คนไทยหลายคนคงเคยรู้สึกกังวลกับการใช้เวลาบนหน้าจอสมาร์ทโฟนที่มากเกินไป แต่ล่าสุดมีมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ ชวนให้เรามองเรื่องนี้ต่างออกไปว่า การที่เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถดูตลอดเวลา อาจไม่ใช่ “อาการเสพติด” อย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นสัญญาณของความต้องการทางอารมณ์ที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม บทวิเคราะห์ล่าสุดที่เผยแพร่ในนิตยสาร VegOut Magazine เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองต่อพฤติกรรมนี้ จากที่เคยมองว่าเป็นความล้มเหลวส่วนบุคคลหรืออาการป่วย ไปสู่การทำความเข้าใจว่าเป็นภาพสะท้อนของ 7 ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ขาดหายไปจากชีวิตจริง (VegOutMag.com)

ในสังคมไทยที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ผู้สูงวัยในต่างจังหวัดที่รวมกลุ่มกันในไลน์ ไปจนถึงพฤติกรรม “สังคมก้มหน้า” (phubbing) ที่กลายเป็นภาพชินตาตามร้านกาแฟ ประเด็นนี้จึงส่งผลกระทบในวงกว้าง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ โดยพบว่ากว่า 90% ของคนไทยอายุ 18-35 ปี มองว่าโทรศัพท์มือถือเป็น “สิ่งจำเป็น” แต่ในขณะเดียวกัน กว่าครึ่งหนึ่งกลับยอมรับว่าอยากใช้เวลากับหน้าจอน้อยลง “อย่างมีนัยสำคัญ” (NSO Thailand) ความขัดแย้งในใจนี้สร้างความกังวลให้แก่ทั้งผู้ปกครอง ครู และบุคลากรทางการแพทย์ สะท้อนให้เห็นถึงข้อถกเถียงระดับโลกเกี่ยวกับ “การเสพติด” เทคโนโลยี

งานวิจัยชิ้นใหม่นี้อ้างอิงข้อมูลจาก Dscout ที่พบว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ยมีการแตะ ปัด และปลดล็อกหน้าจอมากกว่า 2,600 ครั้งต่อวัน พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความเบื่อหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนทางอารมณ์” จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและข้อมูลการโค้ชชิ่ง ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุ 7 ความต้องการทางอารมณ์ที่มักถูกทดแทนด้วยการใช้โทรศัพท์ ได้แก่ ความผูกพัน, การยอมรับ, ความแปลกใหม่, ความเป็นอิสระ, ความสบายใจ, การมีเป้าหมาย และความก้าวหน้า

บทความได้อ้างอิงคำกล่าวอมตะของ เชอร์รี เทอร์เคิล นักวิจัยด้านวัฒนธรรมดิจิทัลที่ว่า “เราคาดหวังจากเทคโนโลยีมากขึ้น และคาดหวังจากกันและกันน้อยลง” ภาพสะท้อนนี้เห็นได้ชัดทั่วสังคมไทย ตั้งแต่นักเรียนที่เชียงรายซึ่งใช้เทคโนโลยีอย่างคล่องแคล่ว ไปจนถึงพนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ที่เฝ้ารอการแจ้งเตือนเพื่อชดเชยปฏิสัมพันธ์ที่ขาดหายไป ในภาวะที่ความสัมพันธ์ในโลกจริงอาจเปราะบาง เช่น กลุ่มวัยรุ่นที่เพื่อนย้ายโรงเรียนไปต่างจังหวัด หรือผู้ใหญ่ที่ต้องทำงานห่างไกลครอบครัว สมาร์ทโฟนจึงกลายเป็น “ชุมชนพกพา” ที่คอยปลอบประโลม

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เราโหยหาจากหน้าจอนั้น ส่วนใหญ่สามารถหาได้จากโลกภายนอก หากเราเรียนรู้ที่จะตระหนักถึงความต้องการที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ยอดไลก์ รูปหัวใจ หรือสติกเกอร์ในไลน์ ช่วยตอบสนองความรู้สึกต้องการเป็นที่ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการรักษาหน้าตาและเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง เมื่อสิ่งเหล่านี้หาได้ยากในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นในหมู่นักเรียน พนักงาน หรือแม่บ้าน การได้รับคำชื่นชมในโลกดิจิทัลจึงยิ่งดูเป็นเรื่องสำคัญ

แต่ก็ยังมีทางออกที่ทำได้จริง นักจิตวิทยาแนะนำให้ฟื้นฟู “กิจวัตรเล็กๆ ที่ทำร่วมกัน” เช่น การกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว การมีกิจกรรมกลุ่มเป็นประจำ (เช่น การลงแขกดำนา หรือการเป็นอาสาสมัครที่วัด) หรือแม้แต่การพูดคุยสั้นๆ กับผู้ใหญ่ในบ้านทุกวัน เพื่อช่วยเติมเต็มความต้องการด้านความผูกพันและการยอมรับ ดังที่บทความกล่าวไว้ว่า “บทสนทนาดีๆ เพียงครั้งเดียว มีค่ากว่าการกดอีโมจิ 50 ครั้ง” ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับนักการศึกษาในไทยที่เห็นทั้งผลกระทบจากโลกดิจิทัลและพลังของปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายในโลกออฟไลน์

อีกหนึ่งความต้องการทางอารมณ์ที่โทรศัพท์เข้ามาตอบสนองคือ “ความแปลกใหม่” มนุษย์เราโหยหาประสบการณ์ใหม่ๆ และฟีดโซเชียลมีเดียก็นำเสนอข้อมูลใหม่ๆ มีม และสินค้าได้อย่างไม่รู้จบ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเตือนว่า การไถหน้าจอเพื่อเสพข่าวร้าย (doomscrolling) ไม่ได้นำไปสู่ความพึงพอใจที่แท้จริงและอาจสร้างความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ได้ มีข้อมูลจากนักวิจัยไทยที่จัดค่ายดิจิทัลดีท็อกซ์ซึ่งพบว่า เมื่อผู้เข้าร่วมได้ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนทำอาหารเหนือ การเดินสำรวจตลาดที่ไม่เคยไป หรือการทำสวนที่บ้าน ความอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ความเป็นอิสระ” หรือความรู้สึกที่ได้ควบคุมชีวิตตัวเอง อาจเป็นสิ่งที่คนไทยหลายคนโหยหา ท่ามกลางวัฒนธรรมองค์กรแบบลำดับชั้นหรือความคาดหวังที่เข้มงวดของครอบครัว สมาร์ทโฟนที่มีเพลย์ลิสต์ อัลกอริทึมข่าว และเนื้อหาที่ปรับแต่งได้ตามใจชอบ จึงมอบความรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตให้เราได้ แต่บทความชี้ว่ามีวิธีสร้างความเป็นอิสระที่ดีต่อสุขภาพมากกว่านั้น เช่น การจัด “ช่วงเวลาแห่งทางเลือก” ให้ตัวเองในแต่ละสัปดาห์ เช่น การเลือกว่าจะกินอะไรเป็นมื้อเช้าวันเสาร์ หรือการให้เวลากับงานอดิเรกส่วนตัว บทความได้อ้างอิงคำพูดของเอ็ดเวิร์ด เดซี ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีการกำหนดใจตนเองที่เน้นย้ำว่า “คนเราจะมีแรงจูงใจมากที่สุดเมื่อรู้สึกว่าสามารถควบคุมการกระทำของตนเองได้”

การโหยหา “ความสบายใจ” เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาใช้ระหว่างที่รู้สึกเบื่อ ตกอยู่ในความเงียบที่น่าอึดอัด หรือเครียด แสงสีฟ้าจากหน้าจอจึงทำหน้าที่เหมือน “ผ้าห่มอุ่นๆ” ทางใจ ที่ช่วยปกป้องเราจากความรู้สึกไม่สบายตัว แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในไทยแนะนำให้สร้าง “เมนูสร้างความสบายใจ” ที่ไม่พึ่งพาหน้าจอ เช่น การจิบชาสมุนไพรอุ่นๆ การเดินเล่นในซอยที่มีต้นไม้ร่มรื่น หรือการฝึกกำหนดลมหายใจ ทางเลือกเหล่านี้ช่วยลดการพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นยาชาทางอารมณ์ได้

“เป้าหมาย” และ “ความก้าวหน้า” ก็เป็นอีกสองความต้องการสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการใช้โทรศัพท์ ความรู้สึกถึงเป้าหมายในชีวิตซึ่งเป็นแก่นสำคัญในวัฒนธรรมพุทธแบบไทย อาจถูกแทนที่ด้วยสิ่งเร้าชั่วครั้งชั่วคราวจากการไถฟีดข่าวหรือโซเชียลมีเดีย ในขณะเดียวกัน “เหรียญรางวัล” “สถิติการใช้งานต่อเนื่อง” และรางวัลต่างๆ ในแอปพลิเคชัน ก็เข้ามาตอบสนองความต้องการเห็นความก้าวหน้าของเรา ซึ่งบางครั้งบทบาทในที่ทำงานหรือครอบครัวอาจให้ความรู้สึกนี้ได้ไม่ชัดเจนนัก งานวิจัยแนะนำวิธีที่เป็นรูปธรรมเพื่อเติมเต็มความต้องการเหล่านี้ในโลกออฟไลน์ เช่น การจดบันทึกความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตจริงลงสมุด การริเริ่มโครงการอย่างการปลูกสวนสมุนไพรบนดาดฟ้า หรือการเป็นพี่เลี้ยงสอนการบ้านให้เด็กๆ ในชุมชน สิ่งเหล่านี้ให้ความรู้สึกถึงความสำเร็จและความพึงพอใจที่ยั่งยืนกว่า

ในบริบทของสังคมไทย คำแนะนำเหล่านี้ถือว่าตรงจุดอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมของวัดในชุมชน การฉลองสงกรานต์ที่ไม่ใช่แค่การโพสต์รูป แต่คือการมีส่วนร่วมกับผู้คน หรือการล้อมวงทำอาหารในเทศกาลต่างๆ การเติมเต็มความต้องการทางอารมณ์แบบซึ่งๆ หน้าสามารถลดการพึ่งพาการยอมรับจากโลกดิจิทัลได้

นักประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยชี้ว่า สังคมไทยให้คุณค่ากับ “ความสนุก” (การหาความรื่นเริงในชีวิต) และ “ความสบาย” (ความสุขกายสบายใจ) มาช้านาน แม้อุปกรณ์ดิจิทัลจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่สามารถทดแทนสุขภาวะที่ดีตามวิถีดั้งเดิมได้ เช่น การรวมตัวของครอบครัว การทำบุญร่วมกัน หรือการนั่งล้อมวงกินข้าวใต้ร่มไม้ เมื่อวิถีชีวิตเหล่านี้ถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ความจำเป็นในการ “บำรุงทางอารมณ์” อย่างตั้งใจจึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงหากความต้องการเหล่านี้ยังคงถูกละเลยและถูกทดแทนด้วยหน้าจอต่อไป ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Behavioral Addictions ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลของอัตราความวิตกกังวล การนอนไม่หลับ และความโดดเดี่ยวทางสังคมที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชนไทยที่ใช้เวลากับอุปกรณ์ของตนมากที่สุด (ScienceDirect) นักการศึกษาและกุมารแพทย์ต่างเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบายและชุมชน เช่น การจัดหลักสูตรความฉลาดทางดิจิทัลในโรงเรียน โครงการรณรงค์ “ชั่วโมงปลอดมือถือ” และการนำแนวปฏิบัติเพื่อฝึกสติที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมไทยมาปรับใช้

แล้วเราจะปรับสมดุลความสัมพันธ์กับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร? บทความแนะนำให้เราทดลองเลือกความต้องการทางอารมณ์ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองมาเพียงหนึ่งอย่าง แล้วลองเติมเต็มความต้องการนั้นในโลกออฟไลน์เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อาจจะเป็นการออกไปเดินเล่นตอนเย็นกับเพื่อนบ้าน การกลับไปทำงานอดิเรกเก่าๆ ที่เคยชอบ หรือการหาเวลาไปนั่งสมาธิที่วัด ทั้งข้อมูลเชิงประจักษ์และพฤติกรรมศาสตร์ต่างชี้ตรงกันว่า เมื่อพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไป ความอยากที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยอัตโนมัติก็จะลดลง “การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเปลี่ยนความสัมพันธ์จากการใช้ตามความเคยชินไปสู่การใช้อย่างมีสติ” บทความสรุป “โทรศัพท์ของคุณยังคงให้ความบันเทิงและข้อมูลได้ แต่จะไม่ใช่ผู้ควบคุมความสนใจของคุณอีกต่อไป คนที่ควบคุมคือตัวคุณเอง”

สำหรับคนไทยที่ต้องการหลุดพ้นจากภาวะ “ติดมือถือ” สารสำคัญที่ได้รับนั้นชัดเจน: ลองสำรวจดูว่าความต้องการทางอารมณ์ด้านไหนของคุณที่อาจกำลังขาดหายไป และพยายามเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นในโลกแห่งความจริงผ่านครอบครัว ชุมชน และการเติบโตของตนเอง การเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็สามารถฟื้นฟูสุขภาวะที่ดีและดึงความสนใจของคุณกลับมาสู่สิ่งที่สำคัญที่สุดได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพทางอารมณ์และสุขภาวะดิจิทัล สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นิตยสาร VegOut Magazine (VegOutMag.com) หรือปรึกษาแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตจากกรมสุขภาพจิต (DMH Thailand) หากต้องการความช่วยเหลือ คนไทยสามารถติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน โครงการ “องค์กรสุขภาวะ” (Happy Workplace) หรือโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์