ในฐานะนักเดินทางที่คลุกคลีและเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายทศวรรษ มี 3 เมืองที่สร้างความประทับใจได้อย่างน่าทึ่ง นั่นคือ เสียมราฐ (กัมพูชา) อีโปะฮ์ (มาเลเซีย) และฮานอย (เวียดนาม) เมืองเหล่านี้ได้สลัดภาพเมืองที่เคยเงียบเหงา กลายมาเป็นจุดหมายที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและพร้อมต้อนรับนักเดินทาง โดยสร้างสมดุลอันยอดเยี่ยมระหว่างการพัฒนาอย่างรวดเร็วกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม บทความล่าสุดจาก Business Insider ชี้ว่า เมืองทั้งสามแห่งนี้โดดเด่นขึ้นมาได้จากการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน การใส่ใจรักษามรดก และการยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว จนกลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ในสนามแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ดุเดือดของภูมิภาค

สำหรับคนไทย เรื่องราวเหล่านี้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและข้อคิดเตือนใจ เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มองหาการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกับประสบการณ์แปลกใหม่ใกล้บ้าน ผู้เขียนบทความซึ่งมีประสบการณ์ในภูมิภาคนี้มากว่า 30 ปี ยืนยันว่า แม้บางเมืองอย่างบาหลีจะกำลังเผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) แต่ก็มีอีกหลายเมืองที่เรียนรู้ที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับสิ่งที่ประเทศไทยกำลังถกเถียงกันถึงอนาคตของเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่และภูเก็ต

เสียมราฐ กัมพูชา: ปฏิบัติการฟื้นเมืองครั้งมโหฬาร

เสียมราฐคือตัวอย่างสุดคลาสสิกของการพลิกฟื้นเมืองครั้งใหญ่ เมื่อ 20 ปีก่อน เมืองนี้เป็นเพียงเมืองหน้าด่านอันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์ สาธารณูปโภคยังไม่ครบครัน และกฎระเบียบต่างๆ ก็ยังหละหลวม แต่ปัจจุบัน เสียมราฐได้กลายเป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติที่เพียบพร้อมไปด้วยโรงแรมหรู ร้านอาหารนานาชาติ และสนามบินแห่งใหม่ นั่นคือท่าอากาศยานนานาชาติเสียมราฐ-อังกอร์ ที่เปิดให้บริการเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายและกระจายนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจสำคัญคือ ทางการได้ยกระดับการบริหารจัดการนครวัด-นครธม ซึ่งเป็นมรดกโลกของ UNESCO ให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผ่านระบบจำหน่ายตั๋วดิจิทัล การควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว และการจัดเส้นทางเดินชมที่ชัดเจน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องมรดกทางโบราณสถานไว้ให้คนรุ่นหลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่กล่าวว่า “โซลูชันดิจิทัลและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นได้เข้ามาปฏิวัติความพยายามในการพิทักษ์มรดกของเราอย่างสิ้นเชิง” ความสำเร็จของเสียมราฐจึงเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับเมืองมรดกโลกของไทยอย่างอยุธยาและสุโขทัย ที่กำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึงและการอนุรักษ์เช่นเดียวกัน (UNESCO)

อีโปะฮ์ มาเลเซีย: ปลุกเสน่ห์มรดกให้กลับมามีชีวิต

เมืองอีโปะฮ์ในมาเลเซียมีเรื่องราวการพลิกฟื้นที่แตกต่างออกไป แต่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เมืองนี้เคยถูกขนานนามในหนังสือนำเที่ยวว่าเป็นเมืองที่เสื่อมโทรมและซบเซาหลังยุคเหมืองแร่ดีบุกสิ้นสุดลง แต่ปัจจุบัน อีโปะฮ์ได้กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยชูมรดกทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมอาหารเป็นจุดขาย การบูรณะอาคารร้านค้า (Shophouse) สไตล์โคโลเนียล การส่งเสริมสตรีทอาร์ต และการอนุรักษ์ร้านรวงเก่าแก่ที่เป็นตำนานของเมืองอย่าง “Sinhalese Bar” ซึ่งมีอายุกว่าศตวรรษ ได้หลอมรวมกันสร้างเสน่ห์ใหม่ที่แตกต่างให้กับเมือง

นักวางผังเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกในมาเลเซียชี้ว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่ทิ้งรากเหง้าและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทำให้อีโปะฮ์สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ตกหลุมพรางของการพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่ไร้ทิศทาง การฟื้นคืนชีพของเมืองนี้มักถูกหยิบยกเป็นกรณีศึกษาต้นแบบในการประชุมด้านการพัฒนาเมืองระดับภูมิภาค ในฐานะตัวอย่างของการผสานความทรงจำในอดีตเข้ากับความต้องการของยุคปัจจุบัน ซึ่งมีบริบทคล้ายคลึงกับเมืองในไทยอย่างลำปางและสงขลา ที่กำลังมีการรณรงค์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ฮานอย เวียดนาม: จากเมืองปิดสู่มหานครที่เป็นมิตร

ฮานอยเป็นเมืองสุดท้ายที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการอันน่าทึ่ง จากเมืองที่เคยเข้าถึงยากและไม่ค่อยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ได้กลายมาเป็นมหานครที่คึกคัก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมีบรรยากาศที่อบอุ่นขึ้นอย่างชัดเจน นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การนำระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัย แท็กซี่ที่มีการควบคุมราคา และการปรับปรุงการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองให้ง่ายขึ้น ได้ช่วยทลายกำแพงสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและในภูมิภาคลงอย่างมาก

แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้น คือการเปลี่ยนผ่านทางทัศนคติของผู้คน ผู้เขียนบทความสังเกตเห็นว่าชาวเมืองมีความเป็นมิตรเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในฮานอยที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือและแนะนำนักท่องเที่ยวที่หลงทาง นักสังคมวิทยาด้านการท่องเที่ยวในเวียดนามมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการเปิดรับความเป็นสากลมากขึ้น ควบคู่ไปกับความพยายามของภาครัฐที่ต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ของฮานอยในฐานะเมืองที่เปิดกว้างและน่าดึงดูด ซึ่งมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับความพยายามของกรุงเทพฯ ในการสร้างวัฒนธรรมเมืองที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว เช่น โครงการ “Smile Campaign” ที่รณรงค์ให้คนไทยยิ้มแย้มต้อนรับและช่วยเหลือนักเดินทาง (Bangkok Post)

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

บทเรียนที่ประเทศไทยได้รับนั้นมีหลายมิติ ในด้านหนึ่ง ความสำเร็จของเสียมราฐ อีโปะฮ์ และฮานอย ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น การมีส่วนร่วมของประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะผสมผสานประเพณีเข้ากับนวัตกรรม ในช่วงเวลาที่ไทยกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของโรคระบาด นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะทบทวนแนวทางการกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น การปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม และการสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นว่าบรรยากาศทางสังคมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ดีคงไร้ความหมายหากผู้มาเยือนรู้สึกว่าไม่ได้รับการต้อนรับ จะเห็นได้ว่าในเมืองทั้งสามแห่งนี้ ความรู้สึกของการเปิดกว้างและการเป็นเจ้าของร่วมกันของคนในพื้นที่ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง (ASEAN Tourism)

ในอดีต เมืองต่างๆ ของไทยล้วนเคยเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหารถติด การเติบโตของเมืองที่ไร้การควบคุม หรือการถูกคุกคามของอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ทั้งย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ คูเมืองและวัดวาอารามในเชียงใหม่ หรือการฟื้นฟูภูเก็ตหลังสึนามิ ล้วนเคยผ่านช่วงเวลาของการทบทวนตัวเองและฟื้นฟูอย่างสร้างสรรค์ บทความนี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลานับทศวรรษ ซึ่งเป็นมุมมองที่จำเป็นสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้นำชุมชนในไทย ที่บางครั้งอาจมองหาเพียงทางลัดระยะสั้น ความสำเร็จของเพื่อนบ้านชี้ให้เห็นว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงต้องอาศัยความอดทน การลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่อาจไม่เป็นที่นิยมในตอนแรก เช่น การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในสถานที่สำคัญ การใช้ระบบตั๋วดิจิทัล หรือการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะแทนการขยายถนน

โอกาสและความท้าทายในอนาคต

เมื่อมองไปข้างหน้า ย่อมมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง การที่แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้การเดินทางง่ายขึ้น ประกอบกับจำนวนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นทั่วเอเชีย จะทำให้เมืองต่างๆ ในภูมิภาคต้องเผชิญกับแรงกดดันในการรองรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ๆ อีกหลายล้านคน ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม คลื่นความร้อน และการขาดแคลนทรัพยากร ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนระยะยาว รายงานจากการประชุม ASEAN Tourism Forum ครั้งล่าสุดได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดสภาพแวดล้อม การทำแผนที่มรดกทางวัฒนธรรม และการวิเคราะห์การไหลเวียนของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวเมืองในยุคต่อไป (ASEAN Tourism Report) ในประเทศไทยเองก็มีโครงการนำร่องในหลายเมือง เช่น เชียงใหม่ ที่เริ่มนำข้อมูลจากเซ็นเซอร์และระบบรับฟังความเห็นของชุมชนมาใช้เพื่อส่งเสริมการเดินเท้า การติดตามมลพิษ และการจำกัดปริมาณรถยนต์ในพื้นที่วัฒนธรรม

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริงคือ การฟื้นฟูเมืองท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องของโรงแรมหรูหรือมุมถ่ายรูปสวยๆ ลงอินสตาแกรม แต่มันเรียกร้องการตัดสินใจร่วมกันของทั้งคนในพื้นที่ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ต้อนรับผู้มาเยือน และลงทุนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในระยะยาว มากกว่าแค่ผลกำไรชั่วข้ามคืน การลงมือง่ายๆ อย่างการหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ การเคารพวิถีท้องถิ่น การอุดหนุนธุรกิจที่สืบสานมรดก และการร่วมแสดงความเห็นต่อนักวางผังเมือง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เมืองของเราเติบโตไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งคนในท้องถิ่นและผู้มาเยือนไปอีกหลายชั่วอายุคน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและกรณีศึกษาต่างๆ สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ Business Insider และข้อมูลวิเคราะห์เพิ่มเติมจาก UNESCO, Bangkok Post และ ASEAN Tourism Report