คำแนะนำจากวิศวกรซอฟต์แวร์ของ Google กำลังเป็นไวรัลและสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาที่ใฝ่ฝันอยากเข้าวงการเทคโนโลยี ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานด้านซอฟต์แวร์ วิศวกรรายนี้ได้งานประจำที่ Google หลังฝึกงานภาคฤดูร้อนที่นั่นถึงสองปีซ้อน เขาแนะให้นักศึกษารีบคว้าโอกาสฝึกงานตั้งแต่เนิ่นๆ ฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาให้แข็งแกร่ง และวางกลยุทธ์การหางานอย่างเป็นระบบ คำแนะนำของเขานับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาไทยสายคอมพิวเตอร์ที่กำลังเผชิญกับตลาดแรงงานโลกที่ท้าทายยิ่งขึ้น หลังการเลย์ออฟครั้งใหญ่ในบริษัทเทคและการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ในช่วงเวลาที่บัณฑิตจบใหม่กำลังเผชิญกับภาวะการจ้างงานที่ยากลำบากที่สุดในรอบหลายปี คำแนะนำนี้จึงยิ่งมีน้ำหนัก “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมทำในเส้นทางอาชีพจนถึงวันนี้ คือการสมัครเข้าร่วมโครงการสำหรับนักศึกษาปี 1 และปี 2” วิศวกรคนดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับยูทูบเบอร์รายหนึ่ง ซึ่ง businessinsider.com ได้สรุปประเด็นไว้ เขาเน้นย้ำว่าสำหรับนักศึกษาชั้นปีแรกๆ โครงการฝึกงานที่ออกแบบมาเพื่อเด็กปี 1 และปี 2 โดยเฉพาะนั้น มีเกณฑ์การคัดเลือกที่ “ง่ายกว่ามาก” และมักจะมีการสัมภาษณ์เชิงเทคนิคที่ไม่ซับซ้อนเท่ากับตำแหน่งสำหรับนักศึกษารุ่นพี่หรือบัณฑิตจบใหม่

คำแนะนำนี้มีขึ้นในช่วงที่ตลาดงานสายเทคซึ่งเคยคึกคักหลังยุคโควิด-19 ได้ซบเซาลงอย่างชัดเจน โดย reuters.com รายงานว่าบริษัทชั้นนำหลายแห่งต่างลดการจ้างงานและหันไปลงทุนกับระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI แทนการจ้างโปรแกรมเมอร์ สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ก็ไม่ต่างกันมากนัก โดยข้อมูลจากศูนย์อาชีพของมหาวิทยาลัยและเว็บไซต์หางานต่างชี้ว่า บัณฑิตไอทีจบใหม่ต้องเจอกับการแข่งขันที่สูงขึ้นและเงื่อนไขการสัมภาษณ์ที่เข้มข้นกว่าเดิม โดยเฉพาะจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอย่าง Google, Meta และ Microsoft

วิศวกรของ Google รายนี้ย้ำว่า กุญแจสำคัญสู่ความได้เปรียบคือการสมัครงานอย่างมีแบบแผน “ผมเริ่มทำลิสต์ติดตามการสมัครฝึกงานของตัวเอง แทนที่จะแค่ส่งใบสมัครไปมั่วๆ” เขาอธิบาย “ทุกอย่างถูกจัดระเบียบไว้อย่างดี ผมจะคอยอัปเดตสถานะของแต่ละที่ ซึ่งช่วยให้ผมเตรียมตัวรับการสัมภาษณ์ในแต่ละขั้นตอนของแต่ละบริษัทได้ดีขึ้นมาก” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและที่ปรึกษาอาชีพในไทยต่างเห็นพ้องกับแนวทางนี้ โดยชี้ว่าการวางแผนสมัครงานอย่างเป็นระบบไม่เพียงเพิ่มโอกาสได้รับการติดต่อกลับ แต่ยังช่วยให้นักศึกษาสามารถเตรียมตัวให้เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการสัมภาษณ์ของแต่ละบริษัทได้ดีขึ้น ดังที่ bangkokpost.com เคยให้ข้อมูลไว้

เรื่องราวของเขายังตอกย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจรูปแบบการสัมภาษณ์เชิงเทคนิค เขาไม่แนะนำให้ท่องจำโจทย์โค้ดดิ้งแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ให้ทำความเข้าใจแก่นของหลักการแก้ปัญหา “ถ้ามัวแต่ท่องจำโจทย์ไปทีละข้อ สุดท้ายก็ต้องไปเจอโจทย์ที่คุณไม่เคยเห็นอยู่ดี” เขากล่าว “ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือฝึกฝนหลักการใหญ่ๆ ให้เชี่ยวชาญ” แนวคิดนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ซึ่งระบุว่าความเข้าใจในเรื่องอัลกอริทึมและโครงสร้างข้อมูลอย่างลึกซึ้ง เป็นสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ (acm.org)

อย่างไรก็ตาม วิศวกรคนนี้ยอมรับว่าการมีคนแนะนำ (Referral) ช่วยเพิ่มโอกาสได้มากจริงๆ “ผมถูกเรียกสัมภาษณ์เร็วมากหลังจากที่เพื่อนช่วยแนะนำให้ คุณต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นตอนสมัครฝึกงาน” สำหรับนักศึกษาไทย การสร้างเครือข่ายหรือคอนเน็กชันในสายอาชีพ ไม่ว่าจะผ่านอาจารย์ ศิษย์เก่า หรืองานอีเวนต์สายเทค ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ได้รับการแนะนำ โดยเฉพาะในยุคที่ตำแหน่งฝึกงานและงานประจำมีการแข่งขันสูงลิ่ว

ในกรณีที่หาที่ฝึกงานไม่ได้จริงๆ เขาแนะนำว่าอย่าเพิ่งท้อ แต่ให้มองหาโอกาสในการพัฒนาตัวเอง “ลองเริ่มเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นด้วยตัวเองผ่านการทำโปรเจกต์ต่างๆ” เขาแนะนำ การทำโปรเจกต์ส่วนตัวไม่เพียงแต่ช่วยลับคมพื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประวัติส่วนตัว (CV) น่าสนใจและโดดเด่นขึ้นมาได้ แม้จะยังไม่มีประสบการณ์ทำงานจริงก็ตาม นักศึกษาไทยที่คุ้นเคยกับการทำ “พอร์ตฟอลิโอ” เพื่อยื่นสมัครงาน สามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ได้ เช่น การโชว์ผลงานที่เคยมีส่วนร่วมในโปรเจกต์โอเพนซอร์ส หรือโปรเจกต์ส่วนตัวที่ทำขึ้นเอง (ict.mahidol.ac.th)

คำแนะนำอีกข้อที่อาจโดนใจนักศึกษาไทยเป็นพิเศษ คือการเอาชนะความเกรงใจหรือกลัว “เสียหน้า” เวลาที่ต้องขอความช่วยเหลือ “ให้ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น แต่ยิ่งคุณพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเรียนรู้ได้มากเท่านั้น” เขาชี้ว่าการหาจุดสมดุลระหว่างการพึ่งพาตัวเองกับการขอความช่วยเหลือเมื่อถึงทางตัน จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น และท้ายที่สุดจะทำให้เราสามารถ “เริ่มช่วยเหลือคนอื่นด้วยความเชี่ยวชาญของเราเองได้”

คำแนะนำเชิงปฏิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังผลักดันหลักสูตรการศึกษาที่เน้นด้านสะเต็ม (STEM) และความรู้ดิจิทัลตั้งแต่อายุยังน้อย (moe.go.th) แม้โอกาสฝึกงานในบริษัทเทคระดับโลกในไทยจะยังมีจำกัด แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ต่างก็กำลังขยายความร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติและจัดค่ายอบรม (Bootcamp) เพื่อลดช่องว่างระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับทักษะที่ตลาดต้องการ

ในมิติทางวัฒนธรรม สังคมไทยที่คุ้นเคยกับระบบ “คนรู้จัก” ซึ่งคอนเน็กชันและสายสัมพันธ์มักมีผลต่อโอกาสทางอาชีพ ก็ดูจะสอดคล้องกับคำแนะนำเรื่องการหาคนช่วยแนะนำ แต่ในยุคที่การแข่งขันและความโปร่งใสมีมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล การประเมินจากทักษะและผลงานในพอร์ตโฟลิโอได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญ นั่นหมายความว่านักศึกษาจากทุกพื้นเพ ไม่ใช่แค่คนที่มีเส้นสายดี จะมีโอกาสเข้าทำงานในบริษัทชั้นนำได้มากขึ้น หากมีการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบและหมั่นสร้างทักษะที่ใช้ได้จริง

เมื่อมองไปข้างหน้า สมรภูมิของคนอยากทำงานสายเทคทั้งในไทยและทั่วโลกมีแนวโน้มจะดุเดือดยิ่งขึ้น ความก้าวหน้าของ Generative AI และระบบอัตโนมัติอาจทำให้ตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมลดลง โดยนายจ้างจะคาดหวังให้พนักงานใหม่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และทักษะรอบด้านที่แข็งแกร่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญในวงการคาดการณ์ว่า นักศึกษาที่รู้จักใช้ประโยชน์จากโครงการฝึกงานแต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง จะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบอย่างชัดเจนในอีกหลายปีข้างหน้า (worldbank.org)

สำหรับนักศึกษาไทยที่อยากเดินตามรอยความสำเร็จนี้ มีหลายสิ่งที่ควรลงมือทำทันที หนึ่งคือ สำรวจและสมัครโครงการฝึกงานสำหรับนักศึกษาปี 1 และปี 2 อย่างจริงจัง แม้จะรู้สึกว่าทักษะยังไม่พร้อม สองคือ สร้างระบบติดตามการสมัครงานของตัวเอง สามคือ ใช้ประโยชน์จากทุกช่องทาง ทั้งศูนย์อาชีพของมหาวิทยาลัย ชมรมสายเทค และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อฝึกฝนทักษะการสัมภาษณ์ สี่คือ สร้างเครือข่ายทั้งในและนอกสถาบันเพื่อสนับสนุนเส้นทางอาชีพ แต่ต้องไม่ลืมว่าหัวใจสำคัญคือการสร้างทักษะและผลงานที่จับต้องได้ ไม่ใช่การพึ่งพาเส้นสาย และเหนือสิ่งอื่นใด ให้มุ่งเน้นการสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการขอคำแนะนำอย่างถูกที่ถูกเวลา

ดังคำแนะนำที่ว่า “จงเรียนรู้ให้มากที่สุดจากเพื่อนร่วมงานที่เก่งกว่า” และอย่าดูแคลนพลังของการ “ก้าวเท้าเข้าไปในประตูก่อนใคร” ในโลกเทคโนโลยีที่หมุนเร็ว นักศึกษาไทยที่รู้จักผสมผสานการเตรียมตัวอย่างมีกลยุทธ์, กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และการลงมือทำจริง จะเป็นผู้ที่พร้อมที่สุด ไม่ใช่แค่เพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อเติบโตอย่างงดงามในสายอาชีพนี้