งานวิจัยล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญกำลังเปิดโปงรูปแบบการบงการทางอารมณ์ที่ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นไปอีกระดับ ที่เรียกว่า Gaslighting ขั้นสูง (high-level gaslighting) สำหรับคนไทยที่ต้องเผชิญกับความสัมพันธ์อันซับซ้อน ไม่ว่าจะในแวดวงสังคม ที่ทำงาน หรือครอบครัว การทำความเข้าใจกลวิธีทางจิตวิทยานี้จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญด้านสุขภาพจิตที่ต้องใส่ใจอย่างยิ่ง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากนักจิตวิทยาที่เผยแพร่โดย Parade และ AOL (Parade, AOL) เพื่อสำรวจพฤติกรรมเด่นของผู้ที่ใช้ Gaslighting ขั้นสูง ผลกระทบต่อชีวิต และกลยุทธ์ป้องกันตัวที่เข้ากับบริบทสังคมไทย
โดยหัวใจหลักของ Gaslighting คือการปั่นหัวหรือครอบงำความคิดคนอื่นจนพวกเขาสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้กระทั่งสติสัมปชัญญะของตัวเอง แม้คำนี้จะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคมไทยผ่านโซเชียลมีเดีย บทความให้คำปรึกษา และวงการบันเทิง แต่ในแวดวงจิตวิทยาสมัยใหม่ได้จำแนก “นัก Gaslighting ขั้นสูง” ว่าเป็นกลุ่มคนที่แนบเนียนกว่า วางแผนเก่งกว่า และมีทักษะทางสังคมสูงกว่ามาก การเปลี่ยนแปลงนี้ชี้ให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองมากขึ้น ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในที่ทำงาน ซึ่งค่านิยมของไทยอย่างความเห็นอกเห็นใจ การประนีประนอม และความเคารพ อาจกลายเป็นฉากชั้นดีที่ช่วยซ่อนพฤติกรรมการบงการเหล่านี้ไว้
จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในรายงานของ Parade สิ่งที่ทำให้ Gaslighting ขั้นสูงแตกต่างจากรูปแบบทั่วไปคือความแยบยลและมีชั้นเชิง นักจิตวิทยาคนหนึ่งอธิบายว่าคนกลุ่มนี้ “มีการวางแผนที่แยบยล มีชั้นเชิง และใช้กลยุทธ์ที่แนบเนียนกว่า” พวกเขามักมีเสน่ห์และดูเหมือนจะเข้าใจอารมณ์คนอื่นได้ดี ใช้เหตุผลที่ฟังดูดีและทักษะทางสังคมเพื่อค่อยๆ หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยในใจเหยื่อ ขณะที่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเองในสายตาคนรอบข้าง ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านเสริมว่า นัก Gaslighting ประเภทนี้ “มักจะได้รับคำชื่นชมจากสังคมในคุณลักษณะเดียวกับที่ทำให้พฤติกรรมของพวกเขาน่ากลัว” ซึ่งทำให้เหยื่อแยกแยะหรือรับรู้ถึงการบงการได้ยากขึ้น สำหรับคนไทยซึ่งมีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวม ความปรองดอง และการเคารพผู้อาวุโส ยิ่งเป็นเรื่องท้าทายที่จะมองเห็นและรับมือกับการทำร้ายทางใจแบบเงียบๆ เช่นนี้ โดยไม่เสี่ยงที่จะถูกมองว่าแปลกแยกจากกลุ่ม (AOL)
งานวิจัยด้านจิตวิทยาว่าด้วย Gaslighting และบทความล่าสุดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมเฉพาะตัวของนัก Gaslighting ขั้นสูง นี่คือนิสัย 4 อย่างที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญและสะท้อนภาพความจริงที่เกิดขึ้นได้ทั้งในระบบการทำงาน กลุ่มเพื่อน และครอบครัวของไทย
1. ใช้ความเห็นใจและความเปราะบางเป็นอาวุธ
สังคมไทยให้คุณค่ากับความเมตตา ความซื่อสัตย์ และการเอาใจใส่ผู้อื่น นัก Gaslighting ขั้นสูงจะใช้ประโยชน์จากค่านิยมเหล่านี้อย่างเชี่ยวชาญ ในช่วงแรก พวกเขาจะแสดงตัวเป็นผู้รับฟังที่เข้าอกเข้าใจและคอยให้กำลังใจ แต่เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้ว ก็จะนำเรื่องราวส่วนตัว ความอ่อนแอ หรือความใจดีของเหยื่อมาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายในภายหลัง เช่น พนักงานออฟฟิศที่ระบายปัญหาส่วนตัวให้หัวหน้าที่ไว้ใจฟัง แต่ต่อมากลับถูกนำเรื่องที่เล่าไปบิดเบือนเพื่อปัดความรับผิดชอบหรือทำลายความมั่นใจ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของกลยุทธ์นี้ นักจิตวิทยากล่าวว่า “พวกเขาจะรับฟังเพื่อให้คุณเชื่อใจ จากนั้นก็นำคำพูดหรือความเปราะบางของคุณมาใช้เพื่อควบคุมคุณ”
2. แกล้งลืมอย่างมีเป้าหมาย (Selective Amnesia)
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่โดดเด่นคือ “การลืมที่มาได้จังหวะพอดี” โดยจะเลือกจำหรือลืมเหตุการณ์สำคัญบางอย่างตามที่ตนเองได้ประโยชน์ เมื่อถูกเผชิญหน้ากับพฤติกรรมแย่ๆ ของตัวเอง นัก Gaslighting ขั้นสูงมักจะปฏิเสธหน้าตาเฉย อ้างว่าจำผิด หรือลดทอนความสำคัญของเรื่องราวในอดีต ทำให้เหยื่อเริ่มสงสัยในความทรงจำและความเป็นจริงของตนเอง เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการนี้จะค่อยๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นในตัวเอง และทำให้เหยื่อต้องพึ่งพาเรื่องเล่าในเวอร์ชันของนัก Gaslighting มากขึ้น สำหรับหลายครอบครัวไทยที่วัฒนธรรมไม่ส่งเสริมให้โต้เถียงหรือตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ กลยุทธ์นี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าความคิดเห็นของตัวเองไม่มีค่า
3. บิดเบือนความจริง (เบี่ยงเบนประเด็นอย่างมีศิลปะ)
แทนที่จะโกหกโต้งๆ คนกลุ่มนี้จะบิดเบือนความจริงอย่างแนบเนียน โดยอาจเล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือให้เหตุผลที่คลุมเครือจนยากจะจับผิด ด้วยคำพูดติดปากอย่าง “พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” หรือ “เธอเข้าใจผิดไปเอง” พวกเขาจะสร้างความสับสนให้เหยื่ออยู่เสมอ จนทำให้ “รู้สึกเหมือนตกอยู่ในม่านหมอก” ในสังคมไทยที่การรักษาหน้าและการสื่อสารแบบอ้อมค้อมเป็นเรื่องปกติ พฤติกรรมลักษณะนี้อาจถูกมองข้ามไปได้ง่าย แต่กลับสร้างรอยร้าวลึกๆ ที่บั่นทอนความมั่นใจและความสามัคคีในกลุ่มได้
4. ใช้เสน่ห์สร้างเรื่องแบบสามเส้า (Triangulation)
นี่อาจเป็นกลยุทธ์ที่ร้ายกาจที่สุด คือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลที่สาม (เช่น หัวหน้า เพื่อน หรือผู้ใหญ่ในครอบครัว) เพื่อทำให้คนเหล่านั้นตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของเหยื่อ ตัวอย่างเช่น นัก Gaslighting ในที่ทำงานอาจสร้างภาพเป็นพนักงานดีเด่นต่อหน้าผู้บริหาร แต่ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ทำลายชื่อเสียงของเพื่อนร่วมงานทีละน้อย กลยุทธ์นี้จะทำให้เหยื่อถูกโดดเดี่ยว ถูกมองว่าเป็นคนไม่มีเหตุผลหรืออารมณ์แปรปรวน และยิ่งเสริมอำนาจให้นัก Gaslighting ในกลุ่มมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า “พวกเขาอาจพูดถึงคุณในแง่ลบเล็กๆ น้อยๆ กับคนอื่น บอกใบ้ว่าคุณเป็นคนไม่มั่นคง หรือเล่าเรื่องในเวอร์ชันที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นคนที่มีเหตุผลที่สุด”
ผลกระทบต่อสังคมไทยนั้นลึกซึ้งกว่าที่คิด นัก Gaslighting ขั้นสูงไม่เพียงทำร้ายปัจเจกบุคคล แต่ยังกัดกร่อนความไว้วางใจในองค์กร ครอบครัว และชุมชน งานวิจัยล่าสุดอย่างบทความปี 2024 ใน PubMed เรื่อง “Gaslighting Exposure During Emerging Adulthood” (PubMed) ชี้ให้เห็นว่าการถูกบงการทางจิตใจส่งผลกระทบระยะยาวต่อความมั่นใจ การสร้างความสัมพันธ์ และแม้กระทั่งสุขภาพกาย (PubMed source, summary above)
นอกจากนี้ ผลการศึกษาล่าสุดยังชี้ว่า “Medical Gaslighting” ซึ่งคือการที่บุคลากรทางการแพทย์มองข้ามหรือปัดตกความกังวลของคนไข้ กำลังเป็นปัญหาระดับโลกที่น่ากังวลและทำให้ผู้คนลังเลที่จะเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่เน้นลำดับชั้นและอำนาจนิยม (PubMed) สำหรับระบบสาธารณสุขของไทย ซึ่งการเคารพผู้มีอำนาจเป็นเรื่องปกติ ประกอบกับความรู้ด้านสุขภาพจิตที่ยังไม่แพร่หลาย ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” ของไทย ซึ่งหมายถึงความรู้สึกไม่อยากรบกวนหรือสร้างความขัดแย้ง อาจทำให้คนไทยตกเป็นเป้าของ Gaslighting ได้ง่ายขึ้น ในหลายสถานการณ์ การรักษาความปรองดองมักถูกให้ความสำคัญมากกว่าการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ผู้ที่ถูกกระทำลังเลที่จะพูดความจริงหรือขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ การให้ความเคารพครู ผู้ใหญ่ และหัวหน้าอย่างสูง บางครั้งอาจนำไปสู่การยอมรับเรื่องเล่าของพวกเขาโดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่งเป็นช่องว่างที่เอื้อให้เกิดการบงการได้
แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญก็ได้ให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันตัวเองจาก Gaslighting ขั้นสูง ซึ่งล้วนนำมาปรับใช้ในบริบทของไทยได้
- หมั่นจดบันทึกเหตุการณ์และความรู้สึก: เก็บข้อมูลการสนทนา เหตุการณ์ และความรู้สึกของคุณไว้เป็นส่วนตัว (อาจจะเขียนหรือบันทึกในรูปแบบดิจิทัล) บันทึกที่เป็นกลางนี้จะช่วยให้คุณยึดมั่นในความจริงเมื่อถูกบิดเบือนเรื่องราว ในที่ทำงาน บันทึกเหล่านี้อาจมีความสำคัญสำหรับกระบวนการทางฝ่ายบุคคลหรือทางกฎหมายได้
- กลับมาเชื่อมต่อกับสัญชาตญาณของตัวเอง: ฝึกฝนการทบทวนตัวเอง เช่น การเขียนบันทึก การทำสมาธิ หรือเทคนิคที่ช่วยให้รู้สึกมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความรู้สึกและการรับรู้ของตนเองขึ้นมาใหม่
- กำหนดขอบเขตให้ชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว: แทนที่จะพยายามหาเหตุผลมาอธิบายทุกการตัดสินใจ ให้ใช้ประโยคที่เรียบง่ายและหนักแน่นเพื่อปิดโอกาสในการถูกปั่นหัว เช่น “ฉันตัดสินใจว่าจะไม่คุยเรื่องนี้ตอนนี้” เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการยืนยันขอบเขตของตัวเอง
- หาคนกลางที่ไว้ใจได้รับฟัง: การพูดคุยกับเพื่อนสนิท นักจิตบำบัด หรือกลุ่มสนับสนุน สามารถช่วยให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนและได้มุมมองที่เป็นกลาง แม้ว่าเรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในไทย แต่การเข้าถึงการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
- จำไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเพื่อจะเดินออกมา: ความปลอดภัยทางอารมณ์คือเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่จะกำหนดขอบเขตหรือยุติความสัมพันธ์ แม้จะไม่มี “หลักฐานที่จับต้องได้” ก็ตาม
ในอนาคต การให้ความสำคัญในระดับชาติกับความรู้ด้านสุขภาพจิต การฝึกอบรมเรื่องความเห็นอกเห็นใจในสถานศึกษา และการจัดอบรมเรื่องความปลอดภัยทางจิตใจในองค์กร จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อกลยุทธ์เหล่านี้ได้ รัฐบาลไทยได้เริ่มโครงการส่งเสริมสุขภาวะและต่อต้านการกลั่นแกล้งแล้ว แต่ยังคงต้องอาศัยการให้ความรู้แก่สาธารณชนเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gaslighting และการทำร้ายทางอารมณ์ (กระทรวงสาธารณสุข)
นักบำบัดต่างเตือนว่า “นัก Gaslighting ขั้นสูง” มีแนวโน้มที่จะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจังและไม่มีความตั้งใจที่จะเผชิญหน้ากับพฤติกรรมของตนเอง ดังนั้น ในตอนนี้ การสร้างความตระหนักรู้ การสร้างชุมชนที่คอยสนับสนุน และการส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สงสัยว่ากำลังตกเป็นเป้าของนัก Gaslighting ขั้นสูง ไม่ว่าจะในความสัมพันธ์ ที่ทำงาน หรือครอบครัว ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการรับฟังสัญชาตญาณของตัวเองและขอความช่วยเหลือ เพราะความเงียบและความสงสัยในตนเองมีแต่จะทำให้ผู้บงการมีอำนาจเหนือคุณมากขึ้น
หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักกำลังประสบปัญหาสุขภาพจิตหรือการถูกบงการ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ติดต่อองค์กรให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ หรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ที่เชื่อถือได้ หนทางสู่การฟื้นฟูเริ่มต้นจากการยอมรับว่ามีปัญหาเสมอ
แหล่งข้อมูล: