งานวิจัยทางจิตวิทยาชิ้นใหม่ล่าสุดค้นพบข้อมูลน่าทึ่งว่า คนที่มีลักษณะไซโคพาธสูงสามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดีเมื่อเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น แต่กลับมีแนวโน้มน้อยกว่าคนทั่วไปอย่างมากที่จะลงโทษพฤติกรรมเหล่านั้น งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ PsyPost ได้เปิดมุมมองใหม่ต่อความเข้าใจเรื่องบุคลิกภาพที่ส่งผลต่อการตอบสนองต่อความอยุติธรรม พร้อมจุดประเด็นคำถามสำคัญให้แก่แวดวงการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และผู้กำหนดนโยบายทั้งในและต่างประเทศ
การทำความเข้าใจแรงผลักดันเบื้องหลังพฤติกรรมช่วยเหลือสังคมหรือต่อต้านสังคม ถือเป็นหัวใจสำคัญในการหาทางแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับการถกเถียงเรื่องความยุติธรรมและความเป็นอยู่ที่ดีในชุมชน ผลวิจัยนี้ช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นว่า ทำไมบางคนถึงเลือกที่จะนิ่งดูดายเมื่อเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเหยื่อ หรือไม่คิดจะหยุดยั้งผู้กระทำผิด แม้ภาพจำของ “ไซโคพาธ” มักจะผูกติดอยู่กับการขาดความเห็นใจและเมินเฉยต่อกฎเกณฑ์ แต่ผลวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้แยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือความไม่เป็นธรรม แต่พวกเขา “ตัดสินใจ” ที่จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวเอง
ในการศึกษานี้ ทีมวิจัยได้คัดกรองผู้เข้าร่วมทดลองเพื่อประเมินลักษณะไซโคพาธผ่านแบบทดสอบมาตรฐาน จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมทั้งหมดสังเกตสถานการณ์จำลองที่อีกฝ่ายได้รับการปฏิบัติหรือแบ่งปันทรัพยากรอย่างไม่ยุติธรรม ซึ่งเป็นรูปแบบการทดลองที่ใช้กันแพร่หลายในแวดวงจิตวิทยา แม้ว่าผู้เข้าร่วมทุกกลุ่มจะชี้ได้ว่าพฤติกรรมใดที่ไม่เป็นธรรม แต่กลุ่มที่มีลักษณะไซโคพาธสูงกลับแสดงแนวโน้มที่จะใช้ความพยายามหรือทรัพยากรของตนเองเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดน้อยกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ นักวิจัยชี้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้อาจสะท้อนถึงการตัดสินใจที่ผ่านการคิดคำนวณมาแล้ว โดยพวกเขาจะชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับต้นทุนที่ต้องจ่ายหากเข้าไปแทรกแซง แทนที่จะทำไปเพราะแรงผลักดันจากความโกรธแค้นหรือความห่วงใยในสังคม
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาที่ให้ความเห็นกับสื่อได้เน้นย้ำว่า “คนที่มีลักษณะไซโคพาธสูงยังคงมีความสามารถในการรับรู้ความไม่เป็นธรรมเป็นอย่างดี ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มีภาวะออทิซึมที่อาจไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้เสมอไป” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวเสริมว่า “ผลการวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าแนวทางการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพที่สุด อาจไม่ใช่การสอนเรื่องกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจในการช่วยเหลือผู้อื่นและส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจ” ประเด็นนี้น่าจะมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการเลี้ยงดู การเรียนการสอน หรือแม้แต่การทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทย ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับความปรองดองในสังคมและค่านิยมส่วนรวมที่ได้รับอิทธิพลจากหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา
ในบริบทสังคมไทยที่ให้คุณค่ากับ “น้ำใจ” หรือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน แนวโน้มที่จะ “ไม่เข้าไปยุ่ง” อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ปรากฏการณ์ “ไทยเฉย” หรือการนิ่งดูดาย ไม่ว่าจะในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือบนโลกออนไลน์ อาจสะท้อนถึงความแตกต่างทางบุคลิกภาพมากกว่าแค่ความไม่ใส่ใจ นักวิจัยสังคมศาสตร์ในไทยที่ศึกษาปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนและการคุกคามในที่ทำงานก็เคยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เห็นเหตุการณ์บางครั้งลังเลที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แม้จะเข้าใจถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ตาม หลักฐานใหม่จากงานวิจัยนี้ชี้ว่า การนิ่งเฉยของผู้เห็นเหตุการณ์บางคนอาจเชื่อมโยงกับลักษณะทางจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่ความไม่รู้หรือความกลัวการตอบโต้
งานวิจัยนี้เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ที่มีมานานหลายปีเกี่ยวกับการศึกษาพฤติกรรมต่อต้านสังคม ตัวอย่างเช่น งานวิจัยก่อนหน้านี้เคยพบว่าคนที่มีลักษณะไซโคพาธสูงอาจซ่อนการขาดการตอบสนองทางอารมณ์ได้ดีกว่า ทำให้ดูเป็นคนมีเหตุผลหรือเยือกเย็น แทนที่จะแสดงความก้าวร้าวออกมา (PubMed) ในขณะเดียวกัน การเรียนการสอนวิชาศีลธรรมในโรงเรียนไทยบางครั้งก็ประสบปัญหาในการเปลี่ยนค่านิยมที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นการกระทำที่ช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นช่องว่างที่สอดคล้องกับผลการวิจัยนี้ นอกจากนี้ กิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างเทศกาลสงกรานต์ที่สนุกสนาน หรือน้ำใจในการ ‘ขึ้นบ้านใหม่’ ของเพื่อนบ้าน ล้วนต้องอาศัยความเต็มใจของคนในชุมชนที่จะสละแรงเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ซึ่งตอกย้ำว่าบุคลิกภาพมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมหรือขัดขวางน้ำใจเหล่านี้
ในอนาคต นักจิตวิทยาเตือนว่าเพียงแค่การสร้างความตระหนักรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อาจไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการเพิกเฉยในสังคมได้ สำหรับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนคือการให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ สายใยในชุมชน และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมผ่านการสื่อสารสาธารณะ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การบูรณาการทักษะทางอารมณ์เข้ากับหลักสูตรการศึกษาของไทย การสนับสนุนกิจกรรมสร้างความเห็นอกเห็นใจในชุมชนและที่ทำงาน และการจัดหาช่องทางการรายงานปัญหาโดยไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อลดอุปสรรคในการลงโทษพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม ในระดับบุคคล พ่อแม่ผู้ปกครองและครูสามารถส่งเสริมให้เยาวชนมองข้ามกฎเกณฑ์และหันมาใส่ใจว่าการกระทำของตนส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญทั้งในโลกโซเชียลและในชีวิตจริง
การค้นพบครั้งนี้ตอกย้ำให้เราเห็นว่า แค่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างพลเมืองที่ดีได้ สังคมไทยซึ่งมีวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมายาวนาน อาจได้ประโยชน์จากการหันมาตระหนักและสนับสนุนผู้ที่กล้าจะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจอุปสรรคทางจิตวิทยาที่ขวางกั้นการช่วยเหลือ เมื่อมุมมองต่อพฤติกรรมต่อต้านสังคมเปลี่ยนจากการกล่าวโทษไปสู่ความเข้าใจ ก็จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและเอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น