ผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่เผยแพร่ใน PsyPost ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบระยะยาวที่น่ากังวลจากการถูกกีดกันทางสังคมในวัยเด็ก ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและบุคลิกภาพในอนาคต งานวิจัยนี้พบว่าประสบการณ์ถูกปฏิเสธจากกลุ่มเพื่อนไม่เพียงแต่ทำให้เด็กรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับการก่อตัวของกลุ่มบุคลิกภาพด้านมืด (Dark Triad) ซึ่งประกอบด้วย การหลงตัวเอง (Narcissism) การใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อควบคุมผู้อื่น (Machiavellianism) และการมีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Psychopathy) ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ซึ่งเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันและการเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม
ในสังคมไทยที่การมีปฏิสัมพันธ์ในชุมชนและกลุ่มเพื่อนถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต การถูกกีดกันทางสังคมจึงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง งานวิจัยนานาชาติหลายชิ้นรวมถึงงานวิจัยล่าสุดนี้ ยืนยันว่าเด็กที่ถูกทำให้แปลกแยก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการเรียน ฐานะทางบ้าน หรือปัจจัยอื่น ๆ ล้วนมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับความเหงาเรื้อรัง ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ประสบการณ์เลวร้ายเหล่านี้สามารถบ่มเพาะลักษณะนิสัยที่มุ่งใช้เล่ห์เหลี่ยม ความรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น และการขาดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกลุ่มบุคลิกภาพด้านมืด นักวิจัยพบว่าผู้ที่เคยถูกกีดกันในวัยเด็กมักจะรายงานความรู้สึกเหงาในระดับที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเติบโตขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงการหลงตัวเอง การใช้เล่ห์เหลี่ยม และบุคลิกภาพต่อต้านสังคมที่เด่นชัดกว่าคนทั่วไป
วงการวิทยาศาสตร์ยอมรับมานานแล้วว่าความเหงาคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปัญหาสุขภาพจิต และงานวิจัยนี้ได้ตอกย้ำประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เป็นเหตุเป็นผลกันระหว่างการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวในวัยเด็กกับการพัฒนาบุคลิกภาพในด้านลบ บทความของ PsyPost ระบุว่า นักวิจัยให้เหตุผลว่า “การถูกกีดกันทางสังคมในวัยเด็กไม่ใช่แค่ปัญหาชั่วคราว แต่มันเปรียบเสมือนการเพาะเชื้อของปัญหาทางอารมณ์และความสัมพันธ์ที่จะหยั่งรากลึกต่อไปในอนาคต” ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงแนะนำให้มีการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ ในโรงเรียนและครอบครัว เพื่อค้นหาและลดปัญหาการกีดกัน ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว แม้บทความจะไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยโดยตรง แต่ผลการวิจัยกลับสอดคล้องอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับการกลั่นแกล้ง (บูลลี่) การกีดกันในโลกออนไลน์ และสภาพแวดล้อมในโรงเรียนของไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งตอกย้ำความเร่งด่วนของปัญหานี้ จากงานวิจัยก่อนหน้า ตัวแทนจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความเห็นว่าปัญหาการถูกโดดเดี่ยวและการกลั่นแกล้งในโรงเรียนไทยยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมที่ผิดปกติในอนาคต ซึ่งมักถูกมองข้ามไป Bangkok Post ขณะเดียวกัน ในระดับนานาชาติ นักวิชาการได้เน้นย้ำถึง “ความสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครูอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เนิ่น ๆ” เพราะความสามารถในการเข้าสังคมที่โรงเรียนเป็นตัวชี้วัดทั้งความสำเร็จด้านการเรียนและพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ดี UNICEF ในบริบทของวัฒนธรรมห้องเรียนไทยที่เน้นกิจกรรมกลุ่มและการทำงานร่วมกัน ผลกระทบจากการถูกกีดกันจึงอาจส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ กระทบต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ครอบครัว และความสามัคคีในสังคมโดยรวม
บริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็ให้แง่คิดที่น่าสนใจเช่นกัน ในประเทศไทยมีประเพณีอย่าง “บายศรีสู่ขวัญ” ซึ่งเป็นพิธีต้อนรับสมาชิกใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมาอย่างยาวนาน แต่ทว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีและการแข่งขันทางการศึกษาที่สูงขึ้น กลับยิ่งผลักไสให้เด็กในกลุ่มเปราะบางถูกกีดกันรุนแรงขึ้นโดยไม่เจตนา ผลสำรวจเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของไทยปี 2565 พบว่านักเรียนมากถึง 35% เคยเผชิญกับการถูกปฏิเสธทางสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะการกีดกันในโลกออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Line และ Facebook ที่กลายเป็นเรื่องปกติ UNESCO Bangkok
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากปัญหาการถูกกีดกันในวัยเด็กไม่ได้รับการแก้ไข อาจกระตุ้นให้แนวโน้มการหลงตัวเอง ความไม่ไว้วางใจผู้อื่น และการแยกตัวออกจากสังคมในวัยผู้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายต่อโครงสร้างสังคมไทยโดยตรง ผู้กำหนดนโยบายเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ โดยแผนปฏิรูปการศึกษาล่าสุดได้เสนอให้นำโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social-Emotional Learning: SEL) มาปรับใช้อย่างทั่วถึง เพิ่มบริการให้คำปรึกษา และอบรมครูให้สามารถสังเกตและจัดการกับปัญหาการกีดกันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ กระทรวงศึกษาธิการ อย่างไรก็ตาม การสร้างความตระหนักรู้ในสังคมอย่างต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จ
สำหรับผู้ปกครองและนักการศึกษาชาวไทย บทเรียนจากงานวิจัยนี้ชัดเจนว่า การสร้างสภาพแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และมีคนรับฟัง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเหงาและป้องกันการก่อตัวของบุคลิกภาพด้านมืดได้ แนวทางที่นำไปใช้ได้จริง ได้แก่ การส่งเสริมกิจกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วม การสอนทักษะความเห็นอกเห็นใจและการจัดการความขัดแย้ง การหมั่นสังเกตสัญญาณของการกีดกัน และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อด้วยบริการด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย การผสานแนวทางเหล่านี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในโรงเรียนและที่บ้าน จะช่วยให้สังคมไทยสามารถสร้างคนรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งและปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านบทสรุปงานวิจัยได้ที่ PsyPost psypost.org