หลังผ่านพ้นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ อัฟกานิสถานเริ่มเห็นแสงสว่างรำไรในภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง แม้จะยังเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ก็ตาม นับตั้งแต่กลุ่มตอลิบานกลับเข้าปกครองประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจากต่างชาติ โดยชูประเด็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อเป็นทางออกให้กับวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศกำลังเผชิญ (apnews.com)

สำหรับคนไทย ประเด็นนี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม แม้จะเกิดจากวิกฤตที่รุนแรง ก็สามารถพลิกเป็นโอกาสให้กับภาคการท่องเที่ยวได้ เช่นเดียวกับหลายประเทศรวมถึงไทย ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจ กรณีของอัฟกานิสถานจึงเป็นทั้งกรณีศึกษาว่าด้วยการเดินทางท่องเที่ยวในฐานะเครื่องมือทางการทูตอย่างไม่เป็นทางการ และเวทีถกเถียงเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อน

นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา แต่ยังเทียบเพื่อนบ้านไม่ได้

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวของอัฟกานิสถานเปิดเผยว่า ในปี ๒๕๖๗ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนอัฟกานิสถานเกือบ ๙,๐๐๐ คน และเพียง ๓ เดือนแรกของปี ๒๕๖๘ ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นอีก ๓,๐๐๐ คน แม้จำนวนนี้จะยังน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตา เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่เลย การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้เป็นผลมาจากการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าและบริการเที่ยวบินตรงจากดูไบและอิสตันบูล

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนอัฟกานิสถานมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางเครื่องบิน ขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถแคมป์ หรือแม้แต่ปั่นจักรยาน โดยมีจุดหมายปลายทางคือเทือกเขาที่ยิ่งใหญ่ เมืองโบราณ และประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า ๕,๐๐๐ ปี เจ้าหน้าที่ระดับรองรัฐมนตรีของกระทรวงการท่องเที่ยวระบุว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่คนทุกกลุ่มในสังคมได้ดีกว่าการลงทุนจากต่างชาติในภาคส่วนอื่น และเชื่อว่าการท่องเที่ยวอาจกลายเป็นเสาหลักใหม่ทางเศรษฐกิจของประเทศได้

บรรยากาศโดยรวมยังคงเสี่ยง

แม้กลุ่มตอลิบานจะยืนยันว่าสถานการณ์ความปลอดภัยในประเทศดีขึ้น แต่รัฐบาลชาติตะวันตกส่วนใหญ่ยังคงประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังอัฟกานิสถาน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากเหตุรุนแรงโดยกลุ่มสุดโต่ง ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดในเมืองบามิยัน ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาที่ถูกตอลิบานทำลายไปเมื่อปี ๒๐๐๑ ได้เกิดเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวต่างชาติจนมีผู้เสียชีวิต ๖ คน รวมถึงชาวสเปน เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างมาตรการรักษาความปลอดภัยของฝ่ายปกครองกับภัยคุกคามที่ยังคงเกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ (apnews.com)

ตอลิบานใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือฟื้นเศรษฐกิจและภาพลักษณ์

ทางการอัฟกานิสถานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะหวังผลสองทาง คือการสร้างรายได้และปรับเปลี่ยนมุมมองของชาวต่างชาติที่มีต่อประเทศ เจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยวของฝ่ายปกครองพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของชาวอัฟกันในฐานะเจ้าบ้านที่อบอุ่น พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และแสดงให้เห็นว่าประเทศสามารถฟื้นตัวจากความยากลำบากได้

ด้านมืดของการท่องเที่ยวใต้เงาตอลิบาน: คำถามเชิงจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านจริยธรรมยังคงเป็นคำถามสำคัญที่หลายฝ่ายถกเถียงกัน ทั้งในระดับรัฐบาลและในหมู่นักท่องเที่ยว ว่าการเดินทางมายังอัฟกานิสถานภายใต้รัฐบาลที่มีนโยบายจำกัดสิทธิสตรีอย่างเข้มงวดนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะภายใต้นโยบายของตอลิบาน เด็กหญิงและสตรีชาวอัฟกันถูกห้ามเรียนในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ถูกจำกัดโอกาสในการทำงาน ถูกควบคุมการแต่งกายอย่างเข้มงวด และถูกห้ามเข้าใช้บริการในสถานที่สาธารณะหลายแห่ง (เช่น สวนสาธารณะและฟิตเนส) รวมถึงมีการสั่งปิดร้านเสริมสวยทั่วประเทศ แต่ในทางกลับกัน ข้อบังคับเหล่านี้กลับผ่อนปรนให้นักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติ ซึ่งโดยทั่วไปเพียงแค่สวมผ้าคลุมศีรษะหรือฮิญาบก็เพียงพอแล้ว (apnews.com)

นักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนยังลังเลและตั้งคำถาม

นักเดินทางหลายคนยอมรับว่าการตัดสินใจเดินทางมาอัฟกานิสถานไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น คู่รักชาวต่างชาติที่เดินทางทางบกจากอังกฤษเพื่อไปยังญี่ปุ่น เล่าว่าพวกเขาครุ่นคิดอยู่นานว่าการมาเที่ยวที่นี่จะเท่ากับเป็นการสนับสนุนรัฐบาลตอลิบานหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมา เพราะเชื่อว่าเงินที่พวกเขาใช้จ่ายส่วนใหญ่จะตกถึงมือคนธรรมดาโดยตรง ไม่ได้ไหลเข้ารัฐบาลทั้งหมด ซึ่งเป็นแนวคิดที่พบได้บ่อยในกลุ่มนักเดินทางที่คำนึงถึงประเด็นทางจริยธรรม

เจ้าหน้าที่ของกลุ่มตอลิบานย้ำว่านักท่องเที่ยวทุกเพศจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี หากปฏิบัติตามกฎหมายและธรรมเนียมท้องถิ่น โดยข้อจำกัดที่บังคับใช้กับสตรีอัฟกันส่วนใหญ่มักไม่ถูกนำมาใช้กับนักท่องเที่ยวหญิงต่างชาติอย่างเคร่งครัด เช่น การคลุมใบหน้าก็ไม่มีการบังคับ

การท่องเที่ยวในฐานะสะพานเชื่อมสัมพันธ์ ท่ามกลางการจำกัดสิทธิสตรี

ฝ่ายปกครองอัฟกานิสถานมองว่าการท่องเที่ยวจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ชี้ว่า “การปฏิสัมพันธ์กับคนจากชาติต่างๆ ผ่านการท่องเที่ยว จะนำไปสู่ความเข้าใจและการค้าที่ดีขึ้น” แต่คำกล่าวนี้กลับสวนทางกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งสิทธิสตรีชาวอัฟกันถูกจำกัดอย่างหนักมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ (UN Women report) นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนแรงงานในภาคบริการและการโรงแรมเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ผ่านการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมที่รับสมัครแต่เพศชาย

มุมมองจากไทย: บทเรียนจากความพยายามฟื้นตัวของอัฟกานิสถาน

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวมายาวนาน กรณีของอัฟกานิสถานถือเป็นบทเรียนที่สะท้อนว่า การสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องคำนึงถึงมิติทางสิทธิมนุษยชนและจริยธรรมควบคู่กันไป ข้อถกเถียงที่สำคัญคือ นักท่องเที่ยวจะสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยตรง โดยไม่เป็นการสนับสนุนผู้ปกครองที่กดขี่สิทธิได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน กรณีนี้ก็ตอกย้ำถึงพลังของการเล่าเรื่องและการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ

ในอดีตช่วงยุค ๖๐-๗๐ อัฟกานิสถานเคยเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนเส้นทาง “ฮิปปี้เทรล” (Hippie Trail) ที่นักเดินทางชาวตะวันตกใช้เป็นทางผ่านสู่เอเชีย รวมถึงประเทศไทย แต่หลังสงครามและการปิดประเทศยาวนาน อัฟกานิสถานก็กลายเป็นดินแดนที่ถูกตัดขาดจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การกลับมาของนักเดินทางกลุ่มเล็กๆ แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ก็จุดประกายความหวังในการเชื่อมโยงผู้คนข้ามพรมแดนอีกครั้ง

หนทางข้างหน้า: การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเตือนว่า การท่องเที่ยวในอัฟกานิสถานจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิสตรีและความปลอดภัย สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (ECFR) ชี้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจยังคงมีข้อจำกัดมหาศาลจากปัญหามนุษยธรรม และการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนการลงทุนระยะยาวหรือการฟื้นฟูสิทธิขั้นพื้นฐานได้ หากรัฐบาลอัฟกันแสดงความจริงใจในการคืนสิทธิให้แก่สตรี ก็อาจนำไปสู่การยอมรับจากนานาชาติและเศรษฐกิจที่มั่นคงขึ้นในอนาคต (ECFR analysis)

คำแนะนำสำหรับคนไทยที่สนใจเดินทางไปอัฟกานิสถาน

  • ตรวจสอบสถานการณ์ความปลอดภัยล่าสุดและประกาศเตือนจากหน่วยงานทางการอย่างใกล้ชิดก่อนวางแผนเดินทาง
  • เลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่น่าเชื่อถือและมีมาตรฐานความปลอดภัย
  • เคารพขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะการแต่งกาย ผู้หญิงควรเตรียมผ้าคลุมผมและสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
  • เปิดใจเรียนรู้วิถีชีวิตจริงของผู้คน เพื่อให้เข้าใจมากกว่าภาพที่เห็นผ่านสื่อ
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและสินค้าท้องถิ่น
  • ไตร่ตรองถึงผลกระทบเชิงจริยธรรมที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางและการใช้จ่ายของเรา

หากต้องการสนับสนุนชาวอัฟกันโดยไม่ต้องเดินทางไปเอง ยังมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่งที่ทำงานด้านมนุษยธรรมและส่งเสริมศักยภาพสตรี ซึ่งยังคงต้องการความช่วยเหลือจากทั่วโลก

ขณะที่อัฟกานิสถานกำลังแสวงหาหนทางสู่สันติภาพ การเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวครั้งนี้ยังคงเต็มไปด้วยคำถามทั้งในมิติเศรษฐกิจและจริยธรรม กรณีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับไทย ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางฮิปปี้เทรลและผ่านประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในยุคท่องเที่ยวเฟื่องฟู ว่าหัวใจของการเดินทางคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ที่สามารถเชื่อมโลกทั้งใบเข้าไว้ด้วยกันได้ แม้จะเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

แหล่งข้อมูล: