ยาฉีดป้องกันเชื้อ HIV ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ Yeztugo (ตัวยา lenacapavir) ที่เพิ่งผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้จุดประกายความหวังครั้งใหญ่ในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลก รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายาฉีดชนิดออกฤทธิ์ยาวตัวนี้ ซึ่งฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง จะเข้ามาทลายข้อจำกัดของการกินยาป้องกัน HIV แบบรายวัน และอาจพลิกเกมการต่อสู้กับโรคเอดส์ไปอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญเรื่องราคา การเข้าถึง และการนำมาใช้จริง ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างประเทศไทย
ในสังคมไทย HIV ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขและสังคมที่ฝังรากลึก แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการป้องกันและรักษา แต่ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคและโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS ประเทศไทย) ชี้ว่าในแต่ละปียังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 5,000 คน ที่ผ่านมา แม้ยาเพร็พ (PrEP) ชนิดเม็ดสำหรับกินทุกวันอย่าง Truvada และ Descovy จะมีใช้กันแพร่หลาย แต่อุปสรรคสำคัญคือความมีวินัยในการกินยาให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายจากทั้งปัญหาการตีตราทางสังคม ราคา และภาระที่ต้องกินยาทุกวัน แต่ยา Yeztugo ตั้งเป้าที่จะเข้ามาเปลี่ยนข้อจำกัดนี้ ด้วยวิธีใช้ที่สะดวกกว่ามาก คือกินยาเพียง 2 เม็ดในช่วงเริ่มต้น ตามด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน
การอนุมัติยา Yeztugo ของ FDA มีที่มาจากการศึกษาวิจัยทางคลินิกครั้งสำคัญ 2 ชิ้น โดยหนึ่งในนั้นเป็นการทดลองในกลุ่มหญิงสาวและเด็กผู้หญิงกว่า 5,000 คนในแอฟริกาใต้และยูกันดา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพราะไม่มีผู้เข้าร่วมที่ได้รับยาฉีดคนใดติดเชื้อ HIV เลยตลอดระยะเวลาการทดลอง ส่วนการศึกษาอีกชิ้นในกลุ่มผู้ชายและผู้มีความหลากหลายทางเพศ พบว่ากลุ่มที่ได้รับยา Yeztugo มีผู้ติดเชื้อเพียง 2 คน เทียบกับ 9 คนในกลุ่มที่กินยา Truvada ทุกวัน ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่ายาฉีดมีประสิทธิภาพอย่างน้อยเทียบเท่ากับยาป้องกันมาตรฐานที่ดีที่สุดในปัจจุบัน (Washington Post)
กลไกของ Yeztugo คือการออกฤทธิ์มุ่งเป้าไปที่โปรตีนแคปซิด (capsid protein) ของเชื้อ HIV ซึ่งเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้ไวรัสเติบโตและแทรกซึมเข้าสู่เซลล์ร่างกายได้ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ทางคลินิกแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) อธิบายว่า ยาฉีดตัวนี้จะเข้าไป “ขัดขวางไม่ให้ไวรัสเข้าไปตั้งรกรากในร่างกายได้” โดยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อตั้งแต่ระยะแรกสุด ยานี้แนะนำให้ใช้สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV แต่มีความเสี่ยง โดยผู้ใช้ต้องตรวจหาเชื้อก่อนรับยาทุกครั้งเพื่อป้องกันภาวะเชื้อดื้อยา
จุดแข็งที่สุดของ Yeztugo คือศักยภาพในการช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ยาได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ผู้อำนวยการคลินิก HIV ที่ Ward 86 แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ชี้ว่า “ยาเพร็พทุกทางเลือกที่มีอยู่มีประสิทธิภาพเกือบ 100% หากใช้อย่างถูกต้อง แต่การต้องคอยเตือนตัวเองให้กินยาทุกวันไม่ใช่เรื่องง่าย และการต้องทำแบบนี้ต่อเนื่องไปหลายๆ ปียิ่งยากขึ้นไปอีก” สำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ที่ประสบปัญหาไร้บ้านหรือผู้ใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งในสหรัฐฯ และไทย ยาฉีดชนิดออกฤทธิ์ยาวจึงอาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ราคาของยายังคงเป็นกำแพงที่สูงลิ่ว ด้วยราคาที่สูงถึงกว่า 14,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส (หรือปีละ 28,218 ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้ราคารวมต่อปีของ Yeztugo พุ่งเกินหนึ่งล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับยาเพร็พชนิดฉีดทุก 2 เดือนอย่าง cabotegravir (Apretude) และสูงกว่ายาเม็ด Truvada ทั่วไปที่มีราคาเพียงเดือนละ 30 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,100 บาท) อย่างเทียบกันไม่ได้ แม้ในสหรัฐฯ บริษัทประกันส่วนใหญ่จะถูกกฎหมายบังคับให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายยาเพร็พ แต่นักรณรงค์ด้านสาธารณสุข เช่น รองศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ ก็แสดงความกังวลว่าระบบประกันสุขภาพและสาธารณสุขนอกสหรัฐฯ จะสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลนี้ได้อย่างไร “ยิ่งมีคนรู้จักยานี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี…ถือเป็นก้าวที่สำคัญที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้คน” เธอกล่าว แต่ก็ยอมรับว่า “สุดท้ายแล้ว ผลกระทบที่แท้จริงของยานี้จะขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถจ่ายได้บ้าง”
ในบริบทของประเทศไทย การสนับสนุนจากต่างประเทศ (เช่น กองทุนโลกและ PEPFAR) ควบคู่ไปกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ทำให้ไทยสามารถจัดหายาเพร็พในราคาที่เข้าถึงได้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประชากรหลักที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) ผู้ให้บริการทางเพศ และบุคคลข้ามเพศ (กระทรวงสาธารณสุข) ในปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยได้ประกาศแผนขยายการเข้าถึงยาเพร็พและผนวกบริการป้องกัน HIV เข้ากับคลินิกชุมชน แต่การจะนำยาฉีดราคาสูงอย่าง Yeztugo เข้ามาบรรจุในระบบได้นั้น โจทย์ใหญ่คือการเจรจาต่อรองราคาครั้งสำคัญ การปรับปรุงแนวทางการรักษา และการวางระบบติดตามที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญต่อการยอมรับนวัตกรรมใหม่ๆ ในไทยเช่นกัน การตีตราที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HIV และพฤติกรรมทางเพศยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายคนไม่กล้าเข้ารับบริการเพร็พหรือปรึกษาแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ที่พบว่ามีเพียงส่วนน้อยของผู้มีสิทธิ์ได้รับยาเพร็พทั่วโลกที่เข้าถึงยาได้จริง (CDC HIV Prevention) สำหรับคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ปัจจัยด้านความเป็นส่วนตัว ความสะดวกสบาย และการไม่ต้องไปสถานพยาบาลบ่อยครั้ง อาจทำให้ยาฉีดปีละ 2 ครั้งเป็นทางเลือกที่ดึงดูดใจกว่าการกินยาทุกวัน
ศาสตราจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอมอรี ยกให้ยา lenacapavir เป็น “การค้นพบที่พลิกวงการ” และเสริมว่าการที่ผู้ป่วยต้องมาสถานพยาบาลน้อยลงจะช่วยลดภาระทั้งของบุคลากรทางการแพทย์และตัวผู้ป่วยเอง ทำให้ง่ายต่อการขยายโครงการป้องกันในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ แห่ง UCLA เตือนว่าราคาสูงลิ่ว รวมถึงอุปสรรคเชิงสังคมและโครงสร้างอื่นๆ เช่น ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเข้าถึงประกัน และการเลือกปฏิบัติ อาจจำกัดการเข้าถึงยาในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
ในภาพรวมทั่วโลก จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนากลยุทธ์การป้องกัน การตรวจหาเชื้อ และการรักษา โดย UNAIDS รายงานว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในสหรัฐฯ ลดลง 12% ระหว่างปี 2561-2565 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้ยาเพร็พที่แพร่หลายขึ้น ในไทยเองก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แต่กลุ่มเยาวชนและชุมชนชายขอบยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง การมาถึงของ Yeztugo จึงเป็นความหวังใหม่ที่จะช่วยเร่งให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งย้ำเตือนว่า “ยาป้องกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่เรายังจำเป็นต้องมีวัคซีนเพื่อจะยุติการระบาดของ HIV ได้อย่างแท้จริง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเป้าหมายของทุกคนที่ทำงานในแวดวงนี้”
ในอนาคต เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและองค์กรภาคประชาสังคมของไทยจะต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบระหว่างการลงทุนในทางเลือกป้องกันแห่งอนาคต กับการขยายการเข้าถึงวิธีการเดิมที่ได้ผลและราคาถูกกว่า การมาถึงของ Yeztugo ยังประจวบเหมาะกับช่วงที่งบประมาณสำหรับบริการด้าน HIV ทั่วโลกมีจำกัด ทำให้เกิดคำถามเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและความยั่งยืนในระยะยาว (Science - Breakthrough of 2024) นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าไทยและประเทศอื่นๆ จะเจรจาต่อรองราคากับผู้ผลิตยาได้สำเร็จหรือไม่ รวมถึงรอข้อมูลประสิทธิภาพของยาในสถานการณ์จริงต่อไป
สำหรับคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีคนใกล้ชิดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกี่ยวกับทางเลือกในการป้องกันทั้งหมดที่มี และการเข้าร่วมเครือข่ายสนับสนุนในชุมชน เมื่อเครื่องมือใหม่ๆ อย่าง Yeztugo พร้อมใช้งาน การติดตามข้อมูลข่าวสารและร่วมกันผลักดันให้เกิดการเข้าถึงที่เท่าเทียมจะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องผู้คนและเร่งเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทย
คำแนะนำสำคัญสำหรับคนไทย:
- คอยจับตาข่าวสารเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและเจรจาราคายา Yeztugo ในประเทศไทยผ่านช่องทางของกระทรวงสาธารณสุข
- ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV อย่างต่อเนื่อง ควรใช้ยาเพร็พแบบกินรายวันซึ่งเป็นยาพื้นฐานที่เข้าถึงได้ต่อไป จนกว่าจะมีทางเลือกใหม่จากแพทย์ผู้ดูแล
- ใช้ประโยชน์จากบริการตรวจ HIV ฟรีที่มีในคลินิกของรัฐและศูนย์สุขภาพชุมชน
- พูดคุยกับแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับวิธีการป้องกัน ผลข้างเคียง และอุปสรรคในการใช้ยา
- สนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ที่นำโดยชุมชนเพื่อช่วยลดการตีตราและส่งเสริมความรู้เรื่องการป้องกัน HIV
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลของ กรมควบคุมโรค UNAIDS ประเทศไทย และองค์กรพันธมิตรด้านสุขภาพระหว่างประเทศ เพื่อติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับทางเลือกในการป้องกัน สิทธิความคุ้มครอง และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ