หลายคนคงเคยได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านบ่นว่า “เผลอแป๊บเดียวก็หมดปีอีกแล้ว” ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวหรือเพราะชีวิตที่ยุ่งเหยิง แต่ล่าสุดวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายสำหรับปรากฏการณ์นี้แล้ว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Review และสรุปโดย Earth.com ได้เผยกลไกของสมองที่ทำให้เรารู้สึกว่าเวลายิ่งเดินเร็วขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น พร้อมชี้ทางให้เราสามารถดึงความรู้สึกว่าแต่ละวันมีความหมายกลับคืนมาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม
“เวลาติดปีก” ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คำพูดติดปากของคนรุ่นก่อนหรือเป็นแค่เรื่องของจิตใจ แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองของเราประมวลผล “กระแสเวลา” แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย โดยงานวิจัยชี้ว่าเด็กและวัยรุ่นมักได้เจอ “ประสบการณ์ครั้งแรก” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันเปิดเทอม การหัดทำสิ่งใหม่ๆ หรือกิจกรรมที่ไม่เคยลองมาก่อน สิ่งเหล่านี้สร้างความทรงจำที่สดใหม่และหลากหลาย ทำให้รู้สึกว่าแต่ละวันนั้นยาวนาน แต่สำหรับผู้ใหญ่ กิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่มักซ้ำเดิม ประสบการณ์แปลกใหม่จึงลดน้อยลง ทำให้วันเวลาที่ผ่านไปดูคล้ายกันจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียว เวลาจึงดูเหมือนหมุนเร็วจนน่าใจหาย
สมองของเราจับจังหวะเวลาอย่างไร
นักจิตวิทยาจากสถาบันวิจัยด้านจิตวิทยาและสุขภาพจิตฟรอนเทียร์ (IGPP) อธิบายว่าความรู้สึก “เวลาผ่านไปไว” เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณข้อมูลใหม่ที่สมองต้องประมวลผลในแต่ละวัน กล่าวได้ว่า “ความทรงจำและการรับรู้เวลาเป็นของคู่กัน” หากสมองสร้างความทรงจำใหม่ๆ น้อยลง การรับรู้เวลาจะหดสั้นลงตามไปด้วย ประสบการณ์ที่แปลกใหม่จึงเป็นหัวใจสำคัญ นี่คือเหตุผลที่เด็กนักเรียนรู้สึกว่าชั่วโมงเรียนนั้นยาวนาน ในขณะที่คนทำงานอาจรู้สึกว่าสัปดาห์หนึ่งผ่านไปในพริบตา
พูดง่ายๆ คือ ยิ่งสมองต้องจดจำและประมวลผลข้อมูลใหม่มากเท่าไหร่ เราจะยิ่งรู้สึกว่าเวลา “ยืดขยาย” ออกไปมากเท่านั้น ในวัยเด็ก แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างมุกตลกบนโต๊ะอาหารกลางวัน หรือการได้เล่นเกมใหม่กับเพื่อนที่โรงเรียน ก็เปรียบเสมือนการเพิ่มหน้าใหม่ๆ ในสมุดบันทึกความทรงจำของสมอง แต่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วันคืนส่วนใหญ่มักวนเวียนอยู่กับเรื่องซ้ำๆ ทั้งการทำงาน งานบ้าน หรือการเดินทาง ทุกอย่างจึงเหมือนการฉายหนังม้วนเดิม กลายเป็นเพียงภาพไฮไลต์สั้นๆ ในความทรงจำ
การทดลองและข้อมูลใหม่ที่ช่วยยืนยัน
ในปี ๒๕๖๗ มีการทดลองโดยใช้เทคโนโลยีโลกเสมือน (VR) กับกลุ่มผู้สูงวัย และพบว่าคนกลุ่มนี้มักประเมินช่วงเวลาต่างๆ สั้นกว่าความเป็นจริงถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าประสบการณ์ใหม่ๆ ช่วยให้เรารับรู้เวลาได้ชัดเจนขึ้น ยิ่งชีวิตมีแต่กิจวัตรซ้ำซาก เทศกาลที่เคยตั้งตารออย่างสงกรานต์ ลอยกระทง หรือปีใหม่ ก็จะยิ่งรู้สึกเหมือนเวียนมาถึงเร็วขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งเพราะสมองบันทึกข้อมูลในแต่ละวันน้อยลงนั่นเอง งานวิจัยที่สำรวจผู้คนในหลายประเทศช่วงเทศกาลสำคัญ พบว่าคนที่ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เป็นประจำมักรู้สึกว่าเวลาเดินเร็วกว่า ขณะที่คนที่เปิดรับกิจกรรมใหม่ๆ กลับรู้สึกว่าช่วงเวลาก่อนถึงเทศกาลนั้นยาวนานและเต็มไปด้วยความสุข
ปัจจัยทางกายภาพก็มีส่วน
เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของระบบประสาทจะช้าลงตามกลไกทางชีวภาพ ในช่วงวัยเด็ก ระบบประสาทจะส่งสัญญาณอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนและวัยสูงอายุ ความเร็วนี้จะลดลง เปรียบได้กับสมุดภาพดีด (flipbook) ที่ยิ่งเราดีดหน้ากระดาษได้มากในหนึ่งนาที ภาพเคลื่อนไหวก็จะยิ่งดูต่อเนื่องและชัดเจน แต่เมื่อสมองและสายตาประมวลผลภาพได้น้อยลง ก็เหมือนกับว่าสมุดภาพมีจำนวนหน้าน้อยลง เวลาจึงดูเหมือนหดสั้นลงไป
นอกจากนี้ การนอนหลับก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากพักผ่อนไม่เพียงพอ สมองจะบันทึกความทรงจำได้ไม่ดี ทำให้วันเวลาดูเบลอและผ่านไปอย่างรวดเร็ว นักเรียนหรือคนวัยทำงานที่อดนอนจึงมักรู้สึกว่ากิจกรรมต่างๆ ผ่านไปแบบไม่ทันได้จดจำ หากขาดการพักผ่อนอย่างต่อเนื่อง ความทรงจำของสัปดาห์ที่ผ่านมาก็จะเลือนลาง เพราะสมองไม่มีพลังงานพอจะบันทึกรายละเอียด
ยุคดิจิทัลช่วยหรือซ้ำเติม?
แม้โซเชียลมีเดียจะดูเหมือนเต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆ แต่ผลการวิจัยกลับชี้ว่าฟีดข่าวและวิดีโอที่เราไถดูในแต่ละวันมักมีเนื้อหาและรูปแบบที่วนเวียนซ้ำซาก ผลคือยิ่งเราใช้เวลาบนหน้าจอมากเท่าไหร่ สมองก็ยิ่งเก็บความทรงจำที่มีคุณภาพได้น้อยลงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น แสงสีฟ้าจากหน้าจอยังรบกวนการนอนหลับและวงจรชีวิตประจำวันอีกด้วย ซึ่งคนไทยรุ่นใหม่ที่จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้งานดิจิทัลสูงสุดในโลก (DataReportal) น่าจะเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี
ผลสำรวจที่เปรียบเทียบการรับรู้เวลาของผู้สูงวัยและกลุ่มวัยรุ่น พบว่าผู้สูงอายุรู้สึกว่า “ปีนี้ผ่านไปเร็ว” มากกว่ากลุ่มวัยรุ่นถึงสองเท่า และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรู้สึกนี้มากที่สุดคือ “กิจวัตรที่ซ้ำซาก” ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพโดยตรง ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้สูงวัยที่ยังคงเรียนรู้สิ่งใหม่หรือเข้าสังคมอย่างสม่ำเสมอ จะรับรู้ว่าแต่ละวันนั้นมีรายละเอียดและชัดเจนกว่ากลุ่มที่ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ
วิธีชะลอเวลาให้อยู่ข้างเรา
หากต้องการให้ “เวลาชีวิต” ของเรารู้สึกช้าลงและมีความหมายมากขึ้น ก็มีวิธีง่ายๆ ที่เริ่มได้ทันทีในทุกวัย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ผลวิจัยแนะนำว่าควรเริ่มจากการจัดตารางการนอนให้เป็นเวลาและนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย ๗-๙ ชั่วโมงทุกคืน เพราะการนอนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพความทรงจำ
จากนั้น ให้ตั้งใจหากิจกรรมใหม่ๆ ทำในแต่ละสัปดาห์ อาจจะเป็นการไปเดินตลาดนัดที่ไม่เคยไป ลองชิมอาหารตามฤดูกาล ลงเรียนรำไทยหรือภาษาต่างประเทศ หรือแม้แต่ลองเปลี่ยนเส้นทางไปทำงานหรือไปโรงเรียน ระหว่างทำกิจกรรม ให้ฝึกใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง ลองสังเกตกลิ่นอาหาร เสียงนกร้อง ลวดลายบนผนังโบสถ์ หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็น “ภาพใหม่” ในคลังสมอง ทำให้แต่ละวันรู้สึกเต็มอิ่มยิ่งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ลดเวลาบนหน้าจอ แล้วหันไปทำกิจกรรมที่แปลกใหม่แทน เช่น เดินป่าในเส้นทางใหม่ๆ ลิ้มลองอาหารท้องถิ่นภาคอื่น ลองทำงานฝีมืออย่างการทอผ้า หรือหัดเล่นดนตรีไทย ทุกประสาทสัมผัสที่ได้เจอกับสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เสียง รสชาติ หรือภาพ ล้วนช่วยเพิ่ม “หน้ากระดาษในสมุดภาพความจำ” ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาเดินช้าลงได้อย่างแท้จริง
วัฒนธรรมไทยกับการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
แนวคิดเหล่านี้สอดคล้องกับค่านิยมของไทยที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลประเพณี กิจกรรมในชุมชน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การที่ผู้สูงวัยได้เข้าร่วมงานบุญ ไปเยี่ยมหลานที่โรงเรียน หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ร่วมกับคนรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานวัฒนธรรม แต่ยังช่วย “ชะลอเวลา” ในความรู้สึก ทำให้มีความสุขและสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ดังที่องค์การอนามัยโลกได้ชี้แนะไว้ (WHO: Ageing and Health)
นโยบายสังคมและการศึกษาจะรับมืออย่างไร
เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังจะก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ที่สุดในอาเซียนภายในปี ๒๕๗๓ (UNFPA Thailand) ดังนั้น นโยบายที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมในชุมชนจึงควรได้รับความสำคัญเป็นพิเศษ ในด้านการศึกษา โรงเรียนควรออกแบบหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นพบสิ่งใหม่ผ่านการทัศนศึกษาและประสบการณ์นอกห้องเรียน เพื่อสร้างความทรงจำที่มีคุณภาพ และทำให้ช่วงวัยเรียนเป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าราวกับถูก “ขยาย” ใหยาวนานขึ้น
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับทุกคน
หัวใจสำคัญมี ๒ ข้อ คือ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เราควรแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกสัปดาห์ ทั้งผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมกับชุมชน ควบคู่ไปกับการใส่ใจเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้มีคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงสอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังตรงกับคุณค่าดั้งเดิมของไทยในเรื่องความใฝ่รู้ เมื่อเราทำสองสิ่งนี้ควบคู่กันไป ก็จะช่วยเติมเต็มคลังความทรงจำ และทำให้เรารู้สึกว่า “เวลา” กลับมาเป็นของเราอีกครั้ง
ผู้ที่สนใจสามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ในวารสาร European Review หรือดูเนื้อหาสรุปที่ Earth.com รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมจาก WHO, DataReportal และ UNFPA Thailand