ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก ปรากฏการณ์นี้กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคม เศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขครั้งสำคัญ รายงานจากสถาบันการเงินระดับโลกได้ฉายภาพไว้อย่างชัดเจนว่า ผลกระทบจากจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ยังส่งผลอย่างยิ่งต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างไทยด้วย (goldmansachs.com)

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่เกิดจากอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้การที่ผู้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้นจะเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จด้านสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างโจทย์ใหม่ที่ท้าทาย ทั้งในมิติของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน เสถียรภาพทางการคลัง ไปจนถึงระบบการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นหัวข้อที่แวดวงนโยบาย สถาบันการศึกษา และหน่วยงานสาธารณสุขของไทยกำลังเร่งหาทางออกร่วมกัน

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. ๒๕๘๓ ประชากรไทยที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนสูงถึง ๓๐% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไล่เลี่ยหรืออาจแซงหน้าหลายประเทศในยุโรปและญี่ปุ่น (World Bank) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตคนไทยในทุกระดับ ตั้งแต่โครงสร้างครอบครัว งบประมาณภาครัฐ ระบบบำนาญ ไปจนถึงการย้ายถิ่นฐานของคนหนุ่มสาวที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ ทิ้งให้ผู้สูงอายุจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชนบท

ในมิติเศรษฐกิจ รายงานของ Goldman Sachs ชี้ว่า เมื่อสังคมมีผู้สูงอายุมากขึ้น การขยายตัวของกำลังแรงงานจะชะลอตัวลง และหากผลิตภาพแรงงานไม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ก็อาจฉุดรั้งให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตช้าลง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยต่างแสดงความกังวลถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญอย่างสาธารณสุข ภาคการผลิต และเกษตรกรรม ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงกับเคยใช้คำว่า “สึนามิสีเงิน” (Silver Tsunami) เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดกับค่าจ้าง การจ้างงาน และงบประมาณของประเทศ นอกจากนี้ รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทยที่พึ่งพาลูกหลานเป็นหลัก ก็กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากขนาดครอบครัวที่เล็กลงและการอพยพย้ายถิ่นที่เข้มข้นขึ้น (Bangkok Post)

ขณะเดียวกัน ผลกระทบด้านสุขภาพก็นับเป็นอีกความท้าทายสำคัญ สังคมสูงวัยมาพร้อมกับอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะสมองเสื่อม และมะเร็ง ซึ่งสร้างภาระหนักให้กับระบบสาธารณสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและนักวิชาการด้านผู้สูงวัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงเสนอให้เร่งลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดูแลระยะยาว (Long-term care) สนับสนุนการดูแลโดยชุมชน และพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางให้เพียงพอ ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท

“เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการให้แข็งแรงมากขึ้น” นักวิชาการด้านแพทยศาสตร์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำในกรุงเทพฯ ระบุในรายงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (WHO SEARO) พร้อมเสริมว่า “ควรเน้นลงทุนด้านการป้องกันโรคและสนับสนุนผู้ดูแลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยังคงมีส่วนร่วมกับสังคมได้นานที่สุด”

สำหรับผลกระทบต่อสถานะการคลังของประเทศก็เด่นชัดไม่แพ้กัน ระบบบำนาญของไทยซึ่งประกอบด้วยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนการออมแห่งชาติ และสวัสดิการประกันสังคมสำหรับแรงงานในระบบ กำลังเผชิญความท้าทายด้านความยั่งยืนในระยะยาว กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายอายุเกษียณ การส่งเสริมการออมภาคเอกชน หรือการปฏิรูประบบบำนาญให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ซึ่งบทเรียนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้กระตุ้นให้แวดวงวิชาการและภาคนโยบายของไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแผนอย่างรอบคอบและบริหารจัดการการคลังอย่างรัดกุม (OECD)

ในมิติทางวัฒนธรรม แนวคิดเรื่อง “ความกตัญญู” ซึ่งมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาและคติขงจื๊อ ทำให้การดูแลบุพการีเป็นค่านิยมสำคัญของสังคมไทย แต่เมื่อขนาดครอบครัวเล็กลงและวิถีชีวิตแบบคนเมืองเข้ามาแทนที่ การดูแลผู้สูงอายุโดยพึ่งพาลูกหลานเพียงอย่างเดียวก็เริ่มลดน้อยลง ส่งผลให้ธุรกิจบ้านพักคนชราและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเติบโตขึ้น แม้จะยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายเท่ากันในสังคมเมืองและชนบทก็ตาม นอกจากนี้ วัดหลายแห่งยังได้ริเริ่มโครงการดูแลผู้สูงอายุควบคู่กับการจัดกิจกรรมทางศาสนาและจิตใจ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่คล้ายกับสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ซึ่งพยายามนำมิติทางวัฒนธรรมและศาสนาเข้ามาเสริมสร้างระบบการดูแลผู้สูงอายุเช่นกัน (Japan Times)

มองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ผ่านการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการขยายอุตสาหกรรมในกลุ่ม “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy) เช่น เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงวัย ซึ่งภาครัฐได้เริ่มทดลองโครงการส่งเสริมทักษะแรงงานสูงอายุและสนับสนุนนวัตกรรมบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็เล็งเห็นโอกาสจากกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่นและยุโรป โดยเร่งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบริการที่รองรับคนทุกกลุ่ม (TAT Newsroom) “เราควรมองว่าการเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญ” เจ้าหน้าที่จาก สศช. ท่านหนึ่งกล่าวในการประชุมระดับชาติว่าด้วยโครงสร้างประชากรครั้งล่าสุด

แล้วเราในฐานะประชาชนทั่วไปจะเตรียมตัวรับมืออย่างไร? บทเรียนจากสังคมสูงวัยนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวและนำไปปรับใช้ได้จริง เริ่มตั้งแต่การวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณให้รอบคอบ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด ไปจนถึงการเปิดใจเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้สามารถทำงานในระบบเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น ขณะที่ในระดับครอบครัว อาจต้องมองหารูปแบบการอยู่อาศัยร่วมกันของคนหลายวัย หรือพึ่งพาเครือข่ายในชุมชนเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่วนภาครัฐและภาคธุรกิจก็ควรหันมาลงทุนในระบบสุขภาพเชิงป้องกัน การสนับสนุนผู้ดูแล และเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อคนทุกวัยอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุด การติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสังคมสูงวัย การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพและบำนาญ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะแม้ว่าการเดินทางสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบของประเทศไทยจะเต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่หากมีการวางแผนที่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์ ประเทศไทยก็จะสามารถพลิกความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาส และก้าวผ่านไปได้อย่างมั่นคงในแบบฉบับของตนเอง

แหล่งข้อมูล: