งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดอาจเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการออกกำลังกายไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อพบว่าผู้หญิงจะได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพเต็มๆ แม้จะใช้เวลาน้อยกว่าผู้ชายก็ตาม ผลการศึกษาขนาดใหญ่นี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American College of Cardiology ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่า 400,000 คน และค้นพบว่าในทุกๆ นาทีของการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลดลงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (livescience.com)
ผลการวิจัยนี้ถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย ที่ผู้คนหันมาใส่ใจความเชื่อมโยงระหว่างไลฟ์สไตล์กับโรคเรื้อรังและการเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศ การทำความเข้าใจว่าจะออกกำลังกายอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ
ทีมวิจัยได้ใช้ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (U.S. National Health Interview Survey) ระหว่างปี พ.ศ. 2540 ถึง 2560 ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่อายุ 27 ถึง 61 ปี และ 55% เป็นผู้หญิง หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์ป้องกันโรคหัวใจแห่งสถาบันหัวใจ Smidt กล่าวว่า “ข้อดีของงานวิจัยชิ้นนี้คือการได้เรียนรู้ว่าผู้หญิงสามารถได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายในทุกๆ นาทีที่ทำ มากกว่าผู้ชาย นับเป็นแนวคิดที่สร้างแรงจูงใจที่เราหวังว่าผู้หญิงจะนำไปปรับใช้”
ผลการศึกษาที่น่าสนใจเผยว่า แม้ผู้หญิงเพียง 32% (เทียบกับผู้ชาย 43%) จะออกกำลังกายแบบแอโรบิกตามเกณฑ์มาตรฐานสัปดาห์ละ 150 นาที แต่ผลลัพธ์กลับส่งผลดีต่อผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้หญิงที่ออกกำลังกายเป็นประจำลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ถึง 24% ขณะที่ผู้ชายลดลงเพียง 15% ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ผู้หญิงจะได้รับประโยชน์ด้านการรอดชีวิตนี้โดยใช้เวลาน้อยกว่า กล่าวคือ ผู้ชายต้องออกกำลังกายหนักปานกลางถึงหนักมากราว 300 นาทีต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด (ลดความเสี่ยง 18%) ในขณะที่ผู้หญิงเห็นผลลัพธ์ใกล้เคียงกันโดยใช้เวลาแค่ 140 นาทีต่อสัปดาห์ และหากออกกำลังกายมากกว่านี้ ประโยชน์ก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับจนไปคงที่ที่ประมาณ 300 นาทีเท่ากับผู้ชาย
การศึกษายังได้วิเคราะห์เรื่องการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strength Training) และพบผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตในผู้หญิงได้ 19% เทียบกับ 11% ในผู้ชาย ส่วนประโยชน์ด้านหัวใจและหลอดเลือดยิ่งน่าประทับใจขึ้นไปอีก โดยผู้หญิงที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ถึง 36% เทียบกับ 14% ในผู้ชาย และการฝึกกล้ามเนื้อช่วยลดความเสี่ยงนี้ในผู้หญิงได้ 30% (เทียบกับ 11% ในผู้ชาย) ดังที่ผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์ป้องกันโรคหัวใจให้สัมภาษณ์กับ NPR ว่า “สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้หญิงที่ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึง 30% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่หาได้ยาก”
ผลลัพธ์เหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า รวมถึงการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ในวารสาร Circulation ปี พ.ศ. 2554 ที่พบว่าผลในการป้องกันการเสียชีวิตจากการออกกำลังกายนั้นมีประสิทธิภาพในผู้หญิงมากกว่า อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ข้อมูลการออกกำลังกายมาจากการรายงานด้วยตนเองซึ่งอาจคลาดเคลื่อนได้ การนับเฉพาะการออกกำลังกายในเวลาว่างโดยไม่รวมงานที่ใช้แรงหรือกิจกรรมในบ้าน และไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของแต่ละคนตลอดระยะเวลาหลายปี
สำหรับประเทศไทย ซึ่งผู้หญิงมีแนวโน้มออกกำลังกายน้อยกว่าผู้ชายสอดคล้องกับข้อมูลของสหรัฐฯ ผลวิจัยนี้จึงยิ่งทวีความสำคัญ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่า มีผู้หญิงไทยเพียงประมาณ 25% ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอตามเกณฑ์มาตรฐานสากล เทียบกับผู้ชายที่ 33% ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าเฉพาะโรคหัวใจเพียงโรคเดียวก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 54,000 รายต่อปี (ที่มา)
ความแตกต่างทางเพศในพฤติกรรมการออกกำลังกายและผลลัพธ์ทางสุขภาพส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมไทย ที่ผู้หญิงมักต้องรับภาระดูแลครอบครัวและงานบ้านเป็นหลัก ทำให้มีเวลาว่างสำหรับการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาน้อยลง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขจากกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า คนรุ่นก่อนอาจมีทัศนคติว่าการเล่นกีฬาหรือเข้ายิมเป็นเรื่องที่ “ไม่สมเป็นหญิง” ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงออกกำลังกายเป็นประจำ
บริบททางวัฒนธรรมนี้เองที่ทำให้ผลการวิจัยจากสหรัฐฯ มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงไทย เจ้าหน้าที่ด้านนโยบายสาธารณสุขท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าต้องออกกำลังกายหนักๆ นานๆ ถึงจะเห็นผล หรือคิดว่าขยับตัวนิดๆ หน่อยๆ คงไม่ช่วยอะไร แต่ผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายสั้นๆ แต่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว แอโรบิก หรือการฝึกกล้ามเนื้อด้วยน้ำหนักตัว ก็สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง”
สำหรับผู้หญิงวัยทำงานและคุณแม่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเมืองใหญ่อื่นๆ เวลาที่จำกัดคืออุปสรรคสำคัญของการออกกำลังกาย แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าแค่ผสมผสานการเดินเร็วเข้าไปในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินไปสถานีรถไฟฟ้าหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ ก็สามารถสะสมเป็นเวลาออกกำลังกายที่เพียงพอในแต่ละสัปดาห์ได้แล้ว ปัจจุบัน ศูนย์บริการชุมชนและวัดในหลายพื้นที่เริ่มจัดโปรแกรมออกกำลังกายแบบกลุ่มสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางเลือกที่เข้าถึงง่ายขึ้น
ในอนาคต การรณรงค์ด้านสาธารณสุขในไทยจึงควรชูประเด็น “คุ้มค่ากว่าในเวลาที่น้อยกว่า” สำหรับผู้หญิง ตามข้อเสนอแนะของทีมวิจัย การทำให้ผู้หญิงรู้ว่าทุกนาทีของการขยับร่างกายนั้นมีความหมาย โดยเฉพาะต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด จะเป็นแรงจูงใจชั้นดี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงควรรวมถึงการให้ความรู้ที่ตรงจุด การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการออกกำลังกาย และการจัดโปรแกรมที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดให้ผู้หญิงหันมาทำกิจกรรมทั้งแบบแอโรบิกและฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากมีสุขภาพดีขึ้น ข้อคิดจากงานวิจัยนี้นับว่าเรียบง่ายและสร้างพลังใจอย่างมาก นั่นคือแค่เพิ่มการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นช่วยชีวิตได้ ในทางปฏิบัติอาจหมายถึงการแบ่งเวลาแค่วันละ 20 นาที 7 วันต่อสัปดาห์ สำหรับการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือฝึกกล้ามเนื้อ สำหรับมือใหม่ สิ่งสำคัญคือการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาหรือความเข้มข้นเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น
เพื่อส่งเสริมเรื่องนี้ ชุมชนและที่ทำงานสามารถริเริ่มกิจกรรมง่ายๆ เช่น ตั้งกลุ่มเดินออกกำลังกายตอนกลางวัน จัดคลาสเต้นแอโรบิกช่วงเย็นที่ลานกิจกรรม หรือแนะนำท่าฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ทำได้เองที่บ้านอย่างสควอทและวิดพื้น เพราะดังที่งานวิจัยชี้ให้เห็นแล้วว่า ประโยชน์ที่ผู้หญิงจะได้รับนั้นมีค่ามหาศาล ทั้งในแง่ของการมีอายุยืนยาวและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งข้อมูลเพื่อเริ่มต้นหรือรักษากิจวัตรการออกกำลังกาย สามารถเยี่ยมชมโครงการของกระทรวงสาธารณสุข (moph.go.th) หรือติดต่อผู้ฝึกสอนการออกกำลังกายที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
แหล่งข้อมูล:
- Livescience: Who needs more exercise: Women or men?
- [Journal of the American College of Cardiology summary, 2024]
- National Statistical Office, Thailand: Physical Activity Data
- Ministry of Public Health, Thailand
- NPR Health: Women get more out of exercise than men