ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรสชื่อสุชาต ในชาติก่อน และท่านได้อนุเคราะห์ให้ข้าพเจ้าได้ตั้งอยู่ในสัญญมะ ท่านทราบว่าข้าพเจ้าหมดอายุ ได้มอบพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดาด้วยกล่าวว่า ดูก่อนสุชาต เธอจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้ การบูชานั้นจักเป็นประโยชน์แก่เธอเอง.

จูฬรถวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๓. จูฬรถวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่มีรถทิพย์คันเล็กเป็นพาหนะเกิดขึ้นแก่สุชาตกุมาร

             (พระมหากัจจายนเถระทูลถามสุชาตกุมารว่า)

             [๙๘๑] นายขมังธนู ท่านยืนลดธนูไม้แก่นอันยอดเยี่ยมอยู่ ท่านเป็นกษัตริย์หรือราชกุมาร หรือเป็นพรานป่า

             (สุชาตกุมารตรัสตอบว่า)

             [๙๘๒] พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรสของพระเจ้าอัสสกะ เที่ยวไปในป่า ภิกษุ ข้าพเจ้าขอบอกนามแก่ท่าน ชนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่า สุชาตะ

             [๙๘๓] ข้าพเจ้าเที่ยวลัดเลาะไปยังป่าใหญ่ เสาะหาหมู่เนื้อ ไม่ทันได้เห็นเนื้อนั้นเลย แต่มาพบท่านเข้า จึงได้หยุดยืนอยู่

             (พระมหากัจจายนเถระทูลว่า)

             [๙๘๔] พระองค์ผู้มีบุญมาก พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ทั้งมิได้เสด็จมาร้าย ขอเชิญพระองค์ทรงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างพระบาทของพระองค์เถิด

             [๙๘๕] นี้น้ำเย็นน่าดื่มนำมาจากซอกเขา พระราชโอรส ขอเชิญพระองค์เสวยน้ำจากภาชนะนั้นแล้ว โปรดเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนพื้นที่ปูลาดไว้แล้ว

             (สุชาตกุมารตรัสว่า)

             [๙๘๖] พระมหามุนี วาจาของท่านงามจริงหนอ น่าฟัง ไม่มีโทษ มีแต่ประโยชน์ ไพเราะ ท่านมีปัญญากล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

             [๙๘๗] ท่านยินดีอะไรจึงอยู่แต่ในป่า พระฤๅษีผู้องอาจ ข้าพเจ้าถามแล้ว ท่านโปรดบอกด้วยเถิด ข้าพเจ้าพิจารณาถ้อยคำของท่านแล้วจะประพฤติอย่างสม่ำเสมอ ตามครรลองแห่งธรรมอันนำมาซึ่งประโยชน์

             (พระมหากัจจายนเถระทูลว่า)

             [๙๘๘] พระราชกุมาร อาตมภาพชอบการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง การงดเว้นจากการลักขโมย การประพฤติผิดประเวณี และการดื่มน้ำเมา

             [๙๘๙] ความงดเว้น ความประพฤติชอบ ความเป็นพหูสูต ความกตัญญู ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมอันกุลบุตรพึงหวังในปัจจุบัน อันวิญญูชนพึงสรรเสริญแท้

             [๙๙๐] พระราชโอรส พระองค์ทรงทราบเถิดว่า พระองค์ใกล้สวรรคต เหลืออีกไม่ถึง ๕ เดือน โปรดรีบเปลื้องตนเสียเถิด

             (พระราชกุมารตรัสถามว่า)

             [๙๙๑] ข้าพเจ้านั้นพึงไปชนบทไหน ทำการงานอะไร และทำหน้าที่ของบุรุษอย่างไร หรือใช้วิชาอะไร จึงจะไม่แก่ไม่ตาย

             (พระมหากัจจายนเถระทูลว่า)

             [๙๙๒] พระราชโอรส ไม่มีสถานที่ที่สัตว์ไปแล้วไม่พึงแก่ไม่พึงตาย ทั้งการงาน วิชา และหน้าที่ของบุรุษที่สัตว์ทำแล้วจะไม่พึงแก่ไม่พึงตาย ก็ไม่มี

             [๙๙๓] แม้ชนทั้งหลายที่มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ถึงจะเป็นกษัตริย์ผู้ครองแว่นแคว้น มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย จะไม่แก่ไม่ตาย ก็ไม่มีเลย

             [๙๙๔] ถึงท่านผู้เป็นบุตรของชาวอันธกเวณฑุ ผู้ได้ศึกษาแล้ว มีความสามารถแกล้วกล้าประหารข้าศึกได้ แม้ท่านเหล่านั้นซึ่งเสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืน ก็ต้องถึงความสิ้นอายุสลายไป

             [๙๙๕] แม้เหล่าชนที่เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล ปุกกุสะ และชนประเภทอื่น โดยชาติกำเนิดซึ่งจะไม่แก่ไม่ตายไม่มี

             [๙๙๖] แม้เหล่าชนผู้ร่ายมนตร์พรหมจินดามีองค์ ๖ (มนตร์พรหมจินดามีองค์ ๖ คือ ๑. กัปปะ (ว่าด้วยวิธีเกี่ยวกับการบูชายัญ) ๒. พยากรณ์ (แสดงการแยกปกติ) ๓. นิรุตติ (แสดงรูปศัพท์ เติมปัจจัย) ๔. สิกขา (แสดงฐานกรณ์ และปตยนะของอักษร) ๕. ฉันโทวิจิติ (แสดงลักษณะของฉันท์) ๖. โชติสัตถะ (แสดงลักษณะของดวงดาวที่บ่งถึงความเจริญหรือความเสื่อมของมนุษย์) เทียบ เวทางคศาสตร์ของพราหมณ์ มี ๖ อย่าง คือ ๑. ศึกษาวิธีออกเสียงคำในพระเวทให้ถูกต้อง ๒. ไวยากรณ์ ๓. ฉันท์ ๔. เชยติส คือดาราศาสตร์ ๕. นิรุกติ คือกำเนิดของคำ และ ๖. กัลปะ คือวิธีจัดทำพิธี) และเหล่าชนที่ใช้วิชาอื่นๆ จะไม่แก่ไม่ตาย ก็ไม่มี

             [๙๙๗] อนึ่ง แม้ฤๅษีทั้งหลายผู้สงบ สำรวมตน บำเพ็ญตบะ ก็ยังต้องละทิ้งร่างกายไปตามกาลอันสมควร

             [๙๙๘] แม้พระอรหันต์ทั้งหลายผู้อบรมตนแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาป ก็ยังต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ไป

             (พระราชกุมารตรัสว่า)

             [๙๙๙] พระมหามุนี คาถาทั้งหลายของท่านเป็นสุภาษิต มีประโยชน์ ข้าพเจ้าโล่งใจ เพราะเนื้อความที่เป็นสุภาษิต และขอท่านโปรดเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้าด้วย

             (พระมหากัจจายนเถระทูลว่า)

             [๑๐๐๐] ขอพระองค์จงอย่าทรงถึงอาตมภาพว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเลย ขอจงทรงถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นศากยบุตร ผู้มีความเพียรยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งอาตมภาพถือเป็นที่พึ่งที่ระลึกแล้ว พระองค์นั้นแหละว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

             (พระราชกุมารตรัสถามว่า)

             [๑๐๐๑] ท่านผู้นิรทุกข์ พระศาสดาของท่านพระองค์นั้น ประทับอยู่ ณ ชนบทไหน ถึงข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลใดเสมอเหมือนมิได้

             (พระเถระถวายพระพรว่า)

             [๑๐๐๒] พระศาสดาผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ทรงสมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช ในชนบทด้านทิศตะวันออก พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานเสียแล้ว

             (พระราชกุมารตรัสว่า)

             [๑๐๐๓] ท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของท่านยังทรงพระชนม์อยู่ ถึงไกลหลายพันโยชน์ ข้าพเจ้าก็จะพึงไปเฝ้าใกล้ๆ ให้จงได้

             [๑๐๐๔] ท่านผู้นิรทุกข์ แต่เพราะพระบรมศาสดาของท่านเสด็จดับขันธปรินิพพานเสียแล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอถึงพระองค์ผู้มีความเพียรยิ่งใหญ่ ซึ่งเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

             [๑๐๐๕] ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า กับทั้งพระธรรมที่ยอดเยี่ยม และพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกของเทวดา และมนุษย์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

             [๑๐๐๖] ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน ของดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก ยินดีเฉพาะภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา

             (พระเถระถามเทพบุตรนั้นว่า)

             [๑๐๐๗] รถใหญ่ของท่านนี้แผ่รัศมีไปโดยรอบกว้าง ๑๐๐ โยชน์ ดังดวงอาทิตย์มีรัศมีมากโคจรไปในท้องฟ้า ส่องแสงไปทั่วทุกทิศ

             [๑๐๐๘] รถใหญ่ของท่านนี้บุด้วยแผ่นทองคำโดยรอบ งอนรถนั้นวิจิตรด้วยแก้วมุกดาและแก้วมณี แผ่นทองคำและแผ่นเงินมีลวดลายสวยงาม ประดิษฐ์ด้วยแก้วไพฑูรย์ บรรจงสร้างไว้อย่างดี ทำให้แลดูงาม

             [๑๐๐๙] และปลายงอนรถนี้สร้างด้วยแก้วไพฑูรย์ แอกรถนี้วิจิตรด้วยแก้วทับทิม แม้ม้าเหล่านี้ก็ประดับด้วยทองและเงิน วิ่งได้เร็วทันใจ แลดูสง่างาม

             [๑๐๑๐] ท่านยืนสง่าอยู่บนรถทองคำเทียมด้วยม้า๑,๐๐๐ ตัวเป็นพาหนะ เปรียบดังท้าวสักกะจอมเทพ ท่านผู้มียศ อาตมภาพขอถามท่านผู้ชาญฉลาดว่า ยศอย่างโอฬารนี้ท่านได้มาอย่างไร

             (เทพบุตรตอบว่า)

             [๑๐๑๑] พระคุณเจ้าผู้เจริญ ชาติก่อนข้าพเจ้าเป็นราชโอรสนามว่าสุชาตะ และพระคุณเจ้าได้อนุเคราะห์ให้ข้าพเจ้าได้ตั้งอยู่ในความสำรวม

             [๑๐๑๒] อนึ่ง พระคุณเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าจะสิ้นอายุ ได้มอบพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดาด้วยกล่าวว่า สุชาตราชโอรส พระองค์จงทรงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้ การบูชานั้นจักเป็นประโยชน์แก่พระองค์เอง

             [๑๐๑๓] ข้าพเจ้าได้ขวนขวายบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น ด้วยของหอมและดอกไม้ทั้งหลาย ครั้นละร่างมนุษย์แล้วได้เกิดในสวนนันทวัน

             [๑๐๑๔] มีเหล่านางอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อมรื่นรมย์อยู่ ในสวนนันทวันอย่างงามเลิศ น่ารื่นรมย์ ขวักไขว่ไปด้วยฝูงนกนานาชนิด

จูฬรถวิมานที่ ๑๓ จบ

--------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕

๑๓. จูฬรถวิมาน

               อรรถกถาจูฬรถวิมาน               

               จูฬรถวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมด้วยแบ่งพระบรมธาตุ สถาปนาพระสถูปสำหรับพระศาสดาไว้ในที่นั้นๆ เมื่อพระสาวกที่ได้คัดเลือกเพื่อสังคายนาพระธรรม มีพระมหากัสสปเถระเป็นประมุขอยู่ในที่นั้นๆ กับบริษัทของตนๆ ด้วยเห็นแก่เวไนยสัตว์ จนถึงวันเข้าพรรษา ท่านพระมหากัจจายนะอยู่ในเขตป่าแห่งหนึ่ง ในปัจจันตประเทศ.
               สมัยนั้น พระเจ้าอัสสกราชครองราชสมบัติอยู่ในโปตลินคร แคว้นอัสสกะ กุมารพระนามว่าสุชาต เป็นพระโอรสของอัครมเหสีของพระเจ้าอัสสกราชนั้น มีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี ถูกพระบิดาเนรเทศจากแว่นแคว้นเพราะยื้อแย่งราชสมบัติกับพระเทวีน้อย จึงเข้าป่า อาศัยพวกพรานอยู่ในป่า.
               เล่ากันมาว่า กุมารนั้นบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ตั้งอยู่ในคุณเพียงศีล ตายอย่างปุถุชน บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในดาวดึงส์นั้นชั่วอายุ เที่ยวไปเที่ยวมาอยู่ในสุคตินั้นแล ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์ของอัครมเหสีของพระเจ้าอัสสกราช ในแคว้นอัสสกะ
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ได้ ๓๐ ปี เขาได้มีนามว่าสุชาต เจริญด้วยบริวารเป็นอันมาก.
               เมื่อพระชนนีของสุชาตกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าอัสสกราชได้ตั้งราชธิดาองค์อื่นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. ต่อมาพระนางได้ประสูติพระโอรส พระราชาทอดพระเนตรเห็นโอรสของพระนาง ก็ทรงเลื่อมใสได้ประทานพรว่า ที่รัก เจ้าจงถือเอาพรที่เจ้าปรารถนา พระนางทำเป็นรับพรไว้แต่พักไว้ก่อน (ยังไม่กล่าวขอพร).
               เมื่อสุชาตกุมารมีพระชันษาได้ ๑๒ พรรษา. พระนางจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นลูกของหม่อมฉันแล้วมีจิตเลื่อมใส ได้พระราชทานพรไว้ บัดนี้ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้นเถิด. ตรัสว่า จงรับเอาเถิดเทวี.
               พระนางกราบทูลว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันนะเพคะ. ตรัสว่า ฉิบหายละอีถ่อย สุชาตกุมารลูกคนโตของฉันซึ่งเป็นเสมือนเทพกุมาร ยังอยู่ เหตุไร เจ้าจึงกล่าวอย่างนี้. ทรงปฏิเสธ พระเทวียืนคำบ่อยๆ ก็ผูกพระทัยไม่ได้.
               วันหนึ่งทูลว่า ข้าแต่เทวะ ถ้าพระองค์ยังดำรงอยู่ในสัจจะ ก็ขอได้โปรดพระราชทานเถิด
               พระราชาทรงเสียพระทัยว่า เราได้พลั้งให้พรแก่หญิงผู้นี้ และนางก็มาพูดอย่างนี้ ตรัสเรียกสุชาตกุมารมาตรัสบอกความเรื่องนั้น น้ำพระเนตรไหล.
               พระกุมารเห็นพระบิดาทรงโศกเศร้า ก็เสียพระทัยน้ำพระเนตรไหล กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ โปรดทรงอนุญาตเถิด ข้าพระองค์จักไปที่อื่น. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสว่า พ่อจักสร้างเมืองใหม่ให้เจ้า เจ้าควรอยู่ในเมืองนั้น. พระกุมารก็ไม่ปรารถนา. เมื่อพระราชาตรัสว่า พ่อจักส่งไปอยู่ในสำนักพระราชาสหายของพ่อดังนี้ ก็ไม่ทรงเห็นด้วยแม้ข้อนั้น กราบทูลอยู่อย่างเดียวว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์จักไปป่า.
               พระราชาสวมกอดพระโอรส จุมพิตที่พระเศียรตรัสว่าเมื่อพ่อล่วงลับไปแล้ว เจ้าจงมาครองราชสมบัติในนครนี้ ทรงปล่อยไปแล้ว.
               พระกุมารนั้นเข้าป่าอาศัยพวกพรานอยู่ วันหนึ่งไปล่าเนื้อ เทพบุตรองค์หนึ่งเป็นสหายที่ประเสริฐในครั้งที่เขาเป็นสมณะ จำแลงรูปเป็นเนื้อ มาล่อเขาด้วยความหวังดี วิ่งไปใกล้ที่อยู่ของท่านพระมหากัจจายนะแล้วหายไป. พระกุมารนั้นคิดจักจับเนื้อตัวนี้ในบัดนี้ จึงวิ่งเข้าไปถึงที่อยู่ของพระเถระ ไม่เห็นเนื้อ เห็นแต่พระเถระนั่งอยู่นอกบรรณศาลา จึงได้ยืนกั้นปลายลูกธนูในที่ใกล้พระเถระนั้น
               พระเถระแลดูเขา ทราบเรื่องที่เป็นไปของเขาทั้งหมดตั้งแต่ต้น เมื่อจะอนุเคราะห์ ทำเป็นไม่รู้ เมื่อทำการสงเคราะห์ได้ถามว่า
               ท่านสอดธนูไว้มั่น ยืนจ้องธนูไม้แก่นอยู่ ท่านเป็นกษัตริย์ หรือราชกุมาร หรือเป็นพรานป่า.
               ลำดับนั้น พระกุมารนั้นเมื่อประกาศตน จึงตรัสว่า
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระเจ้าอัสสกะ เที่ยวไปในป่า ข้าแต่ภิกษุ ข้าพเจ้าขอบอกนามของข้าพเจ้าแก่ท่าน คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่าสุชาต ข้าพเจ้าแสวงหาเนื้อจึงหยั่งลงสู่ป่าใหญ่ ไม่เห็นเนื้อ เห็นแต่ท่าน จึงได้ยืนอยู่.
               พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อกระทำปฏิสันถารกับกุมารนั้น ทูลว่า
               ท่านผู้มีบุญมาก ท่านมาดีแล้ว ท่านมาไม่เลวเลย ท่านจงรับเอาน้ำจากที่นี้ล้างเท้าทั้งสองของท่านเถิด นี้เป็นน้ำดื่มเย็น นำมาแต่ซอกเขา ท่านราชโอรส ครั้นเสวยน้ำแล้วโปรดเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนสันถัตเถิด.
               ลำดับนั้น พระราชกุมารรับการปฏิสันถารของพระเถระตรัสว่า
               ข้าแต่พระมหามุนี วาจาของท่านงามหนอ น่าฟัง ไม่มีโทษ มีประโยชน์ ไพเราะ ท่านรู้แล้วกล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด.
               ท่านอยู่ในป่า ยินดีอะไร ข้าแต่ท่านฤษีผู้ประเสริฐสุด ท่านถูกถามแล้วโปรดบอกทีเถิด พวกข้าพเจ้าพิจารณาคำของท่านแล้ว พึงประพฤติโดยเอื้อเฟื้อซึ่งบทที่ประกอบด้วยอรรถและธรรม.
               บัดนี้ พระเถระเมื่อกล่าวสัมมาปฏิบัติของตน ซึ่งสมควรแก่พระราชกุมารนั้น จึงทูลว่า
               ดูก่อนกุมาร เราชอบใจการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง การงดเว้นลักขโมย งดเว้นการประพฤติล่วงเกิน งดเว้นดื่มน้ำเมา งดบาปธรรม ความประพฤติสงบ ความเป็นพหูสูต ความเป็นคนกตัญญู ธรรมเหล่านี้ กุลบุตรสรรเสริญในปัจจุบัน อันวิญญูชนพึงสรรเสริญ.
               พระเถระกล่าวสัมมาปฏิบัติที่สมควรแก่พระราชกุมารนั้นอย่างนี้แล้ว ตรวจดูอายุสังขารด้วยอนาคตังสญาณ เห็นว่าอายุของเขาเหลือเพียงห้าเดือนเท่านั้น เพื่อจะให้เขาสลดใจแล้วตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัตินั้นมั่นคง จึงกล่าวคาถานี้ว่า
               ดูก่อนราชโอรส ท่านจงรู้เถิดว่า อีกห้าเดือนข้างหน้าท่านจักสิ้นพระชนม์ ท่านจงเปลื้องตนเถิด.
               ต่อนั้น พระกุมารเมื่อถามอุบายหลุดพ้นสำหรับตน จึงตรัสว่า
               ข้าพเจ้าจะไปชนบทไหนหนอ จะทำอะไร จะทำกิจของบุรุษอะไรๆ หรือจะใช้วิชาอะไร จึงจะไม่แก่ไม่ตาย.
               ต่อนั้น พระเถระเพื่อจะแสดงธรรมแก่เขา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
               ดูก่อนราชโอรส ไม่มีประเทศที่สัตว์ไปแล้วไม่แก่ไม่ตาย ไม่มีกรรม วิชาและกิจของบุรุษ ที่สัตว์ทำแล้วไม่แก่ไม่ตาย ผู้มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก แม้เหล่ากษัตริย์ครองแว่นแคว้น มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก แม้ท่านเหล่านั้นไม่แก่ไม่ตาย ก็หาไม่.
               ท่านที่เป็นนักศึกษา เป็นบุตรของชาวอันธกะและชาวเวณฑุ ผู้สามารถแกล้วกล้า ประหารฝ่ายปรปักษ์ แม้ท่านเหล่านั้น เสมอด้วยสิ่งยั่งยืนก็ต้องพินาศ ถึงอายุขัยสิ้นอายุ.
               กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาลและปุกกุสะ และพวกชาติอื่นๆ แม้คนเหล่านั้นไม่แก่ไม่ตาย หามีไม่ ท่านที่ร่ายมนต์พรหมจินดามีองค์ ๖ และท่านที่ใช้วิชาอื่นๆ แม้ท่านเหล่านั้นไม่แก่ไม่ตาย หามีไม่.
               อนึ่ง พวกฤษีผู้สงบ สำรวมจิตบำเพ็ญตบะ แม้ท่านผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้นก็ต้องละทิ้งร่างกายไปตามกาล แม้พระอรหันต์ทั้งหลายผู้อบรมตนแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาปแล้ว ก็ยังทอดทิ้งกายนี้.
               บัดนี้ พระกุมารเมื่อตรัสสิ่งที่ตนพึงทำ จึงตรัสว่า
               ข้าแต่พระมหามุนี คาถาทั้งหลายของท่านเป็นสุภาษิต มีประโยชน์ ข้าพเจ้าเพ่งพินิจตามสุภาษิตนั้นแล้ว และขอท่านโปรดเป็นสรณะของข้าพเจ้าด้วยเถิด.
               ลำดับนั้น พระเถระเมื่อพร่ำสอนพระกุมารนั้น ได้ภาษิตคาถานี้ว่า
               ท่านจงอย่าถึงอาตมาเป็นสรณะเลย อาตมาถึงพระมหาวีรศากยบุตรใดเป็นสรณะ ท่านจงถึงพระมหาวีรศากยบุตรนั้นเป็นสรณะเถิด.
               ต่อนั้น พระราชกุมารตรัสอย่างนี้ว่า
               ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระศาสดาของท่านพระองค์นั้นประทับอยู่ในชนบทไหน แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินะผู้หาบุคคลเปรียบมิได้.
               พระเถระทูลอีกว่า
               พระศาสดาเป็นบุรุษอาชาไนย มีพระสมภพแต่ราชสกุลพระเจ้าโอกกากราช ในชนบททิศตะวันออก แต่พระองค์เสด็จปรินิพพานเสียแล้ว.
               ราชโอรสนั้นฟังธรรมเทศนาของพระเถระอย่างนี้แล้ว มีใจเลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ในสรณะและศีล เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
               ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของท่านยังดำรงพระชนม์อยู่ ถึงไกลหลายพันโยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าใกล้ๆ แต่เพราะพระศาสดาของท่านเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็ขอถึงพระมหาวีระผู้เสด็จปรินิพพานแล้วเป็นสรณะ ขอถึงพระพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมอันยอดเยี่ยม ทั้งพระสงฆ์ ผู้เป็นสรณะของมนุษย์และเทวดา ว่าเป็นสรณะ.
               ข้าพเจ้าของดเว้นปาณาติบาตทันที ของดเว้นอทินนาทานในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ เป็นผู้ยินดีด้วยภริยาของตน.
               พระราชกุมารตั้งอยู่ในสรณะและศีลอย่างนี้แล้ว.
               พระเถระก็ทูลอย่างนี้ว่า ดูก่อนราชกุมาร ไม่มีประโยชน์ที่ท่านจะอยู่ป่าในที่นี้ ท่านจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน ภายใน ๕ เดือนเท่านั้น ท่านจักสิ้นพระชนม์ ฉะนั้น ท่านควรไปยังสำนักพระราชบิดาของท่าน ทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้น พึงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ดังนี้แล้วแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ในสำนักของตนให้.
               ราชกุมารนั้นเมื่อจะไป ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักไปจากที่นี้ตามคำของท่าน แม้ท่านก็พึงไปในที่นั้น เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ทราบว่าพระเถระรับนิมนต์แล้ว ไหว้ ทำประทักษิณแล้วเสด็จไปนครของพระบิดาเข้าไปยังอุทยาน แจ้งให้กราบทูลพระราชาทรงทราบว่าตนมาแล้ว.
               พระราชาทรงสดับเรื่องนั้น พร้อมด้วยบริวารเสด็จไปอุทยาน สวมกอดพระกุมาร นำเข้าในเมือง มีพระราชประสงค์จะอภิเษก.
               พระกุมารทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์มีอายุน้อย จากนี้ไป ๔ เดือนก็จักตาย ข้าพระองค์จะต้องการอะไรด้วยราชสมบัติ ข้าพระองค์จักอาศัยพระองค์ทำบุญเท่านั้น แล้วประกาศคุณของพระเถระและอานุภาพของพระรัตนตรัย.
               พระราชาทรงสดับดังนั้น ทรงสลดพระทัย เลื่อมใสในพระรัตนตรัยและพระเถระ โปรดให้สร้างวิหารใหญ่ แล้วทรงส่งทูตไปสำนักของพระมหากัจจายนเถระ แม้พระเถระก็ได้มาอนุเคราะห์พระราชาและมหาชน.
               พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริวารเสด็จไปต้อนรับแต่ไกลทีเดียว นิมนต์พระเถระให้เข้าวิหาร บำรุงด้วยปัจจัยสี่โดยเคารพ ตั้งอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย.
               พระกุมารสมาทานศีลทั้งหลาย บำรุงพระเถระและภิกษุทั้งหลายโดยเคารพ ให้ทาน ฟังธรรม ล่วงไปสี่เดือนก็สิ้นพระชนม์ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. รถขนาดเจ็ดโยชน์ประดับด้วยรัตนะเจ็ดเกิดขึ้นด้วยบุญญานุภาพของเทวบุตรนั้น เทวบุตรนั้นมีอัปสรเป็นบริวารหลายพัน.
               พระราชาทรงทำสักการะสรีระของพระกุมาร และถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ ทำการบูชาพระเจดีย์ มหาชนประชุมกันในที่นั้น แม้พระเถระพร้อมด้วยบริวารก็ได้เข้าไปยังประเทศนั้น.
               ครั้งนั้น เทวบุตรตรวจดูกุศลกรรมที่ตนทำไว้ คิดด้วยความเป็นผู้กตัญญูว่า เราจักไปไหว้พระเถระและจักทำศาสนคุณให้ปรากฏ ขึ้นรถทิพย์มาปรากฏรูปให้เห็นพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ลงจากรถไหว้แทบเท้าพระเถระ ทำปฏิสันถารกับบิดา เข้าไปยืนประคองอัญชลีอยู่ใกล้พระเถระ.
               พระเถระไต่ถามเทวบุตรนั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               พระอาทิตย์มีรัศมีมาก ส่องแสงไปในท้องฟ้าตามลำดับตลอดทิศประการไรๆ รถใหญ่ของท่านนี้ก็มีประการอย่างนั้น แผ่แสงไปโดยรอบกว้างร้อยโยชน์ หุ้มด้วยแผ่นทองโดยรอบ คานรถนั้นวิจิตรด้วยแก้วมุกดาและแก้วมณี มีลายทองและเงิน ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ สร้างไว้อย่างดีสง่างาม งอนรถสร้างด้วยแก้วไพฑูรย์ แอกรถวิจิตรด้วยแก้วทับทิม แม้ม้า (เทียมรถ) ก็ประดับด้วยทองและเงิน สง่างาม วิ่งเร็วทันใจ ท่านนั้นยืนสง่าอยู่ในรถทอง มีพาหนะเทียมม้าพันหนึ่ง ดังท้าวสักกะจอมทวยเทพ
               ดูก่อนท่านผู้มียศ อาตมาขอถามท่านผู้ชาญฉลาด ยศอันโอฬารนี้ ท่านได้มาอย่างไร.
               เทวบุตรถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว ได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรสชื่อสุชาต ในชาติก่อน และท่านได้อนุเคราะห์ให้ข้าพเจ้าได้ตั้งอยู่ในสัญญมะ ท่านทราบว่าข้าพเจ้าหมดอายุ ได้มอบพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดาด้วยกล่าวว่า ดูก่อนสุชาต เธอจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้ การบูชานั้นจักเป็นประโยชน์แก่เธอเอง.
               ข้าพเจ้าได้ขวนขวายบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น ด้วยของหอมและดอกไม้ทั้งหลาย ครั้นละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงนันทนอุทยาน มีอัปสรห้อมล้อม รื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้องอยู่ในนันทนอุทยาน อันเลิศน่าร่มรื่น ประกอบด้วยฝูงปักษานานาพรรณ.
               เทวบุตรตอบเนื้อความที่พระเถระถามอย่างนี้ แล้วไหว้พระเถระ ทำประทักษิณ ลาบิดามารดาแล้วขึ้นรถกลับไปเทวโลกตามเดิม.
               แม้พระเถระก็ได้ทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง กล่าวธรรมีกถาโดยพิสดารแก่บริษัทที่ประชุมกัน ธรรมกถานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน.
               ครั้งนั้น พระเถระได้บอกเรื่องทั้งหมดนั้นแก่พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ในคราวปฐมสังคายนา โดยทำนองที่ตนและเทวบุตรพูดกันนั่นเทียว.
               พระธรรมสังคาหกาจารย์เหล่านั้นได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่สังคายนาอย่างนั้นแล.


               จบอรรถกถาจูฬรถวิมาน               
               -----------------------------------------------------