สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๗. สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ
เรื่องนางเปรตกินลูกคราวละ ๗ ตน
(พระมหาเถระถามนางเปรตตนหนึ่งว่า)
[๓๕] เธอเปลือยกาย มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันไต่ตอมเกลื่อนกล่น เธอเป็นใครกันเล่ามายืนอยู่ในที่นี้
(นางเปรตนั้นตอบว่า)
[๓๖] ท่านผู้เจริญ ดิฉันเกิดเป็นเปรตในยมโลก ได้รับความลำบาก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก
[๓๗] เวลาเช้า คลอดลูก ๗ คน เวลาเย็นอีก ๗ คน แล้วกินลูกเหล่านั้นทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉันได้
[๓๘] หัวใจของดิฉันถูกความหิวแผดเผาสุมอยู่ ดิฉันเป็นดังถูกไฟเผาในที่อันร้อนยิ่ง ไม่ได้ประสบความเย็นเลย
(พระเถระถามว่า)
[๓๙] เมื่อก่อนเธอได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรเธอจึงต้องกินเนื้อลูก
(นางเปรตนั้นตอบว่า)
[๔๐] เมื่อก่อนดิฉันมีลูก ๒ คน ลูก ๒ คนนั้นกำลังหนุ่มแน่น ดิฉันนั้นประกอบด้วยกำลังคือลูก (ถือตัวว่ามีลูก) จึงดูหมิ่นสามีของตน
[๔๑] ภายหลังสามีโกรธดิฉัน จึงได้หาภรรยามาอีก และภรรยาใหม่นั้นตั้งครรภ์ ดิฉันได้คิดร้ายต่อนาง
[๔๒] มีใจประทุษร้ายได้ทำให้นางแท้ง ภรรยาใหม่นั้นตั้งครรภ์ ๓ เดือนเท่านั้น ก็ตกเลือด
[๔๓] ครั้งนั้น มารดาของนางโกรธแล้ว เชิญพวกญาติของดิฉันมาประชุมซักถาม ให้ดิฉันสาบาน และขู่เข็ญดิฉันให้กลัว
[๔๔] ส่วนดิฉันนั้นได้กล่าวคำสาบานเท็จอย่างรุนแรงว่า ถ้าดิฉันทำความชั่วอย่างนี้จริง ขอให้ดิฉันกินเนื้อลูกเถิด
[๔๕] เพราะผลกรรมคือการทำลายสัตว์มีชีวิต และการกล่าวเท็จทั้ง ๒ อย่างนั้น ดิฉันจึงมีกายเปื้อนหนองและเลือด กินเนื้อลูก
สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุที่ ๗ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค
๗. สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุ
อรรถกถาสัตตปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภนางเปรตผู้กินบุตร ๗ คน ดังนี้.
ได้ยินว่า อุบาสกคนหนึ่งในหมู่บ้านตำบลหนึ่งไม่ไกลกรุงสาวัตถี ได้มีบุตร ๒ คนตั้งอยู่ในปฐมวัย สมบูรณ์ด้วยรูปโฉม ประกอบด้วยศีลและอาจาระ. มารดาของบุตรทั้ง ๒ นั้นคิดว่าเราเป็นผู้มีบุตร จึงดูหมิ่นสามีด้วยกำลังแห่งบุตร.
สามีนั้นถูกภรรยาดูหมิ่น มีใจเบื่อหน่าย จึงนำหญิงอื่นมาครอง. ไม่นานนัก หญิงนั้นก็ตั้งครรภ์.
ลำดับนั้น ภรรยาหลวงเป็นหญิงมีความริษยาเป็นปกติ เอาอามิสไปล่อหมอคนหนึ่ง ให้หมอนั้นทำครรภ์ของหญิงนั้นซึ่งตั้งมา ๓ เดือน ให้ตก.
ลำดับนั้น หญิงนั้นอันพวกญาติและพี่น้องชายถามว่า เธอทำครรภ์ของนางนี้ให้ตกไปหรือ จึงกล่าวมุสาว่าไม่ได้ทำให้ตกไป. คนเหล่านั้นไม่เชื่อจึงกล่าวว่า เธอจงสบถ แล้วได้กระทำสบถว่า ขอให้ดิฉันคลอดบุตรทั้งเช้าทั้งเย็นครั้งละ ๗ คนแล้วเคี้ยวกินเนื้อบุตร ขอให้ดิฉันมีกลิ่นเหม็นและแมลงวันจับกลุ่มอยู่เป็นนิจ.
ครั้นต่อมา นางทำกาละแล้วบังเกิดในกำเนินเปรต ด้วยวิบากของการทำครรภ์ให้ตกไป และพูดมุสานั้นนั่นแล จึงเคี้ยวกินเนื้อบุตรโดยนัยดังกล่าวแล้ว เที่ยวไปในที่ไม่ไกลบ้านนั้นนั่นเอง.
ก็สมัยนั้น พระเถระหลายรูปออกพรรษาในหมู่บ้าน มายังกรุงสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พักแรมในส่วนหนึ่งไม่ไกลบ้านนั้น.
ลำดับนั้น นางเปรตนั้นแสดงตนแก่พระเถระเหล่านั้น.
พระมหาเถระถามเธอด้วยคาถาว่า :-
เธอเปลือยกายมีผิวพรรณขี้เหร่ มีตัวเน่า ส่งกลิ่นฟุ้ง ถูกแมลงวันจับกลุ่ม เธอเป็นใครหนอ มายืนอยู่ในที่นี้.
หญิงเปรตถูกพระเถระถามจึงได้ให้คำตอบด้วย ๓ คาถาว่า
ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรตถึงทุคติเกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่ว จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก เวลาเช้าคลอดบุตร ๗ คน เวลาเย็นอีก ๗ คน แล้วเคี้ยวกินบุตรเหล่านั้นหมดทั้ง ๑๔ คนนั้นก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันเร่าร้อนหม่นไหม้อยู่เป็นนิตย์ เพราะความหิว ดิฉันเป็นดุจถูกไฟเผาอยู่กลางแดด ไม่ได้ประสบความเย็นเลย.
พระมหาเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่นางเปรตนั้นกระทำ จึงกล่าวคาถาว่า :-
เธอทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาใจหรือ เธอกินเนื้อบุตร เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร?
ลำดับนั้น นางเปรตเมื่อจะบอกถึงการที่ตนเกิดในเปตโลกและเหตุที่เคี้ยวกินเนื้อบุตร จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :-
เมื่อก่อนดิฉันมีบุตร ๒ คน บุตร ๒ คนนั้นกำลังหนุ่มแน่น. ดิฉันอาศัยกำลังคือบุตร จึงได้ดูหมิ่นสามีของตน. ภายหลัง สามีของดิฉันโกรธ จึงได้หาภริยามาใหม่ และภริยาใหม่นั้นมีครรภ์
ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีจิตคิดประทุษร้าย ได้ทำให้ครรภ์ตกไป ภริยาคนใหม่มีครรภ์ ๓ เดือนเท่านั้นตกเป็นโลหิตเน่า มารดาของเขาโกรธแล้ว เชิญพวกญาติของดิฉันมาประชุมกัน ซักถามให้ดิฉันทำการสบถ และขู่เข็ญดิฉันให้กลัว
ดิฉันได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่างแรงว่า ถ้าดิฉันทำความชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด ดิฉันมีกายเปื้อนหนองและเลือด กินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรม คือการทำครรภ์ให้ตกไป และมุสาวาททั้ง ๒ นั้น.
คำที่เหลือทั้งหมด เป็นเสมือนคำที่เป็นลำดับมานั่นเอง.
ในเรื่องนั้นมีพระเถระ ๘ รูป แต่ในเรื่องนี้มีพระเถระเป็นจำนวนมาก.
ในเรื่องนั้นมีบุตร ๕ คน แต่ในเรื่องนี้มีบุตร ๗ คน.
นี้แลเป็นความแปลกกัน.
จบอรรถกถาสัตตปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๗
-----------------------------------------------------