บทความล่าสุดจาก Business Insider ได้จุดกระแสการพูดคุยถึงวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยขึ้นมาอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นว่าคุณแม่ในสังคมไทยเผชิญแรงกดดันเรื่อง “ความเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ” น้อยกว่าแม่ในชาติตะวันตก บทความเรื่อง “ในประเทศไทย ฉันรู้สึกกดดันน้อยกว่าที่จะต้องเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ” ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของคุณแม่ชาวต่างชาติที่เลี้ยงดูลูกสาวบนเกาะสมุย ซึ่งสะท้อนมุมมองและพลวัตทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมชีวิตครอบครัวของไทยได้เป็นอย่างดี ประสบการณ์นี้ เมื่อรวมกับงานวิจัยที่ชี้ว่าความเครียดในการเลี้ยงลูกกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ยิ่งทำให้เห็นว่าแนวทางการเลี้ยงลูกของไทยนั้นน่าดึงดูดใจสำหรับครอบครัวชาวต่างชาติที่มองหาบรรยากาศที่ผ่อนคลายและพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน ท่ามกลางยุคที่ความวิตกกังวลของผู้ปกครองพุ่งสูงขึ้น (businessinsider.com)
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกับสังคมไทย? เพราะค่านิยมการเลี้ยงลูกทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราเข้าถึงมาตรฐานสากลได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน ทั้งผู้ปกครอง ผู้ประกอบวิชาชีพ และนักการศึกษาไทยต่างกำลังทบทวนว่าวิถีปฏิบัติแบบดั้งเดิมจะสามารถเป็นเกราะป้องกันแรงกดดันจากภายนอกได้หรือไม่ โดยเฉพาะแนวคิด “การเลี้ยงลูกแบบเข้มข้น” (intensive mothering) ที่เชื่อว่าแม่ต้องทุ่มเทดูแลลูกในทุกมิติอย่างดีที่สุดเพียงลำพัง (The Atlantic) สำหรับสังคมไทยที่ให้คุณค่ากับการเลี้ยงลูกแบบพึ่งพาอาศัยกันและวิถีครอบครัวที่ไม่เคร่งเครียด การหันกลับมามองจุดแข็งของตัวเองจึงเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนและต่อยอดองค์ความรู้สู่สากล
บทความของ Business Insider และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ชี้ให้เห็นปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้คุณแม่ในไทยรู้สึกกดดันน้อยลง คุณแม่ชาวต่างชาติผู้ให้สัมภาษณ์เล่าว่า ในสังคมไทยมักจะมี ‘ป้า ลุง น้า อา’ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน เจ้าของร้านค้า หรือคนในชุมชนที่คอยช่วยสอดส่องดูแลเด็กๆ หรือหยิบยื่นความช่วยเหลืออยู่เสมอ ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่เน้นการพึ่งพาอาศัยกันอย่างเหนียวแน่น เรื่องนี้สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการมีส่วนร่วมของครอบครัวขยายและชุมชนคือหัวใจสำคัญของการดูแลเด็กในสังคมไทย (PubMed: การสนับสนุนทางสังคมและความเครียดในการเลี้ยงดูบุตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เครือข่ายเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระที่ครอบครัวเดี่ยวในวัฒนธรรมตะวันตกมักต้องแบกรับไว้ทั้งหมด
นอกจากนี้ การเลี้ยงลูกแบบไทยยังหยั่งรากลึกอยู่บนหลักปรัชญาพุทธศาสนาที่ส่งเสริมการยอมรับความเป็นจริง การมีสติ และทัศนคติแบบ “ไม่เป็นไร” ต่อความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของไทยให้ความเห็นว่าแนวคิดนี้ช่วยลดความคาดหวังที่เข้มงวดต่อพัฒนาการของเด็ก และลดการตัดสิน “ข้อบกพร่อง” ของพ่อแม่ ตัวแทนจากกรมสุขภาพจิตอธิบายว่า “วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความปรองดองในครอบครัว ความยืดหยุ่น และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นกันชนชั้นดีที่ช่วยลดความรู้สึกบกพร่องที่พบได้บ่อยในกลุ่มแม่ในสังคมที่มีการแข่งขันสูงอย่างสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร” มุมมองนี้ยังได้รับการยืนยันจากงานวิจัยข้ามวัฒนธรรม โดยผลการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่าแม่ชาวไทยมีคะแนนภาวะหมดไฟในการเป็นพ่อแม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความผูกพันในชุมชนและค่านิยมทางวัฒนธรรมนั่นเอง (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, งานวิจัยการเลี้ยงดูบุตร, 2567)
เมื่อมองในบริบทของประเทศไทยปัจจุบัน เราจะเห็นทั้งโอกาสและความท้าทาย แม้วิถีปฏิบัติแบบดั้งเดิมจะช่วยป้องกันความวิตกกังวลบางอย่างได้ แต่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและอิทธิพลจากตะวันตก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ กำลังท้าทายรูปแบบการเลี้ยงลูกแบบพึ่งพาชุมชน สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน โรงเรียนนานาชาติ และโซเชียลมีเดีย ล้วนทำให้พ่อแม่ชาวไทยในเมืองต้องเผชิญกับปรัชญาการเลี้ยงลูกที่เน้นการแข่งขันและความสำเร็จส่วนบุคคลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าความแข็งแกร่งของเครือข่ายสังคมและวัฒนธรรมไทยยังคงเป็นปัจจัยต้านทานที่สำคัญ ดังที่นักจิตวิทยาเด็กจากมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “แนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเลี้ยงดูเด็กของไทยสามารถเป็นเกราะป้องกันที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ปกครองกลายเป็นประเด็นร้อนทั่วโลก”
ในอดีต สังคมไทยมีแนวทางที่ให้ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก หรือที่อาจเรียกได้ว่า “ช่วยกันเลี้ยงทั้งหมู่บ้าน” วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” ก่อให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพ่อแม่รุ่นใหม่ก็ได้รับการสนับสนุนให้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ในบริบทดั้งเดิม แม่จึงไม่เคยถูกคาดหวังให้จัดการทุกอย่างเพียงลำพัง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพลักษณ์ “ซูเปอร์มัม” (supermom) ในโลกตะวันตก (วิกิพีเดีย: ครอบครัวในประเทศไทย)
เมื่อมองไปในอนาคต ภาพรวมกำลังเปลี่ยนแปลงไป อิทธิพลของสื่อตะวันตก โครงสร้างครอบครัวที่เล็กลง และการย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง กำลังคุกคามเครือข่ายชุมชนที่เคยแข็งแกร่ง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง สังคมไทยอาจต้องเผชิญกับความเครียดของผู้ปกครองและปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ถึงกระนั้น งานวิจัยล่าสุดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้ว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่ชนบทและกึ่งเมืองยังคงยึดมั่นในรูปแบบความเป็นแม่ที่ยืดหยุ่นและเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยสามารถรักษาจุดแข็งทางวัฒนธรรมไปพร้อมกับการปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ได้ (รายงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2566)
จากข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ พ่อแม่ชาวไทยและครอบครัวที่กำลังมองหาวิถีชีวิตแบบสากลสามารถนำข้อคิดไปปรับใช้ได้จริง เช่น การส่งเสริมการดูแลกันในชุมชน การรู้เท่าทันแรงกดดันจากค่านิยมความสมบูรณ์แบบ และการรักษาสมดุลที่งดงามซึ่งฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาแนะนำให้ผู้ปกครองสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวขยาย เข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมในชุมชน และเคารพจังหวะและพัฒนาการตามธรรมชาติของลูก แทนที่จะไหลไปตามกระแสการเลี้ยงลูกเชิงแข่งขัน ในขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาควรออกแบบสภาพแวดล้อมในเมืองและระบบโรงเรียนที่ยังคงเอื้อให้เกิดการดูแลแบบชุมชนและความสัมพันธ์ทางสังคม แม้ในสังคมเมืองที่ทันสมัยก็ตาม
สำหรับครอบครัวในประเทศไทยและคนไทยในต่างแดน นี่คือข้อความที่มาได้ถูกจังหวะเวลา นั่นคือการโอบรับคุณค่าของความยืดหยุ่น การพึ่งพาอาศัยกัน และการยอมรับอย่างมีสติ จะเป็นเกราะป้องกันทั้งตัวเราและลูกหลานจากผลกระทบทางสุขภาพจิตที่เกิดจากการไล่ตามความสมบูรณ์แบบได้ แม้ไม่มีวัฒนธรรมใดที่จะรอดพ้นจากแรงกดดันของชีวิตสมัยใหม่ แต่เรื่องราวจากประเทศไทยก็ได้มอบทั้งความหวังและบทเรียนที่ใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ทั่วโลก
ที่มาของข้อมูล:
- บทความ “ในประเทศไทย ฉันรู้สึกกดดันน้อยกว่าที่จะต้องเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ”, Business Insider
- การสนับสนุนทางสังคมและความเครียดในการเลี้ยงดูบุตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, PubMed
- ความคาดหวังในการเลี้ยงลูกแบบเข้มข้นและภาวะหมดไฟของแม่, The Atlantic
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, งานวิจัยการเลี้ยงดูบุตร, 2567, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ครอบครัวในประเทศไทย, วิกิพีเดีย
- รายงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2566