คลื่นการเลิกจ้างครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาปี ๒๕๖๘ กำลังสั่นคลอนความรู้สึกมั่นคงของคนทำงานทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจาก CNBC เผยว่าเพียง ๕ เดือนแรกของปี มีการปลดพนักงานไปแล้วเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ซึ่งพุ่งสูงขึ้นถึง ๘๐% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สถานการณ์นี้ส่งผลให้ ๔๖% ของคนทำงานตกอยู่ในความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตการงานของตนเองอย่างรุนแรง และยังกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างน่าเป็นห่วง (CNBC)
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพความกังวลที่ไม่ต่างกันในสังคมไทย เมื่อแรงงานไทยต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนในตลาดแรงงานทั้งภาครัฐและเอกชน การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้พนักงานชาวไทยจำนวนไม่น้อยต้องต่อสู้กับความกลัวที่จะตกงาน และแบกรับภาระงานที่หนักขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
ข้อมูลที่ผ่านมาตอกย้ำว่า “ความกังวลว่าจะถูกเลย์ออฟ” ไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้องอีกต่อไป แต่ได้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตระดับสาธารณะ ผลสำรวจโดย Indeed พบว่าชาวอเมริกันเกือบครึ่งยอมรับว่ากำลังกังวลถึงโอกาสที่จะถูกปลดออกจากงานภายในปีหน้า (clarifycapital.com; Times of India)
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและการบริหารจัดการได้วิเคราะห์ว่า “วงจรอุบาทว์” กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พนักงานที่กลัวถูกเลิกจ้างมักตอบสนองด้วยการโหมทำงานหนักเกินกำลัง แม้จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงก็ตาม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภาวะหมดไฟที่เกิดขึ้นเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ในใจยังคงเต็มไปด้วยเสียงของความกังวลจนไม่สามารถจดจ่อกับงานหรือใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
โค้ชด้านอาชีพในสหรัฐฯ ท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า การหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องงานไม่เลิกจนลามเข้ามาในเวลาส่วนตัว ถือเป็นสัญญาณอันตราย หากความกังวลเหล่านี้เริ่มกัดกินชีวิตประจำวันและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ก็ถึงเวลาที่ต้องได้รับการเยียวยาอย่างจริงจัง
สำหรับคนทำงานในสังคมไทยที่คุ้นชินกับวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวม เช่น การเสียสละเพื่อทีม และความอดทนอดกลั้น การเปิดปากพูดเรื่องสุขภาพจิตหรือการร้องขอความช่วยเหลือจึงอาจยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอยู่ไม่น้อย ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมารวมถึงช่วงก่อนและหลังโควิด-๑๙ กรมสุขภาพจิตเคยสำรวจพบแนวโน้มความเครียดและการร้องเรียนปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวกับการทำงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีข่าวการปลดพนักงานอยู่บ่อยครั้ง เช่น การผลิตและท่องเที่ยว (กรมสุขภาพจิต)
ในระดับโลกยังพบว่าความกังวลเรื่องการเลิกจ้างยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ รายงานปี ๒๕๖๘ โดย Clarify Capital ชี้ชัดว่าพนักงานที่ทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความกังวลว่าจะถูกเลย์ออฟสูงถึง ๔๗% ซึ่งมากกว่าพนักงานที่เข้าออฟฟิศถึงสองเท่า ปรากฏการณ์นี้มีแนวโน้มที่จะพบเห็นได้มากขึ้นในประเทศไทยตามกระแสการทำงานออนไลน์ที่เติบโตขึ้น (clarifycapital.com)
ภาวะเครียดเช่นนี้ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในที่ทำงานโดยรวม พนักงานต่างเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทำให้บรรยากาศการทำงานตึงเครียด ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และความคิดสร้างสรรค์หดหาย สังคมการทำงานของไทยเองก็เคยเผชิญกับผลกระทบนี้มาแล้ว ทั้งในสายการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สิ่งทอ และภาคบริการ เมื่อมีข่าวลือเรื่องการปลดคนแพร่ออกไป ขวัญและกำลังใจของทีมงานก็มักจะตกต่ำลง ประสิทธิภาพโดยรวมจึงลดลงตามไปด้วย ยิ่งเมื่อวัฒนธรรมการทำงานแบบ “เร่งรีบ-แข่งขัน” และการจ้างงานแบบชั่วคราวขยายตัวมากขึ้น หากไม่เร่งจัดการปัญหาสุขภาพจิตให้ทันท่วงที ผลกระทบระยะยาวอาจบั่นทอนทั้งประสิทธิภาพของแรงงานและศักยภาพของประเทศ (healthandme.com)
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการวางแผนรับมืออย่างเป็นรูปธรรมคือทางออกที่ดีที่สุด เช่น การอัปเดตประวัติการทำงานและสร้างเครือข่ายทางอาชีพให้กว้างขวางขึ้น จะช่วยสร้างความรู้สึกว่าตนเอง “ยังมีทางเลือกและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้” ขณะเดียวกัน แนวทางการเปิดใจพูดคุยกับหัวหน้างานอาจต้องปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของไทย ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรอาจเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีจากการขยายบริการด้านสุขภาพจิตและการปฏิรูปฝ่ายบุคคลในหลายองค์กร
บทเรียนครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแรงงานไทย กระทรวงแรงงานและกรมสุขภาพจิตต่างตระหนักดีถึงความเชื่อมโยงระหว่างความไม่มั่นคงในอาชีพกับภาวะความเครียด แต่การที่ปัญหาสุขภาพจิตลุกลามอย่างรวดเร็ว ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการในระดับประเทศ โดยควรบูรณาการการส่งเสริมสุขภาพจิตให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาบุคลากรในองค์กร สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และให้ความรู้เกี่ยวกับการรับมือกับการเลิกจ้าง พร้อมกับผลักดันการพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสและลดความเสี่ยงในการตกงาน
ในมิติทางวัฒนธรรม สังคมไทยยังมีรากฐานของความเป็นเครือญาติและชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นส่วนช่วยประคับประคองผู้คนในยามวิกฤต แต่การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมเมืองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ทำให้หลายคนรู้สึกห่างเหินและโดดเดี่ยวมากขึ้น หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องสติและการยอมรับความจริงก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ การเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญควรได้รับการสนับสนุนให้มากขึ้นตามข้อเรียกร้องขององค์กรและนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิต
ผลการศึกษานานาชาติสรุปตรงกันว่าทั้งองค์กรและตัวบุคคลควรมีมาตรการเชิงรุก เช่น องค์กรควรสื่อสารอย่างโปร่งใส หากจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน ควรแจ้งล่วงหน้าและส่งเสริมโครงการฝึกอบรมทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) ที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน ในฝั่งของแรงงานเองก็ควรเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ อัปเดตประวัติการทำงาน ศึกษาแนวโน้มตลาดแรงงาน และเปิดใจพูดคุยเรื่องความมั่นคงในอาชีพกับคนในองค์กร และเมื่อจำเป็น ก็ไม่ควรลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็จำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างเครือข่ายสวัสดิการสังคมและการฝึกอบรมแรงงานให้แข็งแกร่ง เพื่อลดผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ
ข้อแนะนำสำคัญสำหรับแรงงานไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน คือ การเริ่มต้นรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ตัวเอง ติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเข้าถึงความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญก่อนที่ความเครียดจะลุกลามจนกลายเป็นภาวะหมดไฟ ประสบการณ์จากสหรัฐอเมริกาสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ประสิทธิภาพของแรงงานและพลังของประเทศขึ้นอยู่กับความพร้อมในการรับมือของทั้งปัจเจกบุคคลและสถาบันอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูล: CNBC, Clarify Capital, Times of India, healthandme.com, กรมสุขภาพจิต