เทรนด์ออกกำลังกายสุดง่ายจากญี่ปุ่นที่รู้จักกันในชื่อ “การเดินสลับเร็ว” (Interval Walking Training) กำลังกลายเป็นกระแสที่น่าจับตาทั่วโลก เพราะเป็นวิธีที่ไม่หักโหมร่างกาย แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความดันโลหิต เสริมสร้างความแข็งแรงให้ขา ปรับปรุงระบบเผาผลาญ และส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น งานวิจัยล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ตรงกันว่าเทรนด์นี้กำลังได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาวิธีปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

ความสนใจในการเดินสไตล์ญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนรองรับและทำตามได้ง่ายมาก เทคนิคนี้คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์การกีฬาชาวญี่ปุ่นเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน โดยมีหลักการง่ายๆ คือการสลับระหว่างการเดินเร็ว (ใช้แรงประมาณ 70% ของขีดความสามารถสูงสุด) กับการเดินช้า (ใช้แรงประมาณ 40%) ช่วงละ 3 นาที ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนครบ 30 นาทีต่อครั้ง ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าวิธีนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนของร่างกาย ลดความดันโลหิต และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้เป็นกิจกรรมที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ว่าจะมีพื้นฐานการออกกำลังกายระดับไหนก็ตาม (The Economic Times, Verywell Health, Healthline)

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญสำหรับประเทศไทย?

ปัจจุบัน กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่ากังวลของไทย ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจากสังคมสูงวัย วิถีชีวิตคนเมือง และพฤติกรรมเนือยนิ่งที่ติดตัวมาจากช่วงโควิด-19 โครงการรณรงค์ต่างๆ ในไทย เช่น การแข่งขันนับก้าว หรือการส่งเสริมเมืองเดินได้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการกลยุทธ์ที่ได้ผลและเข้าถึงได้ทุกคน เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนหันมาขยับร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ออกกำลังกาย (PMC Thailand Steps Challenge Study)

โปรแกรมการเดินสลับเร็วแบบญี่ปุ่นได้ผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้ใหญ่กว่า 200 คน อายุเฉลี่ย 63 ปี ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ฝึกเดินสลับเร็วมีความดันโลหิตลดลงและมีสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่เดินด้วยความเร็วคงที่อย่างชัดเจน ที่น่าทึ่งคือ ผู้เข้าร่วมกว่า 95% สามารถทำตามโปรแกรมได้จนจบ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นวิธีที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน (Healthline) เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งการออกกำลังกายรูปแบบเดิมๆ อาจเข้าถึงยากหรือดูน่ากลัวเกินไปสำหรับคนบางกลุ่ม

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการออกกำลังกายต่างยกให้การเดินสลับเร็วเป็นเหมือน ‘ของดีที่ซ่อนอยู่’ สำหรับวงการสาธารณสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและไลฟ์สไตล์จากโรงพยาบาลเมโทร เดลีใต้ กล่าวว่า การเดินสลับเร็ว “กระตุ้นระบบหัวใจและหลอดเลือดในรูปแบบที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” ซึ่งต่างจากการเดินปกติ แต่ยังคงทำได้ง่ายและไม่กระทบกระเทือนข้อต่อเหมือนการวิ่งหรือกิจกรรมที่หนักหน่วงกว่า (Verywell Health) สำหรับคนไทยที่มีปัญหาข้อต่อเล็กน้อย ผู้ที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรมระยะเริ่มต้น หรือผู้ที่เบื่อการเดินแบบเดิมๆ วิธีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

นักกายภาพบำบัดยังแนะนำการเดินสลับเร็วสำหรับผู้ที่เคยบาดเจ็บ ร่างกายอ่อนแอ หรือมีปัญหาการทรงตัว นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลเด็กแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า “นี่เป็นกลยุทธ์ที่มีประโยชน์สำหรับคนที่ไม่สามารถทนต่อกิจกรรมอย่างการวิ่งหรือปีนเขาได้เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ความอ่อนแอ หรือปัญหาการทรงตัว” การเดินสลับเร็วช่วยเพิ่มความเข้มข้นของการออกกำลังกายโดยปราศจากความเสี่ยงที่มาพร้อมกับกิจกรรมที่หนักกว่า ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถสร้างความแข็งแรงและสุขภาพหัวใจได้อย่างปลอดภัยเมื่อเวลาผ่านไป (Verywell Health)

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ด้านจิตใจอีกด้วย นักจิตวิทยาคลินิกจากรัฐเนวาดาชี้ว่า การออกกำลังกายแบบสลับช่วงที่มีการพักตามแผนนั้นสอดคล้องกับหลักการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง การกำหนดจังหวะของกิจกรรมจะช่วยให้ระบบประสาทเรียนรู้ที่จะทนต่อการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และป้องกันภาวะ “หักโหมจนหมดแรง” ที่ทำให้หลายคนล้มเลิกและกลับไปมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเหมือนเดิม แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่เน้นการเคลื่อนไหวอย่างมีสติและนุ่มนวล เช่น การเดินจงกรม ในชุมชนชาวพุทธ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจอีกด้วย (Verywell Health)

ผลดีต่อสุขภาพเมแทบอลิก

งานวิจัยนานาชาติชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาด้านสุขภาพเมแทบอลิกอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาหลายชิ้นเผยว่าการเดินสลับเร็วช่วยปรับปรุงระดับน้ำตาลในเลือด องค์ประกอบของร่างกาย และสมรรถภาพโดยรวมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดีกว่าการเดินต่อเนื่องที่ใช้เวลาและพลังงานเท่ากัน จากการทบทวนงานวิจัยโดยที่ปรึกษาและรองศาสตราจารย์คลินิกแห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน สรุปว่า “การเดินสลับเร็วมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการปรับปรุงสมรรถภาพร่างกาย องค์ประกอบร่างกาย และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2” (Healthline) ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีอัตราผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้น และมีความต้องการนวัตกรรมการดูแลสุขภาพที่คุ้มค่าและนำไปปรับใช้ได้ง่ายในระดับชุมชนและระดับประเทศ

ต่างจาก HIIT อย่างไร?

หลายคนอาจสงสัยว่าการเดินสลับเร็วเหมือนกับการออกกำลังกายแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) หรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือนกัน ในขณะที่ HIIT ต้องใช้แรงแบบเต็มพิกัดในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งมักจะไม่เหมาะหรือดูน่ากลัวสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้สูงอายุ แต่การเดินสลับเร็วแบบญี่ปุ่นจะใช้ความเข้มข้นที่ต่ำกว่า ทำให้คนส่วนใหญ่สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ไม่ต้องเข้ายิม และไม่ต้องอาศัยแรงจูงใจสูง (Wikipedia) โปรแกรมนี้ยังปรับเปลี่ยนได้ง่าย โดยผู้เริ่มต้นสามารถเริ่มจากการเดินเร็วเพียง 20–30 วินาที สลับกับการเดินสบายๆ และค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นจนครบ 3 นาทีเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น (Verywell Health, Healthline)

การปรับใช้ในบริบทของไทย

ข้อมูลจากโครงการรณรงค์เพิ่มจำนวนก้าวเดินในประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาล ตัวอย่างเช่น โครงการ Thailand National Steps Challenge และโครงการส่งเสริมเมืองเดินได้ในกรุงเทพฯ ได้พิสูจน์แล้วว่ากิจกรรมที่เน้นการเดินนั้นทำได้จริงและเข้ากับวัฒนธรรมไทย (PMC Thailand Steps Challenge Study) การนำเทคนิคการเดินสลับเร็วมาประยุกต์ใช้กับโครงการเหล่านี้ เช่น การโปรโมตผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือหรือกิจกรรมในชุมชน อาจช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและผู้สูงอายุที่มักประสบปัญหาในการเคลื่อนไหวร่างกายให้เพียงพอในแต่ละวัน

ในอดีต การเดินมีรากฐานที่ลึกซึ้งในวัฒนธรรมไทย ไม่ใช่แค่การเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นการปฏิบัติเพื่อฝึกฝนจิตใจและสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน การเดินช้าๆ อย่างมีสติหรือที่เรียกว่า เดินจงกรม ในบริเวณวัดหรือตามทางเดินในหมู่บ้าน ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติสำหรับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ การเดินแบบญี่ปุ่นจึงสอดคล้องกับปรัชญาเหล่านี้ โดยเป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ผู้คนมักใช้เวลาอยู่หน้าจอและไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว

อนาคตของการเดินเพื่อสุขภาพในไทย

แนวโน้มความนิยมการเดินสลับเร็วแบบญี่ปุ่นทั่วโลกน่าจะกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยและความสนใจเชิงนโยบายในประเทศไทยมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะมีการศึกษาผลกระทบของการเดินสลับเร็วในกลุ่มประชากรไทยโดยเฉพาะ มีการรณรงค์ให้ความรู้ที่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย และมีการบูรณาการเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อช่วยติดตามผลและสร้างแรงจูงใจ (MDPI Study on Walkability in Bangkok) หากถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย การเดินสลับเร็วอาจกลายเป็น “ยาขนานเอก” ที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต จัดการระดับน้ำตาลในเลือด และรับมือกับปัญหาสุขภาพสามด้านที่สังคมไทยกำลังเผชิญ ได้แก่ ภาวะขาดการเคลื่อนไหว สังคมสูงวัย และโรคเรื้อรัง

สำหรับผู้อ่านชาวไทย นี่คือคำแนะนำที่นำไปใช้ได้ทันที ลองนำการเดินสลับเร็วแบบญี่ปุ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของคุณ เริ่มต้นตามความพร้อมของร่างกาย สลับระหว่างการเดินสบายๆ กับการเดินเร็วขึ้น ตั้งเป้าให้มีความเข้มข้นเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละครั้ง สวมรองเท้าที่สบาย ใช้สวนสาธารณะหรือลานวัดเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ และที่สำคัญคือฟังเสียงร่างกายของตัวเอง แน่นอนว่าผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ๆ แต่ผลวิจัยก็ชี้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในวิธีการเดินและความเร็วในการเดินของคุณ อาจมอบประโยชน์มหาศาลต่อความดันโลหิต ขา และสุขภาพโดยรวมของคุณ

แหล่งข้อมูล: