สำหรับนักวิ่งและคนรักการออกกำลังกายในไทย ความรู้สึกฟินตอนเข้าเส้นชัยอาจต้องสะดุดลงเพราะปัญหาชวนอายอย่าง “ฉี่เล็ด” ขณะออกแรงเต็มที่ งานวิจัยจากต่างประเทศและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญล่าสุดชี้ว่า อาการนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่กำลังเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบมาพูดคุยและศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวคนไทยอย่างยิ่งในยุคที่เทรนด์สุขภาพและการออกกำลังกายกำลังมาแรง
| อาการปัสสาวะเล็ดขณะวิ่ง หรือที่มีชื่อทางการแพทย์ว่า ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง (Stress Urinary Incontinence หรือ SUI) เกิดจากกิจกรรมที่ต้องใช้แรงอย่างการวิ่ง หรือแม้แต่การไอแรงๆ เข้าไปเพิ่มแรงดันในกระเพาะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะเล็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ ภาวะนี้พบได้ในนักวิ่งทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง และในขณะที่วงการวิ่งของไทยเติบโตไม่หยุด ตั้งแต่งานมาราธอนใหญ่ในกรุงเทพฯ ไปจนถึงการจ็อกกิงในสวนสาธารณะ การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้จึงยิ่งมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น (Deseret News, MSN Health, [RUN | Powered by Outside](https://www.msn.com/en-us/health/other/ever-pee-your-pants-while-running-hard-here-s-why-it-happens/ar-AA1GOj2L)) |
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน PubMed เมื่อปี 2025 เผยข้อมูลน่าสนใจว่า นักวิ่งหญิงถึง 44% เคยมีอาการปัสสาวะเล็ดระหว่างหรือหลังวิ่ง ที่น่าแปลกคือ นักกีฬาหลายคนในกลุ่มนี้ยังมีกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่แข็งแรงดี ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น แรงดันในช่องท้องที่สูง ความเข้มข้นของการออกกำลังกาย และลักษณะทางกายวิภาคของผู้หญิง (Inefficient impact absorption and reduced shock attenuation in female runners with stress urinary incontinence, PubMed) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์อีกชิ้นในปีเดียวกันที่ชี้ถึงความท้าทายในการวัดปริมาณปัสสาวะที่เล็ดออกมาให้แม่นยำ เนื่องจากเหงื่อก็สามารถทำให้น้ำหนักของแผ่นซับเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ทำให้การวินิจฉัยและติดตามอาการด้วยตัวเองของนักกีฬามีความซับซ้อนขึ้น (Pad Weight Gain During Treadmill Running Indicates Urine Leakage among Females, PubMed)
บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ต่างออกมายืนยันว่า อาการปัสสาวะเล็ดในนักวิ่งไม่ใช่ความผิดปกติที่หาได้ยาก และไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด อาจารย์นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรีชั้นนำของไทยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “การมีปัสสาวะเล็ดตอนออกกำลังกายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับคนจำนวนมาก แต่เพราะความอาย คนส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บปัญหานี้ไว้กับตัวแทนที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ” ขณะที่อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและการกีฬาของมหาวิทยาลัยดังในกรุงเทพฯ เสริมว่า ตัวเลขผู้มีอาการนี้ในไทยอาจสูงกว่าที่รายงานไว้มาก เพราะวัฒนธรรมที่ไม่นิยมพูดคุยเรื่องสุขภาพส่วนตัวในที่สาธารณะ
สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่า ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง (SUI) นั้นไม่เหมือนกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urge Incontinence) ซึ่งเป็นความรู้สึกปวดปัสสาวะรุนแรงและกะทันหัน โดยทั่วไป SUI เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแอหรือทำงานหนักเกินไป ซึ่งอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การคลอดบุตร วัยหมดประจำเดือน หรือภาวะทางระบบประสาท ทั้งในระดับโลกและในไทย ภาวะ SUI มักไม่ค่อยถูกวินิจฉัย เพราะคนส่วนใหญ่มักพยายามจัดการด้วยตัวเองหรือปกปิดอาการไว้ (Wikipedia: Urinary Incontinence, Healthline)
แล้วงานวิจัยล่าสุดว่าอย่างไรบ้าง? หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ ภาวะนี้ไม่ได้พบแค่ในผู้หญิงสูงวัยหรือผู้ที่เคยคลอดบุตรเท่านั้น แต่ยังพบในนักกีฬาหญิงระดับแนวหน้าที่ไม่เคยมีบุตรมาก่อนถึง 40-50% (Urinary Incontinence in Nulliparous Female Elite Athletes: A Mixed Methods Exploration, PubMed) ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีสวมใส่ได้ใหม่ๆ เช่น เซ็นเซอร์วัดแรงดันในช่องคลอด เพื่อศึกษาน้ำหนักที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องแบกรับและเชื่อมโยงแรงดันในช่องท้องกับช่วงเวลาที่เกิดปัสสาวะเล็ดขณะวิ่งโดยตรง (Measurement of the Vaginal Pressure Profile with Femfit®, PubMed) งานวิจัยยังชี้ด้วยว่าผู้ชายก็สามารถเจอปัญหานี้ได้เช่นกัน แต่ในอัตราที่น้อยกว่ามาก
นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจากโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น อธิบายรูปแบบของอาการนี้ว่า “การวิ่งเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง ทุกย่างก้าว โดยเฉพาะบนพื้นแข็ง จะมีแรงส่งผ่านขึ้นไปยังอุ้งเชิงกราน หากเนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อที่คอยพยุงเกิดอาการล้าหรืออ่อนแอ ก็อาจทำให้ฉี่เล็ดได้ ความแข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ แต่การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อก็สำคัญไม่แพ้กัน” จากข้อมูลงานวิจัยในสหรัฐฯ และยุโรป ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดคือ การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร วัยหมดประจำเดือน ดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูง และการเล่นกีฬาบางชนิด เช่น วิ่ง รักบี้ และแทรมโพลีน
อย่างไรก็ตาม แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมาก แต่คนไทยวัยทำงานทั้งชายและหญิงกลับไม่ค่อยกล้าไปขอความช่วยเหลือ นักวิจัยด้านสาธารณสุขในจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า “ผู้คนรู้สึกอาย วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความมิดชิดของร่างกาย ดังนั้นคนที่มีอาการปัสสาวะเล็ด ตั้งแต่นักวิ่งในสวนลุมฯ ไปจนถึงนักกีฬานักเรียน ก็มักแก้ปัญหาด้วยการใส่เสื้อผ้าสีเข้ม ดื่มน้ำน้อยลง หรือเลิกวิ่งไปเลย ซึ่งการเงียบไว้ยิ่งทำให้การรักษาล่าช้า ทั้งๆ ที่การรักษาจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้มาก”
แต่ข่าวดีก็คือ งานวิจัยและการรักษาในปัจจุบันมีความหวังมากขึ้น การปรับพฤติกรรมง่ายๆ เช่น การเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา และการจัดการปริมาณน้ำที่ดื่มก็สามารถช่วยได้ แต่วิธีรักษามาตรฐานคือการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “การขมิบ” (Kegel exercises) ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะได้ (WebMD, Fox News) ผลการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบในปี 2024 ยังยืนยันด้วยว่าโยคะและการออกกำลังกายแบบเฉพาะทางสามารถลดความรุนแรงของภาวะนี้ได้ (U.S. News & World Report) สำหรับกรณีที่อาการไม่ดีขึ้น ก็ยังมีการรักษาด้วยยาและการผ่าตัด ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนของไทย
มุมมองแบบไทยๆ ก็มีส่วนต่อการรับมือกับภาวะ SUI เช่นกัน แม้บางครั้งวัดหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะจัดคลาสออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพองค์รวม แต่แทบไม่มีที่ไหนสอนเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรง ผู้ประสานงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาของชมรมนักวิ่งแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “แม้แต่ในสโมสรกีฬา ความรู้เรื่องนี้ก็หาได้ยาก เราพูดถึงการวอร์มอัพหรือการดื่มน้ำ แต่ไม่ค่อยพูดถึงสุขภาพกระเพาะปัสสาวะ” ที่ผ่านมา การรณรงค์ด้านสาธารณสุขในไทยมักเน้นไปที่โรคติดต่อ แต่ปัจจุบันที่โรคไม่ติดต่อและภาวะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่าง SUI เพิ่มสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้มีการรณรงค์เพื่อลดการตีตราและให้ความรู้แก่ประชาชนมากขึ้น
อาการปัสสาวะเล็ดขณะวิ่งยังเชื่อมโยงกับสุขภาพและสังคมในภาพรวม ในขณะที่คนไทยหันมาออกกำลังกายเพื่อสู้กับโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูงกันมากขึ้น การทำความเข้าใจผลข้างเคียงอย่าง SUI จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนยังมีกำลังใจออกกำลังกายต่อไป ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 18 ล้านคนออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากทศวรรษที่แล้ว และเมื่อประชากรกลุ่มนี้อายุมากขึ้น ความจำเป็นในการพูดคุยอย่างเปิดเผยและการสนับสนุนจากชุมชนเกี่ยวกับภาวะ SUI ก็จะยิ่งทวีความสำคัญ
ในเชิงวัฒนธรรม การพูดคุยเรื่องสุขภาพในที่ลับยังคงเป็นความท้าทายในสังคมไทย แต่ชุมชนออนไลน์ที่แข็งแกร่งและอิทธิพลของกระแสสุขภาพจากทั่วโลกกำลังค่อยๆ ทลายกำแพงความอายนี้ลง ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอุ้งเชิงกรานเริ่มหันมาใช้โซเชียลมีเดีย รายการทีวี หรือแม้แต่งานวัด เพื่อให้ความรู้แก่ผู้หญิงและนักกีฬาเกี่ยวกับการจัดการปัญหานี้ สำหรับผู้ที่ไม่กล้าไปปรึกษาใคร ก็ยังมีทางเลือกที่ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เช่น วิดีโอสอนฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานออนไลน์
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญหวังว่างานวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลที่เจาะจงกับคนไทย จะนำไปสู่เครื่องมือที่ดีขึ้นสำหรับการป้องกัน วินิจฉัย และรักษา งานวิจัยจากต่างประเทศชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของอุปกรณ์สวมใส่ใหม่ๆ แอปพลิเคชันติดตามอาการบนมือถือ และแผนการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขของไทยก็จำเป็นต้องเร่งฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกรานและระบบทางเดินปัสสาวะให้มากขึ้น พร้อมทั้งผนวกความรู้เรื่องนี้เข้ากับการดูแลสุขภาพในระดับปฐมภูมิ คลินิกกีฬา และศูนย์สุขภาพชุมชน
แล้วนักวิ่งชาวไทยควรทำอย่างไร? ข้อแรกคือ ต้องรู้ว่าอาการปัสสาวะเล็ดขณะวิ่งเป็นเรื่องปกติและรักษาได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเหตุผลที่ต้องเลิกวิ่ง หากคุณมีอาการนี้ ควรปรึกษานักกายภาพบำบัด พยาบาลด้านสุขภาพสตรี หรือแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอุ้งเชิงกราน ลองฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานง่ายๆ หลีกเลี่ยงการ “อั้นฉี่” นานเกินไป และดื่มน้ำให้พอดี (การดื่มน้ำน้อยไปอาจทำให้น้ำปัสสาวะเข้มข้นและระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น) สำหรับผู้จัดงานวิ่ง ผู้นำชมรมกีฬา และโค้ช ควรบรรจุความรู้เรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกรานไว้ในโปรแกรมการฝึก และสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างให้พูดคุยกันได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ออกกำลังกายต่อไป เพราะประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อหัวใจ ร่างกาย และจิตใจนั้นมีค่ามากกว่าความท้าทายจากภาวะ SUI อย่างมหาศาล
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากโครงการด้านสุขภาพสตรีของกระทรวงสาธารณสุข วิดีโอให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอุ้งเชิงกรานทางออนไลน์ และกลุ่มสนับสนุนในโซเชียลมีเดียภาษาไทยที่กำลังเติบโต การกล้าพูดคุยถึงปัญหานี้และหันมาใช้วิธีการที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้นักวิ่งชาวไทยเรียกความมั่นใจและกลับมามีความสุขกับการเฉลิมฉลองที่เส้นชัยได้อีกครั้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- Deseret News
- MSN Health
-
[RUN Powered by Outside](https://www.msn.com/en-us/health/other/ever-pee-your-pants-while-running-hard-here-s-why-it-happens/ar-AA1GOj2L) - PubMed: Inefficient impact absorption in runners with SUI
- PubMed: Pad weight gain and urine leakage
- Wikipedia: Urinary Incontinence
- Healthline
- WebMD
- U.S. News & World Report