ดูเหมือนว่าช่วงนี้ นักเดินทางจากทั่วโลกจำนวนไม่น้อยกำลังเบนเข็มจากสหรัฐอเมริกา ด้วยความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมที่ไม่แน่นอน ขณะที่ยุโรปกลับกลายเป็นจุดหมายปลายทางเนื้อหอมที่ดึงดูดนักเดินทางซึ่งมองหาประสบการณ์สไตล์อเมริกันในบรรยากาศแบบยุโรป ผลสำรวจล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่สรุปไว้ในบทความของ The Guardian เรื่อง “Surfin’ USA? Not this year: 10 European alternatives to classic American holiday destinations” ได้สะท้อนเทรนด์ใหม่ที่ชัดเจนว่า กิจกรรมสุดคลาสสิกที่เคยเป็นภาพจำของอเมริกา ตั้งแต่การโต้คลื่นที่แคลิฟอร์เนียไปจนถึงการพักผ่อนในบ้านไม้กลางป่าของนิวอิงแลนด์ กำลังถูกแทนที่ด้วยตัวเลือกใหม่ๆ ในยุโรปที่ให้ประสบการณ์น่าสนใจไม่แพ้กัน

ข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งสถิติการจอง รายงานข่าว และคำบอกเล่าจากนักเดินทาง ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนใจ ไม่ว่าจะด้วยอุปสรรคเรื่องวีซ่าที่ซับซ้อน ค่าครองชีพในอเมริกาที่พุ่งสูง หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจ “งดเที่ยว” เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองต่อประเด็นการเลือกตั้งและนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ซึ่ง The Guardian ก็ได้รวบรวมไอเดียทางเลือกเป็นการท่องเที่ยวในยุโรปที่สร้างสรรค์ ตั้งแต่เมืองโต้คลื่นในโปรตุเกสไปจนถึงป่าสนอันเงียบสงบในฟินแลนด์

สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมป๊อปอเมริกันและมีความฝันอยากไปเยือนสักครั้ง ข้อมูลนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะสหรัฐฯ เคยเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของคนไทยเสมอมา ไม่ว่าจะเพื่อการศึกษา การขับรถเที่ยวบนถนนสายคลาสสิกอย่าง Highway 1 หรือการไปสัมผัสบรรยากาศแบบอเมริกันแท้ๆ แต่เมื่อต้องเจอกับอุปสรรคทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ความยุ่งยากในการขอวีซ่า และบรรยากาศโลกที่เปลี่ยนไป ยุโรปจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจขึ้นมาทันที ด้วยประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันแต่เข้าถึงง่ายกว่า

ตัวอย่างเช่น ซานตาครูซ (Santa Cruz) ในโปรตุเกส ที่ตอนนี้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นเหมือนลอสแองเจลิสหรือชายฝั่งแปซิฟิกของแคลิฟอร์เนีย นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับหาดทรายขาวสะอาดและวัฒนธรรมการโต้คลื่นสุดคูลได้ไม่ต่างจากเมืองดังฝั่งอเมริกา แต่ไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการเข้าเมืองหรือค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว ชายหาดซานตาครูซของโปรตุเกสขึ้นชื่อเรื่องอากาศดี (มีแดดเฉลี่ยปีละ 300 วัน) และคลื่นที่ได้มาตรฐานระดับโลก (เมือง Ericeira ที่อยู่ใกล้เคียงได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์การโต้คลื่นโดยยูเนสโก) แถมยังได้สัมผัสบรรยากาศชิลล์ๆ แบบยุโรปแท้ๆ พร้อมอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่สำคัญยังได้รับการรับรองว่าเป็นทะเลที่สะอาด ปลอดมลพิษ ตอบโจทย์กระแสใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นที่นิยมทั้งในยุโรปและเอเชีย (theguardian.com)

สำหรับใครที่ฝันอยากหลีกหนีความวุ่นวายไปพักผ่อนในบ้านริมทะเลสาบเหมือนในหนังอเมริกัน วัฒนธรรม “ม็อคกิ” (Mökki) หรือบ้านพักฤดูร้อนของฟินแลนด์กำลังกลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ นักเดินทางชาวไทยที่รักความสงบสามารถเช่ากระท่อมไม้กลางป่าที่ให้บรรยากาศเหมือนแถบทะเลสาบนิวอิงแลนด์ได้ง่ายๆ ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Lomarengas โดยไม่ต้องพึ่งพาคนรู้จัก กิจกรรมที่นี่เน้นการดูแลสุขภาพ การเข้าซาวน่าแบบดั้งเดิม และการเก็บผลไม้ป่า ซึ่งเป็นประสบการณ์การหลีกหนีจากโลกดิจิทัล (Digital Detox) ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ชาวไทยและคนรักสุขภาพทั่วโลก (theguardian.com)

ส่วนสายผจญภัยที่เคยปักหมุดเส้นทางเทรล Appalachian Trail อันโด่งดัง ตอนนี้หลายคนเริ่มหันมามองเส้นทางเดินป่า E1 ของยุโรปแทน ซึ่งทอดยาวกว่า 7,000 กิโลเมตรจากตอนเหนือสุดของนอร์เวย์ไปจนถึงเมืองปาแลร์โมในอิตาลี เส้นทางนี้เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้ชมความงามของธรรมชาติในยุโรป โดยเฉพาะในแถบสแกนดิเนเวียที่ยังคงความดิบและเป็นธรรมชาติ ไม่มีป้ายบอกทางมากนัก เหมาะสำหรับนักเดินป่าชาวไทยที่ต้องการลิ้มรสการผจญภัยแบบจริงๆ จังๆ คล้ายกับการเดินป่าในอุทยานแห่งชาติที่กาญจนบุรีหรือเชียงใหม่ (theguardian.com)

ในแง่ของการเที่ยวเมืองใหญ่ แม้หลายคนจะมองว่าเสน่ห์ของนิวยอร์กไม่มีใครแทนที่ได้ แต่ปัจจุบันเบอร์ลินกลับกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนรุ่นใหม่ ด้วยค่าครองชีพที่จับต้องได้มากกว่า การขอวีซ่าที่สะดวกกว่า รวมถึงสถานบันเทิงและพื้นที่สีเขียวที่กว้างขวาง เบอร์ลินมีวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง ตั้งแต่เกาะพิพิธภัณฑ์ใจกลางเมืองไปจนถึงคลับสุดมันส์ และในช่วงหลังก็ยิ่งเข้าถึงง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับชาวไทยที่อยากไปอเมริกาแต่ท้อกับค่าตั๋วและขั้นตอนต่างๆ เบอร์ลินซึ่งตั้งอยู่ใจกลางยุโรปและมีระบบขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยม จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ (theguardian.com)

แม้แต่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ก็กำลังมี “คู่เทียบ” เกิดขึ้น เช่น หุบเขาแม่น้ำทาราในมอนเตเนโกร ซึ่งเป็นหุบเขาที่ลึกที่สุดในยุโรป กำลังถูกโปรโมตในฐานะ “แกรนด์แคนยอนฉบับยุโรป” เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายลุย ทั้งกิจกรรมล่องแก่ง เดินป่า และที่พักเชิงอนุรักษ์ในราคาสบายกระเป๋า ธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ยังเน้นการสร้างประสบการณ์ที่แท้จริงร่วมกับชุมชน ซึ่งตรงกับเทรนด์ของคนรุ่นใหม่และครอบครัวชาวไทยที่มองหาความคุ้มค่าและความยั่งยืน

ความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วยุโรป ทะเลทรายทาเบร์นาส (Tabernas) ในสเปน ซึ่งเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังคาวบอย กำลังกลายเป็นตัวแทนที่ให้กลิ่นอายแบบเดียวกับทะเลทราย Mojave เทือกเขาคาร์เพเทียนในโรมาเนียเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติให้มาชมหมาป่าและหมี คล้ายกับอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ขณะที่แถบนอร์ม็องดีและเบรอตาญของฝรั่งเศสก็เริ่มสร้างภาพลักษณ์ “นิวอิงแลนด์แห่งยุโรป” สำหรับสายอาหารทะเล ส่วนอิตาลีก็โปรโมตทะเลสาบมาราโน (Marano Lagoon) ให้เป็น “เอเวอร์เกลดส์แห่งยุโรป” โดยเน้นกิจกรรมเชิงอนุรักษ์อย่างการดูนกและชิมอาหารพื้นถิ่น จุดหมายเหล่านี้ต่างนำเสนอเอกลักษณ์ทางภูมิประเทศ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของยุโรปที่ผสมผสานกลิ่นอายของประสบการณ์แบบอเมริกันได้อย่างลงตัว

เสียงสะท้อนจากผู้คนในวงการท่องเที่ยวยิ่งตอกย้ำเทรนด์นี้ให้ชัดเจนขึ้น นักเขียนด้านการท่องเที่ยวคนหนึ่งเล่าว่า “ผมไปสำรวจเส้นทางหนังคาวบอยในสเปน บรรยากาศของทาเบร์นาสทำให้ผมนึกถึงเสน่ห์ของดินแดนตะวันตกในอเมริกา แม้จะเล็กกว่า Mojave แต่ก็ให้ความรู้สึกสงบเหมือนได้ย้อนกลับไปบนถนนสายเก่าของสหรัฐฯ ในอดีต” ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งชี้ว่า “จุดเด่นของเบอร์ลินคืออาหารอร่อยในราคาที่จับต้องได้ และมีเทรนด์ใหม่ๆ ให้ค้นพบเสมอ…ส่วนเรื่องพื้นที่สีเขียว นิวยอร์กอาจมีเซ็นทรัลพาร์ค แต่เบอร์ลินมีสวนสาธารณะกว่า 2,500 แห่ง ซึ่งเยอะกว่าอย่างเทียบไม่ติด” (theguardian.com)

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เทรนด์นี้ยิ่งมีความสำคัญ ข้อมูลก่อนยุคโควิด-19 ชี้ว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน ครอบครัว และคนที่วางแผนเดินทางไกลสักครั้งในชีวิต แต่ปัจจุบันเมื่อต้องเจอปัญหาการขอวีซ่าที่ล่าช้า ค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น รวมถึงข่าวสารด้านความปลอดภัยจากสื่อต่างประเทศ ทำให้ยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเชงเก้น กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจขึ้นมาแทนที่ ด้วยขั้นตอนการขอวีซ่าที่ง่ายกว่า การเดินทางที่สะดวก และค่าใช้จ่ายโดยรวมที่สมเหตุสมผล ข้อมูลจากตัวแทนธุรกิจทัวร์ในกรุงเทพฯ ยืนยันว่าช่วงกลางปี 2568 มีการสอบถามเกี่ยวกับทัวร์โปรตุเกส สเปน และเยอรมนีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเองก็รายงานว่ามีการร่วมมือกับผู้ประกอบการทัวร์ในยุโรปมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ (tatnews.org)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รูปแบบการท่องเที่ยวของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์โลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยทำให้คนไทยพร้อมปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางอยู่เสมอ นอกจากนี้ เทรนด์การมองหาประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ “จริงแท้” มากกว่าแค่การไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยช่วงโควิด-19 ที่หันมาเที่ยวเมืองรองในประเทศมากขึ้น จนเกิดความประทับใจในประสบการณ์ใหม่ๆ ขณะเดียวกัน กระแสรักสุขภาพและความยั่งยืนที่กำลังมาแรงในไทย ก็สอดรับกับทิศทางการท่องเที่ยวของยุโรปที่เน้นธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญ

หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป อนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกจะยิ่งต้องพึ่งพาการปรับตัว การสร้างสรรค์ และนวัตกรรมเพื่อเอาชนะใจนักเดินทางมากขึ้น ผลวิจัยขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ยืนยันว่า จุดหมายปลายทางใดที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืน นำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่ออำนวยความสะดวก และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ลึกซึ้งที่สุด ก็มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวและเติบโตได้ดีที่สุดหลังวิกฤติ (unwto.org)

คำแนะนำสำหรับคนไทยที่กำลังวางแผนเที่ยวในยุคใหม่

  • เปิดใจให้ประสบการณ์ในยุโรปที่เทียบเคียงอเมริกาได้: ไม่ว่าคุณจะชอบโต้คลื่น เดินป่า หรือเที่ยวเมืองใหญ่ ยุโรปมีทางเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงง่ายกว่ารออยู่
  • ใช้ประโยชน์จากวีซ่าที่สะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม: โปรตุเกส สเปน ฟินแลนด์ และเยอรมนี ล้วนมีระบบการเดินทางและค่าครองชีพที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว
  • ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน: เลือกจุดหมายที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และกิจกรรมที่ส่งเสริมชุมชน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อทั้งตัวเองและสิ่งแวดล้อม
  • หาข้อมูลและวางแผนอย่างชาญฉลาด: อ่านรีวิว ใช้แพลตฟอร์มจองที่เชื่อถือได้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทัวร์ เพื่อออกแบบทริปที่คุ้มค่าและตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

โดยสรุป ทิศทางการท่องเที่ยวโลกกำลังเอนเอียงมาทางฝั่งยุโรปอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับนักเดินทางชาวเอเชีย โดยเฉพาะคนไทยที่มองหาประสบการณ์ที่คุ้มค่า แปลกใหม่ และน่าจดจำ ตราบใดที่โลกยังคงหมุนไปข้างหน้า ความกล้าที่จะผจญภัยและความพร้อมที่จะปรับตัวจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางเสมอ

หากต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้จากบทความต้นฉบับ The Guardian ที่ theguardian.com/travel/2025/jun/28/europe-alternative-destinations-us-holiday-boycott