให้การท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน สำหรับคนไทยทุกคน การสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น การร่วมสืบสานวัฒนธรรม และการเลือกเดินทางอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้กลับไปยืนหนึ่งในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

แหล่งข้อมูล: Visual Capitalist, World Travel & Tourism Council