กลิ่นปลาอุ่นในไมโครเวฟที่อบอวลไปทั่วห้องครัวอาจเป็นฝันร้ายสำหรับใครหลายคน แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมกลิ่นบางอย่างถึงทำให้เราเบือนหน้าหนี ในขณะที่บางกลิ่นกลับปลุกความทรงจำดีๆ หรือสร้างความสุขให้เราได้ งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยฟลอริดาได้เผยกลไกในสมองที่คอยตัดสินว่ากลิ่นไหนดีหรือร้าย ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางประสาทสัมผัส รวมถึงการรักษาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นโดยตรง (SciTechDaily)
สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศในตลาดสด หรือกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของปลาร้า ความชอบหรือชังต่อกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความรู้สึกส่วนตัว แต่ยังเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้ง ในยุคที่สังคมเมืองมีความหลากหลายและผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพใจกันมากขึ้น การทำความเข้าใจว่าสมองของเราเลือกจัดประเภทของกลิ่นอย่างไรจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry ฉบับนี้ ได้เจาะลึกบทบาทของ ‘อะมิกดาลา’ (amygdala) ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมอารมณ์ในสมอง ที่น่าสนใจคือ กลิ่นเป็นประสาทสัมผัสเดียวที่เดินทางตรงเข้าสู่อะมิกดาลาได้ทันที ต่างจากการมองเห็น การได้ยิน หรือการสัมผัส “กลิ่นมีพลังกระตุ้นอารมณ์ได้อย่างมหาศาล ซึ่งข้อมูลชี้ว่าอาจมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเราไม่น้อยไปกว่าการมองเห็นภาพหรือฟังเสียงดนตรีเลย” อาจารย์ด้านเภสัชวิทยาและเภสัชบำบัด จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดา กล่าว
ทีมวิจัยค้นพบเซลล์ประสาท ๒ ชนิดที่ทำหน้าที่เหมือน ‘สวิตช์’ คัดแยกข้อมูลจากกลิ่นว่าเป็นบวกหรือลบ โดยได้ข้อสรุปจากการทดลองในหนูซึ่งมีระบบประสาทหลายส่วนคล้ายมนุษย์ เมื่อนักวิจัยสังเกตพฤติกรรมและตรวจวัดการทำงานของสมอง ก็พบว่าเซลล์ทั้งสองชนิดนี้มีความยืดหยุ่นสูง และจะทำหน้าที่กำหนดว่าเราจะรู้สึกดีหรือไม่ดีกับกลิ่นนั้นๆ โดยขึ้นอยู่กับว่ามันไปเชื่อมต่อและมีปฏิสัมพันธ์กับโครงสร้างสมองส่วนใด “เซลล์ประสาทเหล่านี้สามารถเปลี่ยนกลิ่นเดียวกันให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ดีหรือแย่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามันทำงานร่วมกับสมองส่วนไหน” หัวหน้านักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา อธิบาย
การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่มีปฏิกิริยาไวต่อกลิ่นมากกว่าปกติ เช่น ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล, โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD), ออทิสติก หรือมีความไวต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส ซึ่งมักจะรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรงเมื่อได้กลิ่นบางอย่าง แม้จะเป็นกลิ่นจางๆ ก็ตาม บางคนอาจรู้สึกแย่เมื่อได้กลิ่นในโรงพยาบาล เพราะมันเชื่อมโยงกับประสบการณ์เลวร้ายในอดีต จนทำให้ไม่อยากไปพบแพทย์ “เราทุกคนต้องหายใจและรับกลิ่นอยู่ตลอดเวลา สำหรับคนทั่วไปอาจไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ มันคือปัญหาที่รบกวนชีวิตประจำวัน” หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าว
องค์ความรู้ใหม่นี้อาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบำบัดรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคต นักกิจกรรมบำบัด คุณครู หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทย อาจนำความเข้าใจนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เผชิญประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับกลิ่นได้ เช่น เด็กนักเรียนที่ไม่มีสมาธิในห้องเรียนเพราะกลิ่นน้ำยาทำความสะอาด หรือผู้ที่ไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะกลิ่นเป็นตัวกระตุ้นความทรงจำที่ไม่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยเชื่อว่าความรู้นี้อาจต่อยอดไปสู่การพัฒนายาที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อวงจรประสาทในสมอง ไม่ว่าจะเป็นการลดความรู้สึกแย่ๆ เมื่อได้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ หรือแม้กระทั่งการฟื้นฟูความสามารถในการรับรู้กลิ่นหอมอร่อย เพื่อกระตุ้นความอยากอาหารในผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัว “อารมณ์มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของเรา เมื่อเราเข้าใจกลไกการเกิดความรู้สึกต่างๆ ในสมองได้ดีขึ้น เราก็จะสามารถส่งเสริมสุขภาวะที่ดีขึ้นได้” นักวิจัยอาวุโสกล่าวสรุป
ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับกลิ่นนั้นหยั่งรากลึกในวัฒนธรรม อาหารหลายชนิดอย่างทุเรียนหรือน้ำปลาอาจเป็น ‘ของโปรด’ สำหรับคนไทย แต่สำหรับชาวต่างชาติกลับมองว่า ‘เหม็น’ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการรับรู้กลิ่นเป็นผลลัพธ์ที่ซับซ้อนระหว่างการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ส่วนตัว และกลไกทางชีวภาพในสมอง ทัศนคติต่อกลิ่นของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป เหมือนดังที่คนไทยมักพูดว่า ‘ลางเนื้อชอบลางยา’ นั่นเอง
ในอนาคต งานวิจัยชิ้นนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิจัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาศึกษาในหัวข้อนี้มากขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิต อาหาร และสภาพอากาศในแถบนี้ล้วนอุดมไปด้วยกลิ่นที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังอาจกระตุ้นให้เกิดการออกแบบพื้นที่สาธารณะและสถานพยาบาลที่คำนึงถึงมิติของกลิ่น เพื่อให้ผู้ใช้บริการรู้สึกสบายใจและไม่ถูกรบกวนโดยไม่จำเป็น
สำหรับผู้อ่านทั่วไป สิ่งที่ทำได้ทันทีคือการตระหนักและให้ความสำคัญกับผู้ที่อาจมีความไวต่อกลิ่นในบ้าน ที่ทำงาน หรือในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นคุณครูหรือเจ้าของธุรกิจ การจัดสรรพื้นที่ปลอดกลิ่นรุนแรง หรือการแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีกลิ่นฉุน ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และท้ายที่สุด ผู้ที่มีปัญหารุนแรงเรื่องกลิ่นอาจมีความหวังใหม่ๆ จากการบำบัดทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นจากความเข้าใจเรื่องสมองล่าสุดนี้
สามารถอ่านรายละเอียดงานวิจัยฉบับเต็มได้ในวารสาร Molecular Psychiatry (DOI: 10.1038/s41380-025-03075-0) และอ่านข่าวต้นฉบับได้จาก SciTechDaily