อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฮาวาย ที่เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดสำหรับแหล่งท่องเที่ยวหมู่เกาะทั่วโลก กำลังเผชิญภาวะซบเซาอย่างน่าเป็นห่วงในฤดูร้อนนี้ สร้างความกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ประกอบการท้องถิ่น รายงานจาก SFGate เผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยต่อวันในเดือนมิถุนายนลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2566 และแนวโน้มนี้อาจลากยาวไปถึงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ดับความหวังที่จะฟื้นตัวในช่วงไฮซีซันนี้ เรื่องราวนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญที่การท่องเที่ยวไทย ซึ่งกำลังเผชิญความไม่แน่นอนหลังยุคโควิด-19 ต้องจับตา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฮาวายเคยสร้างสถิติสูงสุดต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนในปี 2562 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยเกาะนักจะทำได้ แต่การชะลอตัวครั้งนี้มีสาเหตุจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน ตั้งแต่ผลกระทบทางใจและเศรษฐกิจจากเหตุไฟป่าที่ลาไฮนาในปี 2566 ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่พุ่งสูง สภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ไปจนถึงกระแสต่อต้านภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ข้อมูลจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาย ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวลงแล้วราว 3–6% โดยเที่ยวบินจากตลาดสำคัญอย่างญี่ปุ่นและแคนาดาลดลงในอัตราเลขสองหลัก ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวจะหดตัวต่อเนื่องอีก 4% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายถึงรายได้ที่จะหายไปกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 6 หมื่นล้านบาทภายในปี 2569 และจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กูรูหลายฝ่ายจึงประเมินว่าฮาวายอาจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่จนกว่าจะถึงปี 2571 (SFGate)

ภาวะซบเซาที่ยาวนานนี้ได้สั่นคลอนความเชื่อที่ว่าแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังจะมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยต้องให้ความสำคัญ เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นเส้นเลือดหลัก และเคยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 40 ล้านคนต่อปีก่อนช่วงโควิด-19 ทำให้คนในวงการต้องจับตาวิกฤตของฮาวายอย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะอัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดหรือเพิ่มเที่ยวบิน ก็ยังไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้ ประสบการณ์ของฮาวายจึงชี้ให้เห็นว่า ความพยายามฟื้นฟูท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อประเด็นด้านความปลอดภัย ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความรู้สึกของคนในชุมชนต้องหาจุดลงตัว

หลังจากเหตุการณ์ไฟป่าที่ลาไฮนาในปี 2566 ซึ่งสร้างบาดแผลลึกให้แก่ชุมชนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่และผู้นำองค์กรต่างๆ ได้ออกมาเรียกร้องให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางเพื่อเปิดทางให้กับการเยียวยาและฟื้นฟูชุมชน ซึ่งแม้จะได้รับความเห็นใจ แต่ก็สร้างความสับสนให้นักท่องเที่ยวว่าควรเดินทางมาหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวเช่นกัน

ความท้าทายซับซ้อน บทเรียนสะท้อนถึงไทย

สถานการณ์อันซับซ้อนของฮาวาย เกิดขึ้นแม้จะทุ่มงบมหาศาลไปกับแคมเปญฟื้นฟูหลังโควิดและภัยพิบัติ แต่กลับต้องมาเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง รายงานระบุว่ายอดจองที่พักและความสนใจเดินทางท่องเที่ยวในฤดูร้อนปีนี้ “ต่ำที่สุดในรอบหลายปี” ตามข้อมูลจากบริษัททัวร์รายใหญ่ (SFGate) สถานการณ์กลับตาลปัตรจากช่วงหลังโควิดที่นักท่องเที่ยวเคยทะลักเข้ามาจนทางการต้องร้องขอให้ชะลอการเดินทาง แต่ตอนนี้กระแสกลับเปลี่ยนทิศ ประกอบกับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน

ผู้ประกอบการโรงแรมต่างมองอนาคตอันใกล้ด้วยความกังวล ตัวแทนจากกลุ่มโรงแรม Outrigger Hospitality Group ให้ความเห็นว่า ฤดูร้อนนี้อาจไม่คึกคักไปกว่าปีก่อน และยอดจองห้องพักยังคงซบเซา โดยเฉพาะที่เกาะโออาฮู ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวทั้งรัฐยังคงต่ำกว่าระดับปี 2562 อย่างเห็นได้ชัด (SFGate) ขณะนี้ทางการรัฐฮาวายและหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวต้องร่วมกันผลักดันแคมเปญมูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งที่เกาะเมาอิและภาพรวมของรัฐ ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ที่ยังน่าเป็นห่วง

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป คาดเดายากขึ้น

ธุรกิจทัวร์พบว่านักท่องเที่ยวชาวอเมริกันหลังเหตุไฟไหม้หันไปเที่ยวเกาะอื่นแทน ก่อนจะกลับมาที่เกาะเมาอิอีกครั้งในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปจากนโยบายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ และความไม่มั่นใจทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้พฤติกรรมการจองที่พักเปลี่ยนไป เป็นการจองแบบกระชั้นชิดก่อนเดินทางเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้ธุรกิจโรงแรมและสายการบินวางแผนการตลาดได้ยากขึ้น “เราไม่เห็นการเติบโตอย่างที่คาดหวัง” ตัวแทนบริษัททัวร์ระดับประเทศกล่าวถึงความยากลำบากในการฟื้นตัว (SFGate)

ในขณะเดียวกัน ภาคการบินยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง โดยสายการบินฮาวายเอี้ยนแอร์ไลน์ หลังการควบรวมกับอลาสก้าแอร์ไลน์ ได้เพิ่มที่นั่งและเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ในหมู่เกาะ เช่น เมาอิ, เกาะฮาวาย (บิ๊กไอส์แลนด์) และคาไว รวมถึงขยายเส้นทางบินตรงจากชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เช่น พอร์ตแลนด์และซานฟรานซิสโก เพื่ออำนวยความสะดวกและหวังกระตุ้นความต้องการเดินทางในฤดูร้อนนี้ (SFGate)

แต่สถานการณ์ไม่ได้สดใสในทุกภาคส่วน นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวของหน่วยงานรัฐฮาวายชี้ว่าภาพรวมยังคงซับซ้อน ตัวเลขของสายการบินอาจดูดี แต่โรงแรมส่วนใหญ่ยังคงเงียบเหงา และความผันผวนของสถานการณ์โลกอาจทำให้แนวโน้มพลิกผันได้ทุกสัปดาห์ นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนมาถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่ต้องรับมือกับความผันผวนของนักท่องเที่ยวจากตลาดหลัก ทั้งจีน รัสเซีย และยุโรป

ไทยเรียนรู้อะไรจากบทเรียนของฮาวาย

กรณีศึกษาของฮาวายชี้ให้เห็นว่าทั้งสองแห่งมีจุดร่วมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ การเผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง และความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตัวอย่างของไทย เช่น การปิดอ่าวมาหยาชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ หรือนโยบายที่มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและพำนักระยะยาว ล้วนสะท้อนแนวทางเดียวกับฮาวายที่พยายามสร้างความยั่งยืน แต่อดีตของฮาวายก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้จะเปิดประเทศและมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แต่ระบบก็อาจไม่ฟื้นตัวง่ายๆ หากต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงซ้ำซ้อนและนโยบายที่ไม่แน่นอน

แต่ละภูมิภาคต่างต้องรับมือกับความย้อนแย้งของการท่องเที่ยว ที่แม้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็อาจสร้างภาระให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน ภาพจำของการปิดอ่าวมาหยาในปี 2561 เพื่อหยุดยั้งความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติก่อนจะกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบจำกัดจำนวนยังคงชัดเจน ขณะที่ชาวฮาวายหลายกลุ่มยังคงแสดงความกังวลต่อภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง ทำให้โมเดลการเติบโตที่เน้นปริมาณอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป นอกจากนี้ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หันมาจองทริปใกล้กับวันเดินทางมากขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์เดียวกับที่พบในประเทศไทย อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ไร้เสถียรภาพ ค่าโดยสารที่ผันผวน และสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว (Tourism Authority of Thailand, UNWTO)

มองไปข้างหน้า: โอกาสและความท้าทายของการท่องเที่ยวไทย

ทั้งฮาวายและไทยต่างต้องยอมรับความจริงว่าการฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ ฮาวายอาจต้องยอมรับว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวระดับปี 2562 อาจไม่กลับมาจนกว่าจะสิ้นทศวรรษนี้ และแรงงานในภาคบริการอาจต้องมองหาอาชีพเสริม ขณะที่ผู้นำภาคการท่องเที่ยวไทยควรเร่งกระจายความเสี่ยง ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และศึกษาบทเรียนจากฮาวายอย่างจริงจัง

ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือด้วยการใช้นโยบายการจองและราคาที่ยืดหยุ่น พร้อมกับเร่งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและชุมชน (community-based tourism) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูงที่ไม่เน้นปริมาณ อีกทั้งควรเร่งเจาะตลาดใหม่ๆ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือประชาคมอาเซียน เพื่อชดเชยการหดตัวของตลาดจีน (The Nation) การประสานงานระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนของไทย จะเป็นหัวใจสำคัญในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมและสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

สำหรับคนในแวดวงโรงแรม การท่องเที่ยว และผู้กำหนดนโยบายของไทย สถานการณ์ในฮาวายได้ตอกย้ำว่าการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวเป็นภารกิจระยะยาวที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากภายนอก ทั้งภัยพิบัติและสถานการณ์การเมืองโลก ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวสะดุดได้ทุกเมื่อ บทเรียนจากฮาวายจึงเน้นย้ำว่าความยืดหยุ่น การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน คือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ท้ายที่สุด สำหรับนักเดินทาง ควรติดตามข้อมูลข่าวสาร วางแผนการเดินทางอย่างรับผิดชอบ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเสมอ ไม่ว่าจะเดินทางไปฮาวายหรือหมู่เกาะต่างๆ ของไทย บทเรียนจากต่างแดนเหล่านี้จะช่วยนำทางการท่องเที่ยวไทยไปสู่เส้นทางการฟื้นตัวที่สมดุล ยั่งยืน และสร้างประโยชน์ให้แก่ทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือนอย่างแท้จริง

แหล่งข้อมูล: SFGate, University of Hawaii Economic Research Organization, Tourism Authority of Thailand, The Nation, UNWTO