ทั่วโลกกำลังจับตาเทรนด์ที่ “คุณพ่อ” จำนวนมากขึ้นเลือกผันตัวมาเป็นผู้ดูแลลูกเต็มเวลา ทลายกรอบความคิดเดิมๆ เกี่ยวกับบทบาทพ่อแม่ และสะท้อนความพยายามของครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการปรับวิถีชีวิตให้ลงตัวที่สุด ดังกรณีที่ Business Insider นำเสนอเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ตัดสินใจลาออกจาก “งานในฝัน” เพื่อมาเลี้ยงลูก ขณะที่ภรรยาเป็นเสาหลักในการหารายได้ ซึ่งทั้งคู่มองว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว และยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับสมดุลชีวิต การทำงาน และความสุขของการเป็นพ่อแม่
บริบทสังคมไทย: เมื่อภาพจำเดิมเริ่มเปลี่ยนไป
สำหรับสังคมไทย ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เมื่อหลายครอบครัวต้องเผชิญความจริงที่ว่าบ้านจำเป็นต้องมีรายได้จากทั้งสองฝ่าย ค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกที่สูงขึ้น ประกอบกับทัศนคติเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่เปิดกว้างขึ้น แม้ในอดีตบทบาทการหาเลี้ยงครอบครัวมักเป็นหน้าที่ของผู้เป็นพ่อ ขณะที่แม่ถูกคาดหวังให้เป็นผู้ดูแลลูกเป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่า สัดส่วนผู้หญิงไทยที่ทำงานในระบบมีจำนวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ทำให้ครอบครัวที่หารายได้สองทางกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ส่งผลให้หลายบ้านเริ่มตั้งคำถามว่า หากฝ่ายหญิงเป็นผู้หารายได้หลัก ฝ่ายชายจะปรับบทบาทมารับหน้าที่ดูแลลูกแทนได้หรือไม่
งานวิจัยชี้: บทบาทพ่อ ส่งผลดีต่อพัฒนาการลูก
แนวคิดการให้คุณพ่อเป็นผู้ดูแลหลักในบ้านยังได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยงานวิจัยจาก The Lancet ระบุว่า การที่คุณพ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม (The Lancet) ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและสวัสดิภาพเด็กจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ข้อมูลว่า แม้ยังเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ก็พบว่าคุณพ่อชาวไทยจำนวนไม่น้อยเต็มใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลลูกมากขึ้น
นักจิตวิทยาครอบครัวจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ผู้ชายอาจจะยังรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะเปิดเผยว่าตนเองรับบทบาทดูแลบ้านอย่างเต็มตัว แต่เมื่อสังคมเมืองขยายตัวและมุมมองเรื่องเพศเปิดกว้างขึ้น เราก็เริ่มเห็นคุณพ่อที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกมากขึ้น แม้จะยังไม่แพร่หลายนัก” ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ ค่าดูแลเด็กในเมืองที่สูงลิ่ว ผลกระทบจากโควิด-19 ที่เปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน และแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นชายที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
ตัวเลขสะท้อนเทรนด์ แม้ยังเป็นกลุ่มเล็กแต่เติบโตขึ้น
ผลสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในปี ๒๕๖๖ พบว่า มีคุณพ่อชาวไทยที่ระบุว่าตนเองเป็น “ผู้เลี้ยงดูลูกหลัก” อยู่ที่ร้อยละ ๗ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลขไม่ถึงร้อยละ ๓ เมื่อสิบปีก่อน (ThaiHealth) แม้จะยังเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่แนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับเทรนด์โลกและสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย
ความท้าทายและการยอมรับจากสังคม
อย่างไรก็ตาม คุณพ่อที่เลือกอยู่บ้านหลายคนยังต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งความรู้สึกโดดเดี่ยวและเสียงวิจารณ์จากคนรอบข้างที่ไม่คุ้นเคยกับบทบาทใหม่นี้ อาจารย์ด้านสังคมวิทยาและเพศศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐท่านหนึ่งกล่าวว่า “ผู้ชายไทยที่เลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่างจากขนบเดิมมักต้องเผชิญกับความคาดหวังของสังคม สิ่งสำคัญคือการเปิดพื้นที่พูดคุยกันทั้งในครอบครัว ชุมชน และที่ทำงาน เพื่อให้แต่ละครอบครัวสามารถเลือกทางเดินที่เหมาะสมกับตัวเองได้” พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายสนับสนุน เช่น การจ้างงานที่ยืดหยุ่น
แม้แนวคิด “พ่อเป็นช้างเท้าหน้า” จะยังคงฝังรากลึกในหลายพื้นที่ แต่ทัศนคติในสังคมเมืองใหญ่ก็เริ่มเปลี่ยนไป ขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายตาม พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเริ่มผลักดันมาตรการใหม่ๆ เช่น การให้สิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยไม่จำกัดเพศ นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น และการรณรงค์ให้สังคมยอมรับความหลากหลายของบทบาทในครอบครัว
อนาคตและคำแนะนำสำหรับครอบครัวไทยยุคใหม่
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า สัดส่วนของ “คุณพ่ออยู่บ้าน” จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการทำงานจากที่บ้านกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และภาวะเศรษฐกิจบีบให้หลายครอบครัวต้องปรับตัว ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังชี้ว่า การให้สิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่เท่าเทียมกันระหว่างพ่อและแม่ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของครอบครัวและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม (OECD Parental Leave Policy Brief)
นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัวแนะนำว่า สำหรับครอบครัวที่กำลังตัดสินใจเปลี่ยนบทบาท หัวใจสำคัญคือการเปิดใจพูดคุยกันในทุกมิติ ทั้งเรื่องการเงิน อารมณ์ และการปรับตัวในการใช้ชีวิต พร้อมย้ำว่าไม่ว่าใครจะเป็นผู้ดูแลหลัก ก็ควรได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากทุกคนในครอบครัว โรงเรียน และสังคม
ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในประเทศเห็นพ้องกันว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับครอบครัวไทยยุคใหม่” สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกแบบชีวิตในแบบที่ลงตัวกับความถนัดและบริบทของแต่ละบ้าน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ดูแลหลักก็ตาม
สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังพิจารณาทางเลือกนี้ อาจเริ่มต้นจากการวางแผนการเงิน มองหาเครือข่ายพ่อแม่ที่อยู่บ้านเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปรึกษาหารือกับองค์กรเพื่อหาทางปรับเปลี่ยนตารางการทำงานให้ยืดหยุ่น และที่สำคัญคือการแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างสังคมที่เข้าใจและยอมรับความหลากหลายของทุกบทบาทในครอบครัว
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก UNICEF ประเทศไทย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว หรือองค์กรที่ให้คำปรึกษาด้านการเลี้ยงดูบุตร
แหล่งอ้างอิง
- Business Insider: I quit my dream job to be a stay-at-home dad, while my wife works full time. It’s the best arrangement for us.
- The Lancet: Father involvement in early childhood development and the potential for reducing inequalities
- ThaiHealth: Thai Health Promotion Foundation
- OECD Parental Leave Policy Brief