บทความล่าสุดจาก Psychology Today ชวนสำรวจปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต แต่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราเสมอ นั่นคือ ‘อาการกลัวของใหม่’ หรือความรู้สึกต่อต้านสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะในบ้าน โรงเรียน หรือที่ทำงาน เราต่างมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธสิ่งที่แปลกไปจากเดิมโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า ความกลัวนี้มีรากเหง้ามาจากกลไกในสมองและบทเรียนที่ซึมซับมาจากครอบครัว สถาบันการศึกษา ตลอดจนวาทกรรมทางสังคมตั้งแต่วัยเด็ก (Psychology Today)
ความกลัวสิ่งที่แตกต่าง: สะท้อนโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย
ประเด็นนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยในยุคที่ความหลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลก ความรู้สึก ‘แปลกแยก’ หรือการแบ่ง ‘เรา’ กับ ‘เขา’ ล้วนส่งผลกระทบต่อความสมานฉันท์ในชุมชน นโยบายการศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ การทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่โหยหาความคุ้นเคย จึงเป็นบันไดขั้นแรกสู่การเท่าทันอคติ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ และสร้างความร่วมมือที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน
ความกลัวที่หยั่งราก: เมื่อชีววิทยาสวนทางกับบทเรียนทางสังคม
นักวิจัยชี้ว่า ความกลัวสิ่งแปลกใหม่มีรากฐานมาจากสองส่วนผสมกัน ทั้งสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์แต่โบราณ ที่ต้องระแวดระวังสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเพื่อความปลอดภัย แต่ในโลกยุคใหม่ สัญชาตญาณเดียวกันนี้กลับกลายเป็นบ่อเกิดของอคติในสังคม เด็กๆ เรียนรู้จากพ่อแม่ ครู และคนในชุมชนว่าอะไรคือสิ่งที่ “ปลอดภัย” หรือ “น่ากังวล” จนฝังกลายเป็นทัศนคติต่อความแตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ และวิถีชีวิต แม้จะยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงก็ตาม
บทความยังได้ยกตัวอย่างปรากฏการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตั้งแต่การกีดกันชนกลุ่มน้อย การต่อต้านองค์ความรู้ใหม่ๆ ไปจนถึงการรับมือกับแนวคิดสมัยใหม่ที่เคยสร้างผลกระทบในวงกว้าง (Grossmann, 2022) ในบริบทของไทยเองก็เคยมีกระแส ‘ชาตินิยม’ ที่ต่อต้านอิทธิพลจากภายนอกในการปฏิรูปการศึกษา ความกังวลต่อเนื้อหาที่นำเข้าจากต่างประเทศ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ หรือแม้แต่ความลังเลที่จะรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในบางภาคธุรกิจ
เหตุใดความกลัวนี้จึงฝังแน่น?
อะไรที่ทำให้ความกลัวนี้ฝังรากลึก? ส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงและไม่คุ้นชิน การขาดโอกาสเปิดรับสิ่งใหม่ๆ กิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งกินข้าวกับเพื่อนบ้านต่างถิ่น การไปเที่ยวชมเทศกาลของภูมิภาคอื่น หรือการอ่านเรื่องราวจากมุมมองที่เราไม่เคยสัมผัส ล้วนช่วยทลายกำแพงความกลัวนี้ได้ แต่ในยุคดิจิทัลที่เนื้อหาสร้างความแตกแยกมักถูกปั่นกระแสบนโซเชียลมีเดีย ความไม่รู้กลับยิ่งถูกแต่งเติมให้น่ากลัว ซึ่งตอกย้ำอคติเดิมและขยายช่องว่างทางสังคมให้กว้างขึ้น
เมื่อมองในภาพใหญ่ ความกลัวนี้ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ผู้บริหารในภาคธุรกิจของไทยยอมรับว่า การยึดติดกับแนวทางเดิมๆ และไม่เปิดรับมาตรฐานสากล เป็นปัจจัยหนึ่งที่ลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ขณะที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยต่างย้ำว่า การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ยอมรับความหลากหลาย จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์และพร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (OECD report on Thailand’s education systems) ส่วนในด้านสาธารณสุขและนโยบายสังคม การลดอคติต่อผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ล้วนต้องอาศัยโครงการสร้างความเข้าใจที่ตรงจุด จนนำไปสู่ความสำเร็จในการลดอัตราการติดเชื้อ HIV จากการรณรงค์ให้ความรู้แก่สังคมในวงกว้าง (UNAIDS Thailand data)
แนวทางก้าวข้ามความกลัว: เปิดใจ เรียนรู้ และเติบโต
แต่ข่าวดีก็คือ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าความรู้สึกกลัวนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จากประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาสังคม พบว่ามีแนวทางรับมือหลักๆ 3 ข้อ ได้แก่
- เปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสสิ่งใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ
- ฝึกตระหนักรู้ถึงอคติที่อาจเกิดขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว
- ปรับมุมมองว่าการเปลี่ยนแปลงคือโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม
ผู้เขียนบทความซึ่งเป็นนักจิตวิทยาคลินิกได้ให้ทัศนะเสริมว่า “การเติบโตที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรากล้าก้าวออกจาก ‘คอมฟอร์ตโซน’ ของตัวเอง กล้าตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ และรับฟังเสียงของผู้คนที่แตกต่างจากเราให้มากขึ้น”
ตัวอย่างแนวปฏิบัติในไทย: จากนโยบายสู่ประสบการณ์จริง
ในแวดวงการศึกษาไทยเองก็เริ่มนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนกับกลุ่มประเทศอาเซียน หรือการส่งเสริมหลักสูตรสองภาษาที่สอนภาษาอังกฤษและจีนควบคู่กับภาษาไทย เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เด็กไทยคุ้นเคยกับความแตกต่างและลดอคติในระยะยาว (Ministry of Education Thailand) เช่นเดียวกับสีสันของวงการสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ ที่ศิลปินไทยและต่างชาติร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงาน จนเกิดเป็นแนวทางดนตรี การออกแบบ และอาหารแนวใหม่ที่โดนใจคนรุ่นใหม่อย่างแพร่หลาย
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สังคมไทยมีความสามารถในการผสมผสานและปรับใช้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างกลมกลืนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรากฐานพุทธศาสนาจากอินเดียในเทศกาลลอยกระทง หรือการแพทย์แบบผสมผสานระหว่างแผนตะวันตกและแผนไทย แต่ในวิถีชีวิตยุคใหม่ ก็ยังคงมีแรงเสียดทานระหว่างการเปิดกว้างกับความเป็นอัตลักษณ์ ปรากฏให้เห็นผ่านการถกเถียงเรื่องเครื่องแบบนักเรียน นโยบายการสอนภาษาชาติพันธุ์ หรือทัศนคติต่อการเรียนออนไลน์หลังยุคโควิด (Bangkok Post education coverage)
เปิดใจสู่อนาคต: ก้าวข้ามความกลัว เพื่อความแข็งแกร่งของสังคมไทย
เมื่อสังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งสังคมสูงวัย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการย้ายถิ่นฐานข้ามพรมแดน วิธีที่เรารับมือกับ “สิ่งแปลกใหม่” จะเป็นตัวชี้วัดความยืดหยุ่นของประเทศ ความกลัวอาจเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนา แต่การกล้าเปิดรับประสบการณ์ใหม่และท้าทายสมมติฐานเดิมๆ ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร จะเป็นเชื้อไฟที่จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและความร่วมมือให้ลุกโชนขึ้นมา
สำหรับเราทุกคน คำแนะนำง่ายๆ ที่เริ่มทำได้ทันทีคือ ลองเปิดใจทีละเล็กทีละน้อย ด้วยการเข้าร่วมงานวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย อ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์จากต่างแดน แลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคนที่มีพื้นเพแตกต่างจากเราโดยไม่รีบตัดสิน และสนับสนุนองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศที่หลากหลายและการคิดเชิงวิพากษ์ ส่วนในระดับนโยบาย การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการด้านภาษา การเพิ่มความหลากหลายในตลาดแรงงาน และการสื่อสารที่เชิดชูความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของประเทศ
การเดินทางจากความ ‘กลัว’ ไปสู่ความ ‘กล้า’ ที่จะเรียนรู้ อาจไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่บทเรียนในอดีตของไทยได้พิสูจน์แล้วว่า หัวใจของความแข็งแกร่งและความสำเร็จมักเกิดจากการเปิดรับความแตกต่าง ไม่ว่าจะในด้านศาสนา ศิลปะ การค้า หรือการศึกษา การเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักด้วยใจที่เปิดกว้าง คือหนทางที่จะทำให้สังคมไทยยังคงมีชีวิตชีวา ทันโลก และยืนหยัดต่อไปได้อย่างมั่นคงและเป็นหนึ่งเดียว
แหล่งข้อมูล: