เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงติดใจการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ แต่เรากลับรู้สึกเบื่อหน่ายทุกครั้งที่ต้องลุกไปขยับตัว? งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology อาจมีคำตอบซ่อนอยู่ โดยชี้ว่าการเลือกกิจกรรมให้เข้ากับบุคลิกของตัวเอง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกและทำได้อย่างต่อเนื่อง งานวิจัยจาก University College London ชิ้นนี้ได้ไขข้อข้องใจว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเฉื่อยชาเมื่อต้องออกกำลังกาย ขณะที่บางคนกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่า พร้อมเสนอว่าการทำความเข้าใจบุคลิกของตัวเองอาจช่วยทลายกำแพงในการเริ่มต้นและรักษาวินัยการออกกำลังกายได้

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย เพราะพฤติกรรมเนือยนิ่งและความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 3 ทั่วโลกออกกำลังกายไม่ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์ตามคำแนะนำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพ การค้นหาวิธีสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ จึงเป็นภารกิจสำคัญของไทยในการรณรงค์ป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี (สถิติกิจกรรมทางกาย WHO)

ผลการวิจัยระบุว่า คนที่มีบุคลิกเปิดเผย ชอบเข้าสังคม (Extrovert) มักจะโปรดปรานกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูงและเน้นความคึกคัก เช่น คลาสออกกำลังกายแบบกลุ่ม หรือการเล่นกีฬาเป็นทีม ส่วนคนที่มีความรอบคอบ มีระเบียบวินัย (Conscientious) มักจะมุ่งมั่นออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเลือกกิจกรรมรูปแบบไหนก็ตาม ขณะที่คนที่มีแนวโน้มวิตกกังวลง่าย หรือมีอารมณ์อ่อนไหว (Neurotic) จะรู้สึกสบายใจกับการออกกำลังกายคนเดียว หรือกิจกรรมเบาๆ ที่ใช้เวลาไม่นานและไม่กดดัน

ทีมวิจัยจาก University College London ได้ทำการทดลองกับผู้ใหญ่ 132 คน โดยเริ่มจากการประเมินบุคลิกภาพและระดับความเครียด ก่อนจะแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้โปรแกรมออกกำลังกายที่บ้าน (ปั่นจักรยานและฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ) เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมที่ใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งสุดท้ายมีผู้เข้าร่วมจนจบโครงการ 86 คน ส่วนที่เหลือต้องออกจากการทดลองกลางคันเนื่องจากอาการบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือขาดการติดต่อไป

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ คนที่มีคะแนนบุคลิกภาพด้านความวิตกกังวลสูง (Neuroticism) เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายในแง่ของการลดความเครียดได้ชัดเจนที่สุด และมักจะเลือกกิจกรรมที่เบา ใช้เวลาสั้น และเคลื่อนไหวน้อย ในทางกลับกัน คนที่มีบุคลิกจริงจังและมีระเบียบวินัย (Conscientiousness) กลับสามารถปรับตัวเข้ากับกิจกรรมได้ทุกรูปแบบ เพราะมีแรงจูงใจหลักมาจากเป้าหมายด้านสุขภาพมากกว่าความสนุกของกิจกรรมนั้นๆ

อาจารย์อาวุโสผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจาก Auckland University of Technology (ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้) ได้ช่วยตอกย้ำประเด็นนี้ว่า “การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือแบบที่เราเต็มใจจะทำ” ดังนั้น ความชอบและความสนุกจึงเป็นหัวใจสำคัญ “การค้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเองอาจเป็นด่านแรกที่ท้าทาย แต่ทุกคนต้องก้าวข้ามไปให้ได้” อาจารย์ท่านนี้ให้สัมภาษณ์กับ Washington Post โดยเห็นด้วยอย่างยิ่งว่างานวิจัยชิ้นนี้ได้ยืนยันแนวคิดดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและพลศึกษา จาก University of South Australia เปรียบเทียบการออกกำลังกายเหมือนกับการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ ยิ่งเริ่มต้นเร็วและทำสม่ำเสมอเท่าไหร่ ผลตอบแทนในระยะยาวยิ่งดีขึ้นเท่านั้น “สิ่งสำคัญคืออย่ามองแค่ผลลัพธ์ระยะสั้น” ท่านย้ำ พร้อมเสริมว่าการเลือกกิจกรรมที่สนุกและทำได้ยั่งยืน จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้ในที่สุด

เมื่อมองกลับมาที่สังคมไทย ผลวิจัยนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจ เพราะหลายครั้งค่านิยมและวิถีชีวิตแบบคนเมืองอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการออกกำลังกาย เช่น พนักงานออฟฟิศอาจไม่รู้สึกสนุกกับการเข้าฟิตเนสหรือเล่นเครื่องออกกำลังกาย แต่คนในพื้นที่ชนบทอาจได้ประโยชน์เต็มที่จากกีฬาชุมชนหรือการรำวงในงานเทศกาล ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติการเข้าสังคมของคนในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน คนที่เครียดง่ายหรือรักความสงบ ก็อาจจะเหมาะกับการเดินจงกรมในวัด หรือฝึกโยคะด้วยตัวเองที่บ้านมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการนำบุคลิกและวัฒนธรรมมาปรับใช้เพื่อค้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง

ในอดีต การออกกำลังกายของคนไทยมักผูกพันอยู่กับประเพณี กิจกรรมในชุมชน งานวัด หรือศิลปะป้องกันตัวอย่างมวยไทย แต่ในยุคปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเมือง การใช้เวลาอยู่หน้าจอที่นานขึ้น หรือแม้กระทั่งปัญหามลพิษทางอากาศ ทำให้จำเป็นต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกเพศทุกวัย การปรับกิจกรรมให้เหมาะกับแต่ละบุคคลตามที่งานวิจัยแนะนำ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่สามารถช่วยเสริมภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขหรือองค์กรอย่าง สสส. ในการยกระดับสุขภาพของคนไทยให้ดีขึ้นได้ (Thai Health Promotion Foundation)

ในอนาคต เราอาจได้เห็นการนำแบบประเมินบุคลิกภาพมาใช้ในแคมเปญรณรงค์ด้านสุขภาพของภาครัฐ หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันที่สามารถแนะนำโปรแกรมออกกำลังกายที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละคนโดยเฉพาะ ซึ่งการศึกษาเชิงลึกและการทดลองกับกลุ่มประชากรในประเทศไทยโดยตรงจะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ในระยะยาวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากทั่วโลกต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ความสนุกคือแรงจูงใจที่ทรงพลังที่สุด เพราะถ้าเราชอบในสิ่งที่ทำ เราย่อมมีแนวโน้มที่จะทำมันต่อไปได้นานกว่าการตั้งหน้าตั้งตาเอาชนะหรือฝืนใจทำ

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพ ลองเปิดใจหากิจกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ฝึกยืดเหยียดเบาๆ ที่บ้าน หรือมองหาคลาสออกกำลังกายกลุ่มที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า “ต้องรู้จักบุคลิกของตัวเองให้แน่ชัด” ก่อนถึงจะเริ่มได้ เพราะอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญจากโอ๊คแลนด์แนะนำไว้ แค่ลองทำไปหลายๆ แบบ แล้วสังเกตว่ากิจกรรมไหนที่ทำแล้วรู้สึกสดชื่นและมีพลังมากที่สุด จากนั้นค่อยๆ ปรับหาจุดที่ลงตัว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติม ลองศึกษาคำแนะนำจากกรมอนามัย ทดลองใช้แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพ หรือแค่สังเกตง่ายๆ ว่ากิจกรรมไหนที่ทำแล้วทำให้อารมณ์ดีและมีพลังงานมากขึ้น เริ่มดูแลสุขภาพในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง แล้วคุณจะค้นพบเส้นทางสู่การออกกำลังกายที่ยั่งยืนได้ในที่สุด ดังที่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ได้ยืนยัน

แหล่งข้อมูล: Washington Post, Frontiers in Psychology, WHO Physical Activity, Thai Health Promotion Foundation