งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดได้ไขข้อข้องใจถึงปัญหาที่คนซึ่งมีภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือการประเมินความสามารถของตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง แม้จะมีหลักฐานชัดเจนว่าทำได้ดีก็ตาม งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำอย่าง Nature Communications ชี้ว่า แม้ผู้ที่มีภาวะเหล่านี้จะทำงานได้ดีไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่กลับไม่สามารถซึมซับความสำเร็จของตัวเองได้ ส่งผลให้ความไม่มั่นใจกัดกินอยู่เสมอ การค้นพบนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความตระหนักรู้และแนวทางการรักษาสุขภาพจิตในประเทศไทย ที่ซึ่งการตีตราและการเข้าถึงการวินิจฉัยยังคงเป็นปัญหาใหญ่
ประเด็นนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทยที่เรื่องสุขภาพจิตมักถูกมองข้าม เพราะค่านิยมที่ปลูกฝังให้คนอดทนและเก็บความรู้สึก จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต (dmh.go.th) คาดว่า 1 ใน 5 ของคนไทยอาจเคยเผชิญภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต การทำความเข้าใจกลไกเล็กๆ ที่ส่งผลต่อการมองตัวเองจึงอาจช่วยให้ครอบครัว ครู และบุคลากรทางการแพทย์มอบการสนับสนุนที่ตรงจุดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในสังคมการเรียนและการทำงานที่แข่งขันสูงของไทย ความสามารถในการประเมินตัวเองอย่างแม่นยำถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทั้งในชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน
งานวิจัยนี้ นำโดยนักวิจัยหลังปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เป็นการทดลองออนไลน์ขนาดใหญ่ 2 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาว่าคนเราสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร หรือที่เรียกว่า ‘การรู้คิด’ (metacognition) ทีมวิจัยได้วัดความมั่นใจ 2 รูปแบบ คือ “ความมั่นใจเฉพาะหน้า” (ความแน่ใจในการตัดสินใจแต่ละครั้ง) และ “ความเชื่อมั่นโดยรวม” (ความเชื่อว่าโดยภาพรวมแล้วตัวเองทำได้ดีแค่ไหน) ผู้เข้าร่วมต้องทำแบบทดสอบผ่านเกมทายชื่อผลไม้ แล้วให้คะแนนความมั่นใจของตัวเองหลังตอบคำถามแต่ละข้อ พร้อมรับฟีดแบ็กจาก “ผู้ประเมิน” ที่สมมติขึ้นเป็นระยะๆ การออกแบบการทดลองที่ชาญฉลาดนี้ช่วยให้นักวิจัยวิเคราะห์ได้ว่า ความมั่นใจส่วนตัวและฟีดแบ็กจากภายนอกส่งผลต่อการประเมินตัวเองในภาพรวมอย่างไร
ผลการศึกษาที่น่าสนใจพบว่า ทุกคน ไม่ว่าจะมีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่ จะมั่นใจมากขึ้นเมื่อได้รับฟีดแบ็กเชิงบวก และมั่นใจน้อยลงเมื่อได้รับฟีดแบ็กเชิงลบ โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าจริงๆ แล้วพวกเขาทำคะแนนได้ดีแค่ไหน ที่สำคัญคือ ผลกระทบนี้ยังคงอยู่ตลอดการทดลอง ซึ่งชี้ว่าฟีดแบ็กสามารถส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัวเองได้ในระยะยาว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมที่ระบุว่ามีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าสูง กลับไม่ได้นำความรู้สึกมั่นใจในแต่ละครั้ง (ความมั่นใจเฉพาะหน้า) มาสร้างเป็นความเชื่อมั่นโดยรวมของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ แม้จะรู้สึกมั่นใจกับการตัดสินใจเป็นครั้งคราว แต่พวกเขาก็ไม่ได้ให้ “เครดิต” กับตัวเองในภาพรวม ทำให้ยังคงรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ดี แม้จะทำคะแนนได้ดีเท่ากับคนกลุ่มอื่นก็ตาม
ที่สำคัญไปกว่านั้น แบบจำลองคอมพิวเตอร์ได้เผยให้เห็นว่ากลไกหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไม่ใช่การยึดติดกับคำวิจารณ์จากภายนอกมากเกินไปอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญเคยคาดการณ์ แต่เป็นเพราะคนกลุ่มนี้ ไม่ตอบสนองต่อความสำเร็จของตัวเอง หมายความว่า พวกเขาไม่ปล่อยให้ประสบการณ์ความมั่นใจจากภายในได้ปรับเปลี่ยนมุมมองที่พวกเขามีต่อตนเองในภาพรวม ดังที่หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายกับ PsyPost ว่า “เราเคยคิดว่าคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำจะอ่อนไหวต่อฟีดแบ็กเชิงลบเป็นพิเศษ แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราพบคือ พวกเขาอ่อนไหวต่อความรู้สึกไม่มั่นใจในอดีตของตัวเองขณะทำแบบทดสอบเท่านั้น” (PsyPost)
นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่าแม้แต่ในการทดลองออนไลน์ที่ไม่มีความเสี่ยง การได้รับฟีดแบ็กเชิงลบเป็นส่วนใหญ่ก็ทำให้คนเรายอมรับคำนิยามเชิงลบเกี่ยวกับตัวเองได้ง่ายขึ้น เช่น “เชื่อถือไม่ได้” หรือ “ไร้ความสามารถ” ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับแนวคิดแบบไทยๆ อย่างการ “รักษาน้ำใจ” และ “การรักษาหน้า” ซึ่งมักทำให้คนไทยอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต (วัฒนธรรมและสุขภาพจิตในประเทศไทย—NIH)
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่ง ระบบการศึกษาไทยที่มักเน้นการท่องจำและการสอบแข่งขัน ทำให้นักเรียนต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันมหาศาล พอคำชมหรือคำติจากคนอื่นกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่ความรู้สึกมั่นใจจากข้างในกลับถูกเสียงความกังวลหรือความเศร้ากลบไปหมด นักเรียนก็อาจซึมซับความไม่เชื่อมั่นในตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นในยุทธศาสตร์สุขภาพจิตแห่งชาติของไทย ซึ่งปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับผลกระทบทางจิตใจจากความเครียดในด้านการเรียนและสังคมมากขึ้น (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย—สุขภาพจิต)
ไม่น่าแปลกใจที่ผลการศึกษานี้ได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั่วโลก เพราะมองเห็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้กับการรณรงค์ลดการตีตราและการบำบัดรักษาได้โดยตรง แม้การศึกษาจะทำในกลุ่มตัวอย่างทั่วไปทางออนไลน์ที่ไม่ได้ผ่านการวินิจฉัยทางคลินิก แต่ผลลัพธ์ก็ชี้ให้เห็นว่าแม้แต่อาการที่ยังไม่รุนแรง ก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อมุมมองที่คนเรามีต่อตัวเองและความกล้าที่จะเผชิญความท้าทายใหม่ๆ
นักจิตวิทยาท่านหนึ่งซึ่งให้คำปรึกษาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า “นักศึกษาจำนวนมากที่เข้ามาปรึกษา มักเล่าว่ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็น ‘ตัวปลอม’ (imposter syndrome) คือสงสัยในความสามารถของตัวเอง ทั้งๆ ที่เกรดก็ดีมาตลอด งานวิจัยนี้ช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า การให้ฟีดแบ็กเชิงบวกที่เจาะจงและทันท่วงที—ไม่ใช่แค่คำชมลอยๆ—จะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกสงสัยในตัวเองได้ ข้อค้นพบที่ว่าคนวิตกกังวลและซึมเศร้าไม่ได้อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ไปกว่าคนอื่น แต่กลับไม่สามารถเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆ จากช่วงเวลาที่ตัวเองมั่นใจได้นั้น ย้ำเตือนให้เราต้องหันมาเน้นการช่วยให้นักเรียนรู้จักและจดจำความสำเร็จของตัวเองให้มากขึ้น”
ผู้เชี่ยวชาญในไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากคนรอบข้างและชุมชน เมื่อพิจารณาว่าฟีดแบ็กจากภายนอกส่งผลต่อความเชื่อมั่นโดยรวมได้ แม้ในกลุ่มคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง โครงการฝึกอบรมครู ผู้ปกครอง และรุ่นพี่ ให้สามารถให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์และเป็นบวก จึงอาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและได้ผลดี แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยเรื่อง “น้ำใจ” และการให้กำลังใจกันในชุมชน ซึ่งพบเห็นได้ในวัฒนธรรมโรงเรียน เครือข่ายครอบครัว หรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆ
ในอดีต การตีตราปัญหาสุขภาพจิตในไทยเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนต้องทุกข์ทรมานอย่างเงียบๆ การหันมาศึกษากลไกของ “การรู้คิด” หรือวิธีที่เราประเมินความคิดและความสามารถของตนเอง ได้มอบชุดคำศัพท์ใหม่ๆ สำหรับท้าทายทัศนคติเดิมๆ และเปลี่ยนบทสนทนาจากเรื่องของ “ความอ่อนแอ” ไปสู่ “กระบวนการทางความคิด” เมื่อความตระหนักรู้ด้านสุขภาพจิตในไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 การรณรงค์ต่างๆ ก็สามารถอธิบายได้ว่า การไม่มั่นใจในตัวเองนั้น ไม่ได้เกิดจากผลงานที่ไม่ดีหรือการถูกวิจารณ์เสมอไป แต่อาจเกิดจากการไม่สามารถซึมซับความรู้สึกมั่นใจจากภายในได้ต่างหาก
แล้วอนาคตของการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในไทยจะเป็นอย่างไร? ทีมวิจัยเสนอว่าการบำบัดที่เน้นการให้ฟีดแบ็กเชิงบวกอาจมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาพบว่าคนที่มีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าตอบสนองต่อฟีดแบ็กที่ให้กำลังใจจากภายนอกได้ดีเท่ากับคนอื่น—แต่ไม่ตอบสนองต่อความรู้สึกมั่นใจของตนเอง นี่จึงเป็นข้อเสนอแนะว่าโครงการสุขภาพจิตในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และที่ทำงานในไทย ควรเน้นทั้งการสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับความสำเร็จของแต่ละคน และการเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสุขภาพจิตให้เป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรพิจารณาที่สำคัญ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ไม่ได้รวมผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยทางคลินิก และยังไม่ได้ทดสอบว่าผลกระทบของฟีดแบ็กจะคงทนในระยะยาวเพียงใด จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมทั้งในระดับนานาชาติและในบริบทของไทย เพื่อศึกษาว่าผลลัพธ์นี้จะพบในผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าระดับรุนแรงหรือไม่ และจะรักษาระดับความเชื่อมั่นในตนเองที่สูงขึ้นได้อย่างไร นอกจากนี้ บริบททางวัฒนธรรม—วิธีที่คนไทยตีความคำติชมและคำชม—ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องสำรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท
โดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของฟีดแบ็ก ทั้งจากภายในและภายนอก ในการหล่อหลอมความเชื่อที่เรามีต่อตัวเอง สำหรับผู้อ่านชาวไทย บทเรียนที่ชัดเจนคือ จงฉลองให้กับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง และอย่าลังเลที่จะขอหรือให้ฟีดแบ็กเชิงบวกที่จริงใจแก่คนรอบข้าง สำหรับนักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และผู้กำหนดนโยบาย ข้อค้นพบนี้สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออาทรและเต็มไปด้วยกำลังใจ เพื่อช่วยให้ทุกคน—โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง—ได้ตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การส่งเสริมสุขภาวะทางใจอย่างจริงจัง การนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้จะช่วยสร้างสังคมที่ทุกคนรู้สึกมีคุณค่าและไม่มีใครต้องประเมินตัวเองต่ำเกินไป