ในยุคที่พ่อแม่ทั่วโลกรวมถึงในไทยต่างกังวลกับคำถามที่ว่าลูกควรมี “เวลาหน้าจอ” แค่ไหน งานวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญล่าสุดกำลังท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ โดยเฉพาะเมื่อพอดแคสต์ หนังสือเสียง และลำโพงอัจฉริยะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เด็กสมัยนี้ไม่ได้เสพสื่อผ่านแค่จอทีวีหรือแท็บเล็ตอีกต่อไป แต่ยังมี “สื่อเสียง” ที่ไม่ต้องใช้สายตาเข้ามาเป็นตัวเลือก ทำให้พ่อแม่ ครู และบุคลากรด้านสาธารณสุขต้องกลับมาทบทวนว่า การฟังพอดแคสต์กับการดูยูทูบนั้นเหมือนกันจริงหรือ และควรถูกนับรวมในโควตาเวลาหน้าจอของเด็กๆ หรือไม่
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งผลโดยตรงต่อวิธีคิดและกฎเกณฑ์ในครอบครัว โรงเรียน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศของไทย ที่ผ่านมาคำแนะนำจากสมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน หรือแม้แต่กระทรวงสาธารณสุขของไทย มักเน้นจำกัด “เวลาอยู่หน้าจอ” จากโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟน แต่รายการพอดแคสต์อย่าง “Care and Feeding” ของ Slate และงานวิจัยใหม่ๆ กำลังชี้ให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง “สื่อบนจอ” กับ “สื่อนอกจอ” นั้นพร่าเลือนกว่าที่คิด คำถามสำคัญคือ…การฟังพอดแคสต์โดยไม่มองภาพ จะนับเป็นเวลาหน้าจอได้หรือ? และเด็กไทยที่ไม่ตามเทรนด์ยูทูบเบอร์จะพลาดอะไรไปหรือเปล่า?
โลกดิจิทัลที่เปลี่ยนไปในสังคมไทย
เมื่อมองในบริบทของไทย จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างชัดเจน เด็กในประเทศที่พัฒนาแล้วกว่า 40% มีแท็บเล็ตส่วนตัวตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และราว 1 ใน 4 มีโทรศัพท์มือถือก่อนอายุ 8 ขวบ ขณะที่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ของไทย การใช้สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตยิ่งกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น โดยมีปัจจัยเร่งจากการเรียนออนไลน์และกิจกรรมดิจิทัลในช่วงโควิด-19 (Common Sense Media) ดังนั้น การนิยามว่าสื่อแบบไหนควรนับเป็นเวลาหน้าจอ และการเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม จึงส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมอง สังคม และวัฒนธรรมของเด็กรุ่นใหม่
สื่อแต่ละชนิดให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน
รายงานจาก Common Sense Media ในปี 2025 ชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วเด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอราว 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน แม้ตัวเลขชั่วโมงจะคงที่ แต่รูปแบบการใช้งานกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เด็กใช้เวลาเล่นเกมเพิ่มขึ้นถึง 65% สวนทางกับการดูโทรทัศน์ที่ลดลง ขณะที่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง YouTube Shorts กลับฮิตติดลมบน สถานการณ์ในไทยก็ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่นิยมดูวิดีโอทั้งภาษาไทยและอังกฤษมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายครอบครัวก็เริ่มมองหาทางเลือกอย่างสื่อเสียง เช่น พอดแคสต์ หรือสื่อที่ไม่ต้องพึ่งพาหน้าจอ แต่ยังคงให้ทั้งความรู้และความบันเทิง
พอดแคสต์: ทางเลือกใหม่ที่ช่วยปลุกจินตนาการ
รายงานของ Education Development Center (EDC) จากสหรัฐฯ ได้เผยให้เห็นข้อดีของพอดแคสต์อย่างชัดเจน จากการสำรวจครอบครัวรายได้น้อยกว่า 100 ครอบครัว พบว่าเด็กที่ฟังพอดแคสต์เป็นประจำมักจะทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ลุกขึ้นมาเต้นตามเสียงเพลง เล่นบทบาทสมมติตามเรื่องที่ได้ยิน หรือวาดรูปจากจินตนาการที่เกิดจากเสียง (EdSurge) นักวิจัยจาก EDC ชี้ว่านี่คือประโยชน์ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เพราะเป็นการฝึกจินตนาการและกระตุ้นการเล่นอย่างมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่การจ้องมองหรือฟังเฉยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น การฟังพอดแคสต์ร่วมกันในครอบครัว ไม่ว่าจะระหว่างเดินทางหรือตอนทำกับข้าว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่ช่วยสานสัมพันธ์คนในบ้านได้ไม่ต่างจากการนั่งกินข้าวพร้อมหน้า ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่ให้คุณค่ากับกิจกรรมในครอบครัวและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
สรุปแล้ว พอดแคสต์นับเป็น “เวลาอยู่หน้าจอ” หรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สื่อเสียงอย่างพอดแคสต์ไม่ควรถูกนับรวมเป็นเวลาหน้าจอแบบเดียวกับสื่อภาพ เจ้าหน้าที่จาก Digital Wellness Lab โรงพยาบาลเด็กบอสตันแนะว่า ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่จะเลิกหมกมุ่นกับการ “จับเวลา” แล้วหันมาใส่ใจ “คุณภาพของเนื้อหาและประสบการณ์” ที่เด็กได้รับแทน ตัวอย่างเช่น เด็กที่ลุกขึ้นมาเต้นหรือเล่นบทบาทสมมติตามเรื่องราวในพอดแคสต์ คือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำที่ได้ขยับร่างกาย ไม่ใช่การนั่งนิ่งๆ ดูวิดีโอสั้นที่ไหลไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่พอดแคสต์ทุกรายการจะมีคุณภาพเท่ากัน พ่อแม่จึงควรคัดเลือกเนื้อหาที่เหมาะกับวัยของลูก และหาโอกาสร่วมฟังหรือชวนคุย เพื่อสร้างการเรียนรู้เชิงบวก แทนที่จะปล่อยให้เด็กฟังคนเดียว (EdSurge) คำแนะนำนี้สอดรับกับแนวทางการเลี้ยงลูกที่เน้นบทบาทของครอบครัวในสังคมไทย
พอดแคสต์: ทางเลือกสร้างสรรค์ แก้ปัญหาเด็กติดจอ
ครูและนักการศึกษาหลายคนมองว่า พอดแคสต์อาจเป็นทางออกสำหรับเด็กที่มีพฤติกรรมติดจอมากเกินไป บทวิเคราะห์จาก Forbes ชี้ว่าเด็กที่ฟังพอดแคสต์จะได้ฝึกทักษะการฟัง การเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ และการมีสมาธิจดจ่อที่นานขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ใช้สองภาษา หรือในสังคมไทยที่ภาษาอังกฤษทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่งานวิจัยจาก Economic Times ของอินเดียยังตอกย้ำว่า พอดแคสต์ช่วยกระตุ้นจินตนาการและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ลดความเสี่ยงจากความโดดเดี่ยวที่มักมาพร้อมกับการใช้เวลาหน้าจอตามลำพัง
ความท้าทายและข้อควรระวัง
แน่นอนว่าการหันมาใช้สื่อเสียงก็ไม่ใช่ทางออกที่สมบูรณ์แบบ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการตีตราสื่อว่า “ดี” หรือ “แย่” แบบเหมารวมอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง สิ่งสำคัญกว่าคือการพูดคุยกับเด็ก เพื่อให้พวกเขารู้จักอธิบายเหตุผลในการเลือกเสพสื่อ และเรียนรู้ที่จะประเมินคุณค่าของสื่อต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับวัย ซึ่งคล้ายกับวัฒนธรรมไทยที่เน้นการพูดคุยสอนสั่งกันในครอบครัว
ในเชิงนโยบาย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเน้นย้ำว่าการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะการรู้เท่าทันสื่อคือภารกิจสำคัญของยุคนี้ โรงเรียนหลายแห่งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่เริ่มนำหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อมาปรับใช้ ขณะที่โรงพยาบาลเด็กอย่างสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีก็มีบริการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยหาจุดสมดุลในการใช้สื่อของเด็กๆ แต่หัวใจสำคัญที่สุดไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว แต่คือการเลือกเนื้อหาและกิจกรรมที่เหมาะกับบริบทของแต่ละครอบครัว โดยมีผู้ใหญ่คอยชี้แนะอยู่เสมอ
มองไปข้างหน้า: สื่อไม่ใช่ศัตรู แต่ต้องสร้างนิสัยการใช้อย่างชาญฉลาด
เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างลำโพงอัจฉริยะและแอปเพื่อการเรียนรู้เข้ามามีบทบาทในบ้านของคนไทยมากขึ้น ความคิดเรื่อง “เวลาหน้าจอ” จึงต้องยืดหยุ่นกว่าเดิม การแบนหน้าจออย่างเด็ดขาดอาจใช้ไม่ได้ผลในสังคมเมือง ที่ครอบครัวต้องพึ่งพาสื่อดิจิทัลทั้งเพื่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิต เป้าหมายใหม่จึงควรเปลี่ยนไปสู่ “การเป็นพี่เลี้ยงทางสื่อ (media mentoring)” ซึ่งคือการช่วยให้เด็กมีทักษะในการกลั่นกรอง เลือกใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองยุคใหม่ แนวทางที่เหมาะสมคือการเปลี่ยนจากการ “จับเวลาหน้าจอ” มาเป็นการใส่ใจ “คุณภาพเนื้อหา” และ “พฤติกรรม” ของลูกขณะใช้สื่อแทน เช่น
- ใช้เวลาร่วมกับลูก ดูหรือฟังรายการต่างๆ ไปพร้อมกัน และชวนพูดคุยต่อยอด
- ตรวจสอบคุณภาพเนื้อหาและความเหมาะสมกับวัย โดยอาจใช้เครื่องมืออย่างการจัดเรตติ้งหรือคำแนะนำจาก Common Sense Media
- ใช้พอดแคสต์และหนังสือเสียงเป็นทางเลือกสร้างสรรค์ระหว่างเดินทางหรือในเวลาว่าง แทนการปล่อยให้ดูวิดีโอไปเรื่อยๆ
- เป็นแบบอย่างการใช้สื่อที่สมดุล สลับเวลาหน้าจอกับกิจกรรมกลางแจ้ง การออกกำลังกาย หรือการเล่านิทานแบบไทยๆ
- สร้างกฎในบ้าน เช่น งดใช้สื่อระหว่างมื้ออาหาร หรือกำหนดชั่วโมงฟังพอดแคสต์ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และบทสนทนา
หากทั้งนักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และครอบครัวร่วมมือกันสร้างวัฒนธรรมการใช้สื่ออย่างชาญฉลาด โดยไม่มองว่าหน้าจอคือศัตรู แต่เรียนรู้ที่จะแยกแยะคุณค่าของสื่อแต่ละประเภท และให้ความสำคัญกับสื่อทางเลือกอย่างพอดแคสต์อย่างที่ควรจะเป็น ประเทศไทยก็จะพร้อมรับมือทั้งโอกาสและความท้าทายบนโลกดิจิทัลในอนาคตได้อย่างแน่นอน
แหล่งข้อมูล: